Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
18 พ.ค. เวลา 12:00 • ธุรกิจ
ARM ช่วยเซฟชีวิต Apple ไว้ได้อย่างไร? ถ้าไม่มีบริษัทนี้ก็ไม่มี iPhone
ผมว่าทุกคนรู้กันอยู่แล้วนะครับว่า iPhone คือสมาร์ตโฟนที่เปลี่ยนโลก
ผลิตภัณฑ์ที่จัดจำหน่ายโดยบริษัทสัญชาติอเมริกันอย่าง Apple ทำการประกอบโดยผู้ผลิตชาวไต้หวัน
และใช้ชิ้นส่วนประกอบที่ผลิตจากหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เยอรมัน, ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้
นับตั้งแต่วางจำหน่ายเป็นต้นมา มันได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล
แต่ทุกคนทราบหรือไม่ว่า ความจริงแล้วสมาร์ตโฟนเครื่องนี้มีความเป็นอังกฤษซ่อนอยู่แบบลับ ๆ
…
เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปในปี 1979 ปีนี้ถือเป็นปีที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมายในสหราชอาณาจักร
ในช่วงเดือนมกราคม พนักงานภาครัฐหลายหมื่นคนได้เริ่มการประท้วงหยุดงาน
ต่อมา Margaret Thatcher ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำหญิงคนแรกของประเทศ
และในเดือนตุลาคม สารคดีเรื่อง The Mighty Micro ก็ได้จุดประกายการปฏิวัติวงการเทคโนโลยีขึ้น
ในยุคนั้นการใช้งานคอมพิวเตอร์ในอังกฤษยังคงเป็นเพียงกิจกรรมเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้หลงใหลในเทคโนโลยีเท่านั้น
นักวิทยาศาสตร์ได้นำเสนอแนวคิดที่ว่าไมโครโปรเซสเซอร์จะเข้ามาพลิกโฉมสังคมทั้งหมด
เขาเตือนว่าหากไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน
ประเทศจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง คำเตือนนั้นส่งสัญญาณเตือนภัยโดยตรงไปยังรัฐบาล
รัฐบาลรู้ดีว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง ผลลัพธ์สุดท้ายคือโปรเจกต์ Computer Literacy Project
ซึ่งเป็นแคมเปญของสถานีโทรทัศน์ BBC เพื่อสอนผู้คนในทุกเรื่อง ตั้งแต่หลักการทำงานไปจนถึงผลกระทบต่อการทำงาน
BBC ตัดสินใจสั่งทำคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในบ้านรุ่นใหม่ เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการอธิบายหลักการทำงาน
ทุกคนในอุตสาหกรรมรู้ดีว่าการชนะสัญญาครั้งนี้จะการันตีรายได้มหาศาล และในไม่ช้า การแข่งขันก็เหลือเพียงสองบริษัทเท่านั้น…
บริษัทแรกคือ Sinclair Research นำโดย Clive Sinclair ผู้ประกอบการที่ก่อนหน้านี้เคยเปิดตัวเครื่องคิดเลขแบบบางเฉียบ
อีกผู้เข้าแข่งขันคือบริษัทชื่อ Acorn ซึ่งก่อตั้งโดยวิศวกรชื่อ Christopher Curry
ความจริงแล้วทั้งสองคนนี้มีประวัติร่วมกันมาก่อน พวกเขาเคยเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกัน
บริษัทที่ฝ่ายแรกเคยบริหารประสบปัญหาทางการเงินและต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล
เขาจึงใช้โอกาสนั้นปรับเปลี่ยนทิศทางธุรกิจเข้าสู่ตลาดคอมพิวเตอร์
เขาได้ขอให้ Christopher Curry วิศวกรที่มีพรสวรรค์ที่สุดของเขามาช่วยงานนี้
ในเวลาต่อมา บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกและประสบความสำเร็จอย่างมาก
แต่มนุษย์เราเมื่อมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน การแยกทางย่อมเกิดขึ้น
Christopher Curry ตัดสินใจลาออก และร่วมกับนักวิจัยชาวออสเตรียชื่อ Hermann Hauser ก่อตั้งบริษัทใหม่
ลูกค้ารายแรกของพวกเขาคือธุรกิจตู้สล็อตแมชชีนที่ได้รับความนิยมในสหราชอาณาจักร
ภายในต้นปี 1979 พวกเขาก็พร้อมเปิดตัวไมโครคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบโดยนักศึกษาชื่อ Sophie Wilson
แต่พวกเขาก็ยังมีความกังวลอยู่ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของตนเองนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าการรับจ้างผลิตให้กับอุปกรณ์เฉพาะทางมาก
พวกเขาจึงตัดสินใจเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ชื่อทางการค้าที่แตกต่างออกไปเพื่อกระจายความเสี่ยง
พวกเขาต้องการชื่อที่สื่อถึงศักยภาพ และมีข้อดีคือการได้อยู่ในสมุดหน้าเหลืองก่อนชื่อบริษัท Apple พวกเขาจึงเรียกแผนกใหม่นี้ว่า Acorn Computer
เมื่อทาง BBC ประกาศหาคอมพิวเตอร์สำหรับโปรเจกต์ระดับชาติ ฝั่งหนึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่พร้อมกว่า
แต่อีกฝั่งอย่าง Acorn มีเพียงแบบแปลนบนกระดาษ ทีมงานของ Acorn ได้รับเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ในการสร้างเครื่องต้นแบบ
โปรเจกต์นี้ชี้ชะตาบริษัท นำโดย Sophie Wilson หลังจากผ่านไปสี่วัน เธอได้เครื่องต้นแบบมา
แต่ซอฟต์แวร์เต็มไปด้วย bug เธอต้องอดนอนทั้งคืนเพื่อพยายามแก้ไขมันพร้อมกับนั่งดูโทรทัศน์ไปด้วย…
มันเป็นความพยายามที่รีดเร้นทุกหยาดเหงื่อ แต่มันก็คุ้มค่า เพราะในที่สุด BBC ก็ตัดสินใจมอบสัญญาให้กับพวกเขา
เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นนี้ทำยอดขายไปได้ถึง 1.5 ล้านเครื่อง ผลักดันบริษัทสู่ความสำเร็จ
แต่โลกของเทคโนโลยีไม่เคยหยุดรอใคร คอมพิวเตอร์พกพาอย่าง IBM 5100 ได้เปลี่ยนการประมวลผลบนเดสก์ท็อปให้กลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่จำเป็นต้องมี ด้วยหน่วยประมวลผลรุ่น Intel 8088
ทีมงานของ Acorn จึงตัดสินใจพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ใช้ในระดับธุรกิจ
พวกเขาตั้งเป้าหมายที่ท้าทายอย่างมาก นั่นคือต้องเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้นสิบเท่า แต่ต้องขายในราคาเดิม
เมื่อพวกเขาพยายามขอสิทธิ์การใช้ชิปจากผู้ผลิตในอเมริกา พวกเขากลับถูกปฏิเสธ
ดูเหมือนว่าจะเจอทางตัน จนกระทั่งพวกเขาได้อ่านหนึ่งในบทความวิจัยจากมหาวิทยาลัย UC Berkeley…
ในบทความนั้น นักวิชาการได้หารือเกี่ยวกับการออกแบบโปรเซสเซอร์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “RISC” ซึ่งมีแนวคิดสวนทางกับเทคโนโลยีเดิม
โดยการซอยชุดคำสั่งให้เล็กลง ประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น และใช้พลังงานน้อยกว่ามาก
Sophie Wilson ได้เขียนโปรแกรมจำลองโปรเซสเซอร์ด้วยโค้ดเพียง 808 บรรทัด
บริษัทได้เลือกพันธมิตรใน Silicon Valley ที่ชื่อ VLSI Technology เพื่อมาผลิตตัวชิป ชิปตัวแรกถูกส่งมอบในเดือนเมษายน ปี 1985
หน้าจอแสดงข้อความประวัติศาสตร์ว่า Hello World I am ARM ด้วยสถาปัตยกรรม “RISC”
ชิปตระกูล “ARM” ใช้ทรานซิสเตอร์น้อยลง ใช้พลังงานน้อยลง สร้างความร้อนน้อยลง ในขณะที่ให้ประสิทธิภาพที่เหนือชั้น
ชิปตัวนี้ทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก แต่บริษัทกลับกำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก
ความผิดพลาดในการขยายธุรกิจส่งผลให้บริษัทมีหนี้สินมหาศาล
โชคดีที่บริษัทไอทีสัญชาติอิตาลีชื่อ Olivetti ได้เข้ามาซื้อหุ้นเพื่อช่วยชีวิตเอาไว้
ความหวังใหม่ของบริษัทคือการนำชิปนี้ไปใส่ในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นใหม่
บทวิจารณ์จากสื่อชื่อดังมากมาย ชื่นชมความรวดเร็ว แต่น่าเสียดายที่มันขาดการสนับสนุนด้านซอฟต์แวร์ ทำให้ยอดขายล้มเหลว…
ในยุคของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ผู้คนไม่ได้สนใจเรื่องการประหยัดพลังงานมากนัก
ในตอนนั้นพวกเขาต้องการทางออกใหม่ และคำตอบนั้นก็มาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ชื่อว่า Apple
ในเวลานั้น Apple กำลังพัฒนาอุปกรณ์พกพาที่ชื่อว่า Newton
ซึ่งโปรเซสเซอร์ที่ใช้จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่เข้มงวด ทั้งประสิทธิภาพ การใช้พลังงาน และต้นทุน และดูเหมือนว่ามีโปรเซสเซอร์เพียงตัวเดียวในโลกที่ตอบโจทย์นี้ได้
เพื่อป้องกันปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญา Apple, Acorn และ VLSI Technology จึงได้ร่วมทุนสร้างบริษัทใหม่ขึ้นมาในเดือนพฤศจิกายน ปี 1990 โดยใช้ชื่อว่า Advanced RISC Machines
นี่คือที่มาของตัวย่อบริษัท “ARM” ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน Robin Saxby ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นซีอีโอคนแรก และในปี 1993 เครื่อง Newton ก็ได้เปิดตัว
มันเป็นอุปกรณ์พกพาเครื่องแรกของ Apple ที่มาพร้อมหน้าจอสัมผัส แต่มันกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในตลาด เนื่องจากราคาที่แพงและระบบที่ทำงานได้ไม่ดีพอ ดูเหมือนจะเป็นจุดจบ…
แต่ในความมืดมิดมักจะมีแสงสว่างซ่อนอยู่เสมอ ซีอีโอของ “ARM” ได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญที่สุด
เขาตระหนักว่าเขาไม่สามารถต่อกรกับการผูกขาดตลาดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะของ Microsoft และ Intel ได้
เขาไม่สามารถฝากอนาคตบริษัทไว้กับผลิตภัณฑ์เพียงตัวเดียวได้อีกต่อไป
เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนเกม ซึ่งการที่ “ARM” กล้าที่จะเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของตัวเอง ไม่ยึดติดกับการผลิตชิปแบบเดิม ถือเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนโลก
พวกเขาหันมาขายสิทธิบัตรทางปัญญาแทน โมเดลธุรกิจนี้ทำให้ “ARM” กลายเป็นพันธมิตรกับทุกคน
พวกเขาจะเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า และเก็บส่วนแบ่งเล็ก ๆ จากทุกอุปกรณ์ที่มีสถาปัตยกรรมของพวกเขาฝังอยู่
จุดเปลี่ยนระดับโลกมาถึงในปี 1993 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมอย่าง Nokia กำลังมองหาชิปสำหรับโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่
ดังนั้นชิปรุ่นใหม่ที่ชื่อ ARM7T จึงถูกนำไปใส่ในโทรศัพท์รุ่นตำนานอย่าง Nokia 6110
มันประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล ทำให้ยุคของการปฏิวัติโทรศัพท์มือถือเริ่มต้นขึ้น
และชิปที่ประหยัดพลังงานของ “ARM” ก็กลายเป็นหัวใจสำคัญของอุปกรณ์พกพาทั่วโลกนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา…
ในขณะที่ “ARM” กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด บริษัท Apple กลับกำลังเผชิญกับวิกฤตขั้นสูงสุด
บริษัทขาดทุนย่อยยับ เปลี่ยนซีอีโอหลายคน และเกือบจะล้มละลาย
สิ่งหนึ่งที่ช่วยต่อลมหายใจให้พวกเขาคือหุ้นของ “ARM” ที่เคยร่วมก่อตั้งเอาไว้
Apple ค่อย ๆ เทขายหุ้นของบริษัทนี้ออกมาจนได้เงินสดกลับมามากกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
มันเป็นผลตอบแทนมหาศาลจากการลงทุนเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย
เงินก้อนนี้ช่วยให้พวกเขาอยู่รอด ซื้อบริษัทซอฟต์แวร์ NeXT และดึงตัว Steve Jobs กลับมาบริหารบริษัทได้สำเร็จ
เมื่อเข้าสู่ยุค 2000 โทรศัพท์มือถือเริ่มฉลาดขึ้น Steve Jobs เห็นเทรนด์นี้และรู้ว่าโทรศัพท์จะมาแทนที่เครื่องเล่นเพลง iPod ในไม่ช้า
เขาจึงสั่งให้เริ่มโปรเจกต์ลับสุดยอดเพื่อสร้างสมาร์ตโฟนแห่งอนาคต
อุปกรณ์ชิ้นนี้ต้องการชิปประมวลผลที่ทรงพลังแต่ประหยัดพลังงานขั้นสุด
Apple ได้นำเสนอโปรเจกต์นี้ให้กับ Intel พันธมิตรที่ใกล้ชิด แต่ซีอีโอของ Intel ในเวลานั้นปฏิเสธข้อเสนอ…
เขามองว่าตัวเลขต้นทุนและกำไรไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนสำหรับสินค้าที่ไม่รู้ว่าจะขายได้หรือไม่
การปฏิเสธของ Intel กลายเป็นความผิดพลาดครั้งประวัติศาสตร์
เพราะมันเปิดประตูให้ Apple หันกลับไปหาเทคโนโลยีของ “ARM” อีกครั้ง
สมาร์ตโฟนรุ่นแรกของโลกที่ใช้ชื่อว่า iPhone จึงเปิดตัวพร้อมกับสถาปัตยกรรมชิปที่ออกแบบโดยบริษัทจากเกาะอังกฤษแห่งนี้
หลังจากนั้นความสำเร็จของมันคือประวัติศาสตร์ สมาร์ตโฟนหลายพันล้านเครื่องทั่วโลกต่างขับเคลื่อนด้วยรากฐานนี้
ธุรกิจของ “ARM” สามารถเปรียบเทียบได้กับกลุ่มเชฟมือทองที่คิดค้นสูตรอาหารชั้นเลิศ
แต่พวกเขาไม่ได้เปิดร้านอาหารของตัวเอง สิ่งที่พวกเขาทำคือการขายสูตรอาหารนั้นให้กับร้านอาหารทั่วโลก
บางร้านอาจทำตามสูตรเป๊ะ บางร้านอาจนำไปดัดแปลงเพิ่มเติมนิดหน่อย
และทุกครั้งที่มีลูกค้าสั่งเมนูนั้น เชฟเจ้าของสูตรก็จะได้ส่วนแบ่งรายได้ วงจรนี้สร้างการเติบโตอย่างไม่สิ้นสุด
ล่าสุด Apple ยังได้ประกาศเปลี่ยนผ่านการใช้ชิปในคอมพิวเตอร์ตระกูล Mac จากสถาปัตยกรรมของ Intel มาเป็น Apple Silicon
ซึ่งก็มีรากฐานมาจากสถาปัตยกรรม “ARM” เป็นการรุกคืบเข้าสู่ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
จากโค้ดเพียง 808 บรรทัด สู่การฝ่าฟันวิกฤตทางธุรกิจนับครั้งไม่ถ้วน
จนกลายมาเป็นรากฐานของชิปประมวลผลมากกว่าสองแสนห้าหมื่นล้านชิ้นทั่วโลก
ซีอีโอคนปัจจุบันของบริษัทมักกล่าวเสมอว่า ทุกที่ที่มีการประมวลผลเกิดขึ้น “ARM” จะอยู่ที่นั่น
และในอนาคตที่เทคโนโลยีแทรกซึมไปในทุกอณูของการใช้ชีวิต พวกเขาก็จะยังคงอยู่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นต่อไปแบบเงียบ ๆ
References : [wikipedia,bloomberg,forbes,bbc,techcrunch]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/how-did-arm-help-save-apple/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
การลงทุน
เทคโนโลยี
ธุรกิจ
2 บันทึก
5
1
2
5
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย