เมื่อวาน เวลา 09:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ

💰 เงินเดือนเท่านี้ เสียภาษีเท่าไหร่?

แล้วถ้ามี “ค่าลดหย่อนเพิ่ม” จะช่วยประหยัดภาษีได้เท่าไหร่ คิดยังไง??
1
มนุษย์เงินเดือนเช็กด่วน 👀
มาดูวิธีคำนวณง่าย ๆ ว่าเราต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่ และถ้าเริ่มลงทุนในกองทุนประหยัดภาษี เช่น RMF / TESG / TESGX หรือ PVD 10% ของเงินเดือน จะช่วยประหยัดภาษีได้ขนาดไหน!
3
📌 ทำความเข้าใจ “เงินได้สุทธิ” ก่อนคำนวณภาษี
รายได้เงินเดือน ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(1) ซึ่งมีวิธีคำนวณ “เงินได้สุทธิ” ดังนี้
🔹 หักค่าใช้จ่าย
หักได้ 50% ของรายได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
🔹 หักค่าลดหย่อนพื้นฐาน
• ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท (ทุกคนได้)
• ค่าลดหย่อนประกันสังคม ตามจริง
ปี 2569 มีการปรับเพดานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท
เงินสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน
ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 10,500 บาท/ปี
(จากเดิม 9,000 บาท/ปี)
💡 สำหรับผู้ที่เงินเดือนต่ำกว่าเพดานใหม่
จะยังคงถูกหัก 5% จากฐานเงินเดือนจริง และนำไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง
📌 สูตรคำนวณ
เงินได้สุทธิ = รายได้ทั้งปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อนทั้งหมด
📊 เมื่อนำ “เงินได้สุทธิ” ไปเข้าอัตราภาษี
• เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก → ไม่เสียภาษี
• เกิน 150,000 – 300,000 บาท → เสียภาษี 5%
• เกิน 300,000 – 500,000 บาท → เสียภาษี 10%
• เกิน 500,000 – 750,000 บาท → เสียภาษี 15%
• เกิน 750,000 – 1,000,000 บาท → เสียภาษี 20%
• เกิน 1,000,000 – 2,000,000 บาท → เสียภาษี 25%
• เกิน 2,000,000 – 5,000,000 บาท → เสียภาษี 30%
• เกิน 5,000,000 บาท → เสียภาษี 35%
📌 เกณฑ์ “ต้องยื่นภาษี” และ “เริ่มเสียภาษี”
ก่อนดูตัวอย่าง มาดูหลักเบื้องต้นกันก่อน 👇
📝 หน้าที่ “ยื่นภาษี”
ถ้ามีรายได้จากเงินเดือน หรือรายได้ประเภท 40(1) เกิน 120,000 บาท/ปี
(หรือเกิน 10,000 บาท/เดือน)
➡️ ถือว่า “ต้องยื่นภาษี”
แม้สุดท้ายอาจ “ไม่ต้องเสียภาษี” ก็ตาม
💸 เริ่ม “เสียภาษี” เมื่อไหร่?
สำหรับคนที่มีแค่ค่าลดหย่อนพื้นฐาน
• ส่วนตัว 60,000 บาท
• ประกันสังคมสูงสุด 10,500 บาท
จะเริ่มเสียภาษีเมื่อมีเงินเดือนเกินประมาณ 26,708 บาท/เดือน
⚠️ ตัวเลขนี้เป็นเพียง “โดยประมาณ” และขึ้นกับค่าลดหย่อนอื่นของแต่ละคนด้วย
🧑‍💼 ตัวอย่าง: นาย A เงินเดือน 30,000 บาท
นาย A มีเงินเดือน 30,000 บาท
รายได้ทั้งปี = 360,000 บาท
📍กรณีที่ 1 : ไม่มีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม
1️⃣ หาเงินได้สุทธิ
360,000 (รายได้)
100,000 (ค่าใช้จ่าย)
60,000 (ค่าลดหย่อนส่วนตัว)
10,500 (ประกันสังคม)
= เงินได้สุทธิ 189,500 บาท
2️⃣ คำนวณภาษีที่ต้องจ่าย
• เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก → ไม่เสียภาษี
• ส่วนที่ต้องเสียภาษี
= 189,500 - 150,000
= 39,500 บาท
ภาษีที่ต้องจ่าย
= 39,500 × 5%
= 1,975 บาท
📍กรณีที่ 2 : ลงทุน PVD / กองทุนประหยัดภาษี
(RMF / TESG / TESGX)
นาย A ลงทุน 10% ของเงินเดือน
คิดเป็น 36,000 บาท/ปี
จึงมีค่าลดหย่อนเพิ่ม 36,000 บาท
1️⃣ หาเงินได้สุทธิใหม่
189,500 (เงินได้สุทธิเดิม)
36,000 (ค่าลดหย่อนเพิ่ม)
= 153,500 บาท
2️⃣ คำนวณภาษีใหม่
ส่วนที่ต้องเสียภาษี
= 153,500 - 150,000
= 3,500 บาท
ภาษีที่ต้องจ่ายใหม่
= 3,500 × 5%
= 175 บาท
🎉 สรุป ประหยัดภาษีได้ 1,800 บาท
จากเดิมเสีย 1,975 บาท
เหลือเสียเพียง 175 บาท
📌 ข้อสังเกตสำคัญที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้
💡 อยากลดภาษี ต้องมี “ตัวช่วย”
การลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี หรือ PVD ช่วยลด “เงินได้สุทธิ” ทำให้เสียภาษีน้อยลงได้จริง
⚠️ แต่ก่อนลงทุน ควรศึกษาเงื่อนไข และมั่นใจว่าสามารถทำตามเงื่อนไขได้ด้วย
💸 คนเงินเดือนสูง
ถ้าไม่มีค่าลดหย่อนเพิ่ม อาจต้องเสียภาษี “เกือบเท่าเงินเดือน 1 เดือน”
📈 ยิ่งฐานภาษีสูง ยิ่งประหยัดภาษีได้มาก
เพราะค่าลดหย่อนเท่ากัน แต่ช่วยลดภาษีได้มากกว่าในคนที่อยู่ฐานภาษีสูงกว่า
🧮 วิธีคิดคร่าว ๆ ว่าจะประหยัดภาษีได้เท่าไหร่
= ค่าลดหย่อนเพิ่มเติม × ฐานภาษีที่เราอยู่
🚫 ถ้ายังไม่เสียภาษีอยู่แล้วล่ะ?
คนที่เงินได้สุทธิยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี
(ไม่เกิน 150,000 บาท)
➡️ จะ “ไม่ได้ใช้สิทธิ” ลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมต่าง ๆ เช่น RMF / TESG
ถ้าสนใจลงทุน อาจเลือก “กองทุนรวมทั่วไป” ได้ เพราะกำไรจากการขายหน่วยลงทุนได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้ว
#หมอยุ่งอยากมีเวลา #กองทุนรวม #RMF #TESG #TESGX #PVD #ภาษี #ลดหย่อนภาษี #วางแผนภาษี #มนุษย์เงินเดือน #ยื่นภาษี #คำนวณภาษี #วางแผนการเงิน
โฆษณา