30 พ.ค. เวลา 03:00 • หนังสือ

26 ข้อคิดจากหนังสือ 'เปลี่ยนความคิดให้ใจเบาลง'

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวของผู้เขียนคุณคาตาดะ
ที่เขาทำงานหนักจนความเครียดสะสมเกิดเป็นต้อหินและไม่สามารถมองเห็นได้
เขาเริ่มศึกษาเรื่องจิตวิทยาและผ่านมันมาได้อย่างไร
ผมได้สรุปข้อคิดที่น่าสนใจของเล่มนี้ไว้แล้วครับ
[1] ช่างมันเถอะ ไม่ใช่คำพูดยอมแพ้
แต่มันคือการปล่อยมือจ่กสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
และสนใจเพียงสิ่งที่เรา ‘ควบคุมได้’
[2] เมื่อถูกพูดแบบเสียมารยาทใส่
ให้เรามองในมุมกลับว่าเขากำลังทำร้ายตัวเองต่างหาก
เพราะมนุษย์นั้นเป็นกลุ่มที่ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
การพูดทำร้ายจิตใจกัน ก่อให้เกิดความแตกแยก นำไปสู่ความโดดเดี่ยวได้ครับ
[3] เลิกสนใจว่าเราต้องทำให้ทุกคนชอบ เพราะมันเป็นไปไม่ได้
ลองมาสนใจคนที่ชอบเราดีกว่าแล้วจะสบายใจขึ้นมาก
[4] เมื่อเราถูกคนที่เราไม่ชอบเกลียดเรา
จงคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีแล้วดีกว่า
เพราะการทำให้คนที่เราไม่ชอบ มาชอบเราเป็นเรื่องยาก
รักษาระยะห่างไว้คือสิ่งที่ดีที่สุดครับ
[5] เราทุกคนที่มีเรื่องที่เราเก่งด้วยกันเสมอ ลองสังเกตสิ่งที่คนอื่นชมเราก็ได้
เมื่อเราเผลไปเปรียบเทียบกับคนที่เก่งกว่าเรา
ให้เราคิดด้วยว่าเราก็มีข้อดีนี้เหมือนกันนะ
[6] เราไม่มีทางเปลี่ยนคนอื่นได้
แต่เราสามารถเปลี่ยนมุมมองของเราได้
หากเจอคนที่เรารู้สึกไม่ชอบ รู้สึกหงุดหงิดอยู่
ลองเปลี่ยนวิธีทำยังไงให้รู้สึกดีเป็น หาวิธีการที่เราจะไม่ใส่ใจอีกฝ่ายจะดีกว่า
[7 ] เมื่อเจอเรื่องที่ตื่นตระหนก สิ่งที่ควรทำคือใจเย็นๆ ตั้งสติก่อนจะถามตัวเองว่า 'ควรทำอย่างไรดี'
[8] เมื่อได้รับงานที่ไม่อยากทำมา ความคิดแรกเราอยากจะบ่น
แต่สิ่งที่แนะนำคือ รีบทำให้เสร็จไปเลยจะดีกว่า ดีกว่าเอาเวลามานั่งกังวล เพราะสุดท้ายมันก็ต้องทำอยู่ดี
[9] เวลาทำงานเราอาจจะเจอสถานการณ์ถูกดุหรือถูกว่าจากคนอื่น
โดยธรรมชาติของคนจะหาข้อผิดพลาดก่อน
แต่สิ่งที่เราควรทำ คือ ปล่อยใจเป็นกลางและมองว่ามันไม่ใช่ความผิดของใคร
มันจะทำให้เราแก้ปํญหาอย่างใจเย็นมากขึ้น
[10 ] หากเราเหนื่อยจากการทำงานทั้งวัน นั่นคือสัญญาณของการบอกว่า เราทำเต็มที่แล้ว
[11] เมื่อเรากลัวว่าเราควรจะถามสิ่งนี้ดีไหม
บอกเลยว่าควรถามเพราะหากไม่ถาม เราก็ไม่มีวันได้รู้เรื่องสิ่งที่เราสงสัยเลย
[12] การเข้าไปคุยกับหัวหน้าหรือแจ้งเรื่องราวอะไรบางอย่าง
ไม่ต้องกลัว ขอเพียงแค่สื่อสารตรงประเด็นและรีบแจ้งปัญหาก็พอ
[13] บางครั้งเวลาเราอธิบายอะไรไป ไม่ว่าพูดกี่รอบก็ไม่เข้าใจ
ลองคิดว่าเรามาจากคนละวัฒนธรรมกันดูแล้วจะรู้สึกดีขึ้น
[14] ขอให้เราเข้าใจว่า วันที่ธรรมดาไม่มีอะไร
มันคือหลักฐานของความสงบสุขนั่นเอง
[15] เมื่อเจองานที่ยาก
ให้ลองคิดว่ามันคืองานที่ท้าทาย งานที่น่าสนุก เป็นงานที่น่าคุ้มค่าที่จะลองทำ
แล้วความรู้สึกยุ่งยากจะดีขึ้น
[16] เวลาสื่อสารกับใคร ให้ลดความคาดหวังของผู้ฟังลง
เพราะต่อให้เราเรียบเรียงคำพูดมาดีมากแค่ไหน แต่การสื่อสารอาจจะไม่สมบูรณ์อยู่ดี
ดังนั้น เวลาสื่อสารกับคนอื่น ให้คิดว่าอีกฝ่ายเข้าใจบางส่วนก็ดีมากแล้ว
เพื่อลดความหงุดหงิดของเราเวลาต้องพูดซ้ำ
[17] เวลาคนอื่นที่อยู่ในวงสนทนากำลังพูดอยู่
เราไม่จำเป็นต้องฝืนคุยด้วยก็ได้
เพราะจริงๆแล้วการพูดคุยเล่น มันก็เกิดจากการคุยอย่างเป็นธรรมชาตินั่นเอง
[18] คนเราอย่างไรก็พลาดได้อยู่แล้ว
เพียงแต่ว่าเมื่อเราผิดพลาดแล้ว
เรามีบทเรียนจากสิ่งนั้นหรือไม่และทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก
[19] เมื่อเรารู้สึกผิดกับการสร้างนิสัยใหม่ไม่ได้สักที
ให้เราคิดว่า เราพลาดได้ เริ่มใหม่ได้
ขอแค่เรากลับมาเริ่มต้นทำนิสัยนั้นอีกครั้ง
[20] ความมั่นใจมันจะเกิดขึ้นหลังจากผลลัพธ์ที่เราทำลงไป
เพราะฉะนั้น แม้ไม่มั่นใจก็ควรทำสิ่งนั้นไปก่อนเลย
[21] เมื่อลังเลกับเส้นทางที่เราเลือก
จงเลือกอย่างมั่นใจและทำให้เส้นทางที่เราเลือกนั้นเป็นทางที่ถูกต้อง
[22] เมื่อเราจิตตกหรือกังวล อยากบอกให้รู้ว่ามันคือเรื่องธรรมชาติของมนุษย์
การไม่กังวลต่างหาก จะทำให้เรื่องที่ควรกังวลมันใหญ่ขึ้น
[23] อารมณ์ก็เหมือนสภาพอากาศ เราไม่สามารถไปควบคุมมันได้
เมื่อเรายอมรับมัน เราจะไม่ดำดิ่งมากเกินไป
และเราจะค่อยๆฟื้นฟูขึ้นมาเอง
[24] แม้เราจะพลาดในงานที่เราทำ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่มาตัดสินคุณค่าของเรา
เพราะงานไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เมื่อคิดด้วยมุมมองนี้เราจะโล่งใจมากขึ้น
[25]แม้เราจะรู้สึกท้อเมื่อพยายามเท่าไหร่ก้ไม่ถึงผลลัพธ์
อยากให้รู้ไว้ว่า เราไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ของการกระทำของเราได้
แต่เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะพยายามเพื่อผลลัพธ์นั้นหรือไม่
[26] เมื่อเราทำทุกอย่างที่จะทำได้แล้ว และเราทำได้แค่รอ
จงคิดกับตัวเองว่า 'อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด' ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามสิ่งที่ควรเป็น
ความรู้สึกหลังอ่าน
ผมว่าเป็นเล่มที่ดีมากเลยนะครับ
เหมาะสำหรับคนที่กำลังท้อ คนที่กำลังทุกข์ใจในเรื่องต่างๆ
แต่โทนหลักๆในเล่มนี้จะเป็นการสื่อสารกับคนและเรื่องการทำงาน
แบ่งออกเป็นเรื่องราว เรื่องราวละ 2 หน้า
อ่านสะสมไปวนละเรื่อง 2 เรื่อง หรือเปิดเรื่องที่เรารู้สึกอยู่ ณ ขณะนั้นก็ช่วยได้ครับ
สุดท้าย หากอยากสรุปหนังสือเล่มนี้ในประโยคเดียวก็คงจะเป็น
‘ช่างมันกับบางเรื่องบ้าง แล้วใจเราจะเบาลง’
ผู้เขียน
คาตาดะ โทโมยะ
คาวามิ อัตสึโกะ
ผู้แปล เทวลิน ลิขิตวิทยาวุฒิ
จำนวนหน้า 215 หน้า
สำนักพิมพ์ O2
โฆษณา