เมื่อวาน เวลา 09:59 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 98 เหมยแดงหิมะขาวสาวงาม

เป่าไชพาพวกพี่น้องไปหาแม่น้าเซวีย เซียงหยุนไปหาแม่เฒ่าเจี่ย หลินไต้วี่กลับที่พักเพื่อพักผ่อน
เป่าวี่ตามมาหาไต้วี่ ยิ้มว่า
“ข้าอ่านเรื่อง 《บันทึกหอตะวันตก 西厢记》 แล้ว เคยจำเอาเรื่องตลกมาแหย่จนเจ้าโกรธ มาตรองดู มีบางประโยคที่ข้าไม่เข้าใจ ข้าจะท่องให้ฟัง เจ้าลองตีความให้ข้าที”
ไต้วี่ได้ฟังก็รู้ว่ามีเลศนัย จึงยิ้มว่า
“เจ้าท่องมาให้ข้าฟังดู”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ในบท 《ยุ่งเหยิง 闹简 (เน่าเจี่ยน)》 มีอยู่ประโยคหนึ่งกล่าวไว้ดียิ่งว่า “เมิ่งกวงรับสำรับจากเหลียงหงมาแต่เมื่อไรกัน 是几时孟光接了梁鸿案 ” แม้จะกล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทว่า “แต่เมื่อไรกัน 是几时” สามคำนี้เป็นคำลวง เจ้าช่วยอธิบายให้ข้าฟังทีว่า เกิดขึ้นแต่เมื่อไรกัน”
(คำถามนี้ของเป่าวี่ยอกย้อนหลายชั้นจนยากจะเข้าใจ เรื่องที่ยกมาจากบันทึกหอตะวันตก 西厢记 เท้าความถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยฮั่นอีกทีหนึ่ง
เหลียงหง 梁鸿 ผู้เป็นสามีรับสำรับอาหารจากเมิ่งกวง 孟光 ผู้เป็นภรรยา
ทว่าในเรื่องบันทึกหอตะวันตก ถามกลับตาละปัตรว่า
เมิ่งกวง (ผู้เป็นภรรยา) รับสำรับจากเหลียงหง (ผู้เป็นสามี) มาแต่เมื่อไรกัน (ในเรื่องเปรียบเปรย สำรับ กับ ความรัก)
เข้าทำนองถามว่า พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกมาแต่เมื่อไรกัน
เหตุที่เป่าวี่ยกคำถามนี้มาถามก็เพราะว่า เป่าวี่สังเกตเห็นท่าทีที่ไต้วี่มีอคติต่อเป่าไชนั้นเปลี่ยนไป
เป่าวี่จึงต้องการรู้ว่า ไต้วี่เปลี่ยนท่าทีที่มีต่อเป่าไช แต่เมื่อไรกัน)
ไต้วี่ฟังแล้ว อดไม่ได้ต้องหัวเราะแล้วยิ้มว่า
“เรื่องนี้ถามได้ดี ในเรื่องถามได้ดี เจ้าก็ถามได้ดี”
เป่าวี่ว่า “เมื่อก่อนเจ้าเอาแต่สงสัยข้า ตอนนี้ถึงทีเจ้า กลับไม่มีอะไรจะพูด”
ไต้วี่ยิ้มว่า “ใครจะไปรู้ว่าที่แท้นางเป็นคนดี ปกติข้าคิดว่านางเจ้าเล่ห์เพทุบาย”
แล้วเล่าเรื่องตั้งแต่ที่นางหลุดปากในวันเล่นบัญชาสุรา 酒令 เป่าไชมาถามนางว่าอย่างไร ตอนนางป่วย เป่าไชส่งรังนกมาและคุยกับนางว่าอย่างไร ให้เป่าวี่ฟังทั้งสิ้นโดยละเอียด
พอเป่าวี่เข้าใจสาเหตุก็ยิ้มว่า
“ข้าว่าแล้ว ข้าถึงได้มึนงงอยู่ว่า “เมิ่งกวงรับสำรับจากเหลียงหงมาแต่เมื่อไรกัน” ที่แท้เริ่มมาจาก “เด็กน้อยปากไม่มีหูรูด” นี่เอง”
บทสนทนาพาไปถึงเรื่องเป่าฉิน พอไต้วี่นึกถึงว่าตนเองไม่มีพี่น้อง อดไม่ได้ต้องร้องไห้อีก เป่าวี่รีบกล่าวเตือนว่า
“หาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว ดูเจ้าสิ ปีนี้ผอมลงกว่าปีที่แล้ว ยังไม่รู้จักรักษาตัวให้ดี อยู่ดีดีก็ต้องหาเรื่องร้องไห้ทุกวัน จึงจะถือว่าหมดสิ้นวัน”
ไต้วี่เช็ดน้ำตาว่า “พักหลังนี้ พอข้ารู้สึกสะเทือนใจ ถึงน้ำตาจะไหลแต่น้อยลงกว่าปีก่อน แม้จะรู้สึกเสียใจ แต่น้ำตากลับไหลไม่มาก”
เป่าวี่ว่า “เจ้าร้องไห้จนเคยตัว ใจจึงคิดไปเอง มีที่ไหนกัน น้ำตาไหลลดลง”
ระหว่างสนทนา เห็นเด็กรับใช้ของเป่าวี่นำเสื้อคลุมกำมะหยี่ไม่มีแขนสีแดงสดมาให้ บอกว่า
“คุณนายใหญ่ (หลี่หวาน) ให้คนมาแจ้งว่า หิมะตกแล้ว ใคร่จะหารือเรื่องเปิดชมรมกวีพรุ่งนี้”
ไม่ทันขาดคำ มีสาวใช้ของหลี่หวานเดินเข้ามาเชิญไต้วี่ เป่าวี่จึงชวนไต้วี่ไปยังบ้านข้าวหอมพร้อมกัน ไต้วี่เปลี่ยนสวมรองเท้าหนังแกะสีแดงลายเมฆยกขอบทอง เสื้อคลุมยาวสีแดงบุขนจิ้งจอกสีขาว เข็มขัดผ้าคาดเอวสีน้ำเงินแซมทอง หัวเข็มขัดห่วงคู่และหยูอี้สีเขียว สวมหมวกกันหิมะ
ทั้งสองเดินย่ำหิมะมาถึงก็พบว่าพวกพี่น้องมาถึงกันก่อนแล้ว แต่ละนางสวมเสื้อคลุมกำมะหยี่ไม่มีแขนสีแดงสดเหมือนกัน เว้นแต่หลี่หวานสวมเสื้อคลุมติดกระดุมด้านหน้า เป่าไชสวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีม่วงน้ำเงินแบบมาจากต่างประเทศ สิงสิ้วเอียนสวมชุดเก่าที่นางใส่อยู่กับบ้าน สื่อเซียงหยุนมารั้งท้ายสุดสวมเสื้อคลุมหนังเพียงพอนที่แม่เฒ่าเจี่ยให้มาบุนอกในด้วยขนสัตว์ คลุมหมวกแบบเจาจวินสีแดงลายยกขอบบุผ้าด้านในสีเหลืองอ่อน คลุมไหล่ด้วยหนังเพียงพอนขนกระรอก
ไต้วี่ล้อนางว่า “พวกเจ้าดู ซุนเห้งเจีย 孙行者 มาแล้ว แต่งตัวอย่างกับพวกนอกด่าน”
เซียงหยุนว่า “เจ้าดูข้างในข้าใส่อะไร”
แล้วถอดเสื้อคลุมให้ดูด้านในใส่เสื้อหนังหยินสู่แขนลีบสีเหลืองเขียวกลืนกันโทนสีฤดูใบไม้ร่วง ด้านในใส่เสื้อสีชมพูปกใหญ่หนังขนท้องจิ้งจอกปักลายด้วยไหมทอง รองเท้าหนังกวาง คาดเข็มขัดผีเสื้อจนเอวคอดดูแขนขายาวเหมือนตั๊กแตน
ทุกคนหัวเราะว่า “นางแต่งตัวเป็นเด็กผู้ชายดูดีกว่าแต่งตัวเป็นเด็กผู้หญิง”
เซียงหยุนยิ้มว่า “มาคุยกันเรื่องแต่งกลอนดีกว่า ข้าอยากรู้ว่าใครเป็นเจ้าภาพ”
หลี่หวานยิ้มว่า “ตามความเห็นข้า เมื่อวานเป็นวันนัดตามกำหนดแต่ผ่านไปแล้ว จะรอวันนัดครั้งหน้าก็นานไป ช่วงนี้พอดีหิมะตก พวกเรามิสู้ช่วยกันสมทบทุนจัดงานให้ครึกครื้นเป็นการต้อนรับผู้มาอยู่ใหม่ และแต่งกลอนไปด้วย พวกเจ้าเห็นเป็นอย่างไร”
เป่าวี่ชิงกล่าวว่า “ถูกต้องแล้ว แต่วันนี้สายเกินไปแล้ว หากรอถึงพรุ่งนี้ ฟ้าใสก็ไม่สนุก”
ทุกคนออกความเห็นว่า “หิมะที่ตกอยู่นี่ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้จะหยุด แต่ถึงจะหยุด หิมะที่ตกตลอดคืนก็ยังพอให้ชื่นชมอยู่”
หลี่หวานว่า “ที่บ้านข้านี้ถึงจะเหมาะ แต่คงสู้ที่เรือนอ้อหิมะ 芦雪广 (หลูเสวียหยั่น ; 广 yǎn เรือนริมผา, เรือนริมตลิ่งชัน) ไม่ได้หรอก ข้าให้คนไปก่อเตียงผิงเอาไว้ให้พวกเราต่อกลอนรอบกองไฟแล้ว เหล่าไท่ไท่คงไม่สนใจจะมาเพราะเป็นเพียงงานรื่นเริงเล็กๆ ระหว่างพวกเรา ส่วนพี่เฟิ่งก็เพียงให้คนไปแจ้ง สำหรับงานนี้ พวกเจ้าลงขันกันคนละหนึ่งตำลึงก็พอ ส่งมาไว้ที่ข้านี่”
แล้วชี้ไปยังเซียงหลิง เป่าฉิน หลี่เหวิน หลีฉี่ สิ้วเอียนว่า
“พวกเจ้าห้าคนไม่นับ ยายรองที่ป่วยไม่นับ ยายสี่ที่ลากิจไม่นับ เฉพาะพวกเจ้าสี่คนสี่ตำลึง ที่เหลือห้าหกตำลึงข้าสมทบเอง”
พวกเป่าไชรับคำ แล้วสอบถามถึงเรื่องหัวข้อสัมผัสเสียง
หลี่หวานยิ้มว่า “เรื่องนั้นข้าคิดไว้แล้ว ถึงเวลาวันพรุ่งนี้ก็รู้เอง”
กล่าวจบ ทุกคนนั่งสนทนาต่อกันสักพักแล้วชวนกันมาหาแม่เฒ่าเจี่ย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เป่าวี่พะวงใจไม่เป็นอันหลับ พอฟ้าสางรีบลุกขึ้นมาแหวกมุ้งมองไปยังหน้าต่างเห็นแสงสว่างลอดมาทั้งยังปิดอยู่ จึงนึกหงุดหงิดว่า ฟ้าใสเสียแล้วแดดถึงได้ออก เป่าวี่ลุกจากเตียงไปผลักเปิดบานหน้าต่าง มองเห็นด้านนอกจึงรู้ว่า แสงสว่างที่เห็นนั้นไม่ใช่แสงแดด แต่เป็นแสงสะท้อนจากหิมะที่ตกตลอดคืนจนหนาหนึ่งฉื่อ ฟ้ายังคงเหมือนปุยดอกฝ้าย
เป่าวี่ชอบใจยิ่ง รีบเรียกคนมาช่วย กลั้วปากเช็ดล้างแล้วสวมเสื้อคลุมสั้นหนังจิ้งจอกสีม่วงมะเขือ ทับด้วยเสื้อกั๊กหนังนากทะล คาดเอว สวมเสื้อฝนหญ้าหยกขาว งอบหวายทอง เกี๊ยะไม้ซาถัง เพื่อไปยังเรือนอ้อหิมะ พอก้าวออกพ้นประตูลานบ้าน มองไปรอบด้านขาวโพลนไร้สีสันอื่น เว้นแต่แถบสีเขียวของดงสนทิวไผ่ที่ขอบฟ้าไกลโพ้น เหมือนยืนอยู่กลางถาดแก้วผลึก
เป่าวี่เดินลงลาดเนิน เลี้ยวตามทางตรงตีนเขา ก็ได้กลิ่นหอมเย็นเตะจมูก เหลียวหาดู เห็นว่ามาจากดอกเหมยแดงนับสิบต้นข้างอารามหลงชุ่ย 栊翠庵 ของเมี่ยววี่ 妙玉 ดอกสีแดงขับด้วยสีขาวของหิมะงามสะดุดตายิ่งนัก เป่าวี่หยุดยืนชื่นชมอยู่ครู่ใหญ่จึงค่อยออกเดินต่อมาถึงสะพานไม้กิ่วเอวผึ้ง 蜂腰板桥 เห็นคนกางร่มเดินสวนทางมา เป็นคนของหลี่หวานใช้ให้ไปเชิญพี่เฟิ่ง
เป่าวี่มาถึงเรือนอ้อหิมะ เห็นพวกสาวใช้แม่บ้านกำลังกวาดหิมะออกจากทางเดิน เรือนอ้อหิมะตั้งอยู่ริมเขาบนตลิ่งริมธาร เป็นหมู่อาคารกำแพงดินมุงหญ้าหลายหลัง รั้วต้นชบา 槿篱 หน้าต่างไม้ไผ่ ผลักหน้าต่างออกไปสามารถหย่อนเบ็ดตกปลาได้เลย รอบด้านเป็นพงอ้อ มีทางเดินเข้าออกทางเดียว เดินผ่านพงอ้อลัดเลาะตามทางจะไปถึงสะพานไม้ไผ่ทอดไปยังศาลาหอมรากบัว 藕香榭
พวกสาวใช้แม่บ้านเห็นเป่าวี่สวมเสื้อฝนและงอบมาพากันหัวเราะว่า
“พวกเราเพิ่งคุยกันอยู่ว่า ขาดแต่ชาวประมง พอพูดถึงก็มา พวกคุณหนูจะมากันหลังอาหารเช้า ท่านก็รีบร้อนมาเร็วไปหน่อย”
เป่าวี่จึงจำเดินกลับ พอมาถึงศาลาหอมซ่าน 沁芳亭 เห็นทั่นชุนมาจากเรือนสารทภิรมย์ 秋爽斋 สวมเสื้อคลุมกำมะหยี่ไม่มีแขนสีแดงสด ผ้าคลุมศีรษะแบบเจ้าแม่กวนอิน 观音兜 เกาะไหล่สาวใช้เดินมา ข้างหลังมีแม่บ้านกางร่มผ้าไหมเขียวลงน้ำมันชักเงา เป่าวี่รู้ว่านางกำลังจะไปเยี่ยมแม่เฒ่าเจี่ย จึงยืนรอที่ศาลาจนนางมาถึงก็สมทบมากับนาง
เป่าฉินกำลังล้างหน้าหวีผมผัดผ้าอยู่ในห้อง ตอนที่พวกพี่น้องมาถึง ได้ยินเสียงเป่าวี่เอะอะว่าหิวข้าว ร้องเร่งอาหารเช้า พอยกออกมาอย่างแรกสุดคือ เนื้อลูกแกะนึ่งนมวัว 牛乳蒸羊羔 แม่เฒ่าเจี่ยว่า
“นี่เป็นยาบำรุงสำหรับคนแก่อย่างข้า เนื้อที่ยังไม่เคยเห็นแสงตะวัน (มีฤทธิ์ร้อนตามตำรับยาจีน) ไม่เหมาะสำหรับเด็กอย่างพวกเจ้า วันนี้ยังมีเนื้อกวางสดใหม่ พวกเจ้ารอสักครู่ค่อยกิน”
ทุกคนรับคำ แต่เป่าวี่รอไม่ไหว จึงเอาน้ำชาเทคลุกข้าวในถ้วย กินกับ ไก่ป่าแตงดอง 野鸡瓜齑 ใช้ตะเกียบรีบพุ้ย 爬拉 เป็นอันอิ่ม
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “ข้ารู้ว่าวันนี้พวกเจ้ามีธุระ ข้าวก็ยังไม่ห่วงกิน” จึงตะโกนสั่งไปว่า “เนื้อกวางเก็บเอาไว้สำหรับเย็นนี้”
พี่เฟิ่งรีบบอกว่า “ยังมีอีก เหลือจะพอ”
สื่อเซียงหยุนจึงปรึกษาเป่าวี่ว่า “มีเนื้อกวางสด พวกเราเอาไปทำเองที่อุทยานชิ้นหนึ่ง แต่งกลอนไปกินไป”
เป่าวี่จึงขอเนื้อสดจากพี่เฟิ่ง ให้แม่บ้านนำไปส่งให้ที่อุทยาน
พอทุกคนแยกย้าย ก็พากันมายังเรือนอ้อหิมะในอุทยาน รอฟังหลี่หวานออกหัวข้อวางกำหนดสัมผัส ทุกคนมากันพร้อมขาดแต่เซียงหยุนกับเป่าวี่สองคน
ไต้วี่ว่า “สองคนนี้เจอกันไม่ได้ พออยู่ด้วยกันก็ไม่รู้จะหาเรื่องเล่นพิเรนทร์อะไรอีก นี่คงคิดจะทำอะไรกับเนื้อกวางชิ้นนั้น”
สนทนากันอยู่นั้น พี่สะใภ้หลี่ก็แวะมาร่วมสนุกด้วย ถามหลี่หวานว่า
“คุณชายสวมจี้หยกกับคุณหนูใส่กิเลนทอง ดูหน้าตาดีหมดจด ไม่ได้อดอยากอะไร ทำไมคุยกันเรื่องจะกินเนื้อดิบ เห็นเถียงกันอยู่ ข้าไม่เชื่อว่าจะกินเนื้อดิบได้”
ทุกคนได้ฟังต่างหัวเราะว่า “ไม่ได้การ รีบไปตามสองคนนั้นมา”
ไต้วี่ยิ้มว่า “นี่คงเป็นความคิดยายหยุนแน่ ข้าทายไม่ผิดหรอก”
หลี่หวานรีบออกมาตามหาสองคนนั้นแล้วว่า
“พวกเจ้าอยากกินดิบ ข้าจะให้พวกเจ้าไปกินที่เรือนเหล่าไท่ไท่ มีให้กินทั้งตัว เกิดล้มป่วยไม่เกี่ยวอะไรกับข้า หิมะลงหนักอย่างนี้ รีบเข้าไปแต่งกลอนให้เสร็จแล้วรีบไป”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น พวกเราจะเอามาย่างกิน”
หลี่หวานว่า “พอที”
แล้วก็เห็นพวกแม่บ้านลำเลียงเตาเหล็ก สามง่ามเหล็ก ตะแกรงเหล็กกันมา
หลี่หวานจึงว่า “ระวังด้วย บาดมือแล้วอย่าร้องไห้”
พูดจบก็เดินกลับเข้าเรือนไป
พี่เฟิ่งให้ผิงเอ๋อมาแจ้งว่ามาไม่ได้ ติดงานคิดเงินสิ้นปียุ่งอยู่ เซียงหยุนเห็นผิงเอ๋อมาย่อมไม่ยอมให้กลับง่ายๆ ผิงเอ๋อเองก็รักสนุก จึงถอดกำไลออกนั่งยองๆ รอบกองไฟกันสามคน ผิงเอ๋อแบ่งเนื้อออกมาย่างไฟก่อนสามชิ้น เป่าไช ไต้วี่เห็นจนชินแล้วไม่แปลกใจอะไร เป่าฉินกับซ้อหลี่เห็นว่าแปลก
ทั่นชุน หลี่หวานช่วยกันตั้งหัวข้อและกำหนดสัมผัสแล้ว ทั่นชุนก็ยิ้มว่า
“พวกเจ้าได้กลิ่นไหม หอมมาถึงนี่แล้ว ข้าไปกินก่อนละ”
ว่าแล้ว ก็ออกมาร่วมวงข้างนอก
หลี่หวานตามออกมาว่า “แขกมาครบแล้ว พวกเจ้ายังกินไม่อิ่มหรือ”
เซียงหยุนกินไปพูดไปว่า “ข้ากินนี่แล้วก็อยากดื่มเหล้า ดื่มเหล้าแล้วจึงค่อยว่ากลอน หากไม่มีเนื้อกวางนี่แล้ว วันนี้คงว่ากลอนไม่ออก”
พูดไปมองไปเห็นเป่าฉินในเสื้อคลุมขนหัวเป็ดป่า 凫靥裘 ของนางยืนหัวเราะอยู่
เซียงหยุนหัวเราะว่า “เด็กโง่ ยังไม่มาชิมอีก”
เป่าฉินยิ้มว่า “สกปรกเลอะเทอะ”
เป่าไชยิ้มว่า “เจ้าไปชิมเถิด อร่อยออก พี่หลินของเจ้ากินมากไม่ย่อย มิเช่นนั้นก็ชอบกิน”
เป่าฉินจึงมาขอชิมดูชิ้นหนึ่ง อร่อยดี จึงนั่งลงร่วมวง
พี่เฟิ่งส่งสาวใช้มาตามผิงเอ๋อ ผิงเอ๋อว่า
“คุณหนูสื่อรั้งตัวข้าไว้ เจ้ากลับไปก่อน”
สาวใช้กลับไปได้สักพัก พี่เฟิ่งก็สวมเสื้อคลุมเดินมายิ้มว่า
“มีของอร่อยอย่างนี้ ไม่บอกข้า”
ว่าแล้ว ก็มานั่งร่วมวง
ไต้วี่ยิ้มว่า “ยาจกกลุ่มนี้มาแต่ไหน เอาเถิด เรือนอ้อหิมะวันนี้พินาศสิ้น ภายใต้อุ้งเท้าของยายหยุน ข้าขอไว้อาลัยให้กับเรือนอ้อหิมะ”
เซียงหยุนยิ้มเยาะว่า “เจ้ารู้อะไร ผู้ทรงภูมิย่อมมีสง่าราศีอยู่เอง ไม่เสแสร้งสูงส่งน่ารังเกียจอย่างพวกเจ้า พวกเรากำลังกินกำลังดื่ม อาจเลอะเทอะสาบคาว กลับหลังมาวาจายอมลื่นพลิ้วดังผืนแพร”
เป่าไชยิ้มว่า “กลับหลังมาหากเจ้าว่าได้ไม่ดี ข้าจะล้วงเนื้อชิ้นนั้นออกมา แล้วเอาต้นอ้อใต้หิมะนี้อุดปากเจ้า”
กินกันเสร็จ ล้างมือแล้ว ผิงเอ๋อเอากำไลกลับมาสวม แต่หายไปหนึ่งวง หายไปไร้ร่องรอยหาอย่างไรก็ไม่พบ ทุกคนต่างแปลกใจ
พี่เฟิ่งยิ้มว่า “ข้ารู้ว่ากำไลไปอยู่ไหน พวกเจ้าไม่ต้องหาแล้ว ไปแต่งกลอนกันเถิด ข้ารับรองว่า ไม่เกินสามวัน มันกลับมาเอง”
แล้วถามต่อว่า
“วันนี้พวกเจ้าจะแต่งกลอนอะไร เหล่าไท่ไท่บอกว่า จะสิ้นปีแล้ว ปีใหม่ต้องหาปริศนาโคมมาให้ทายกัน”
ทุกคนได้ฟัง พากันหัวเราะว่า “จริงด้วย ลืมกันเสียได้ คงต้องช่วยกันแต่ง เตรียมไว้เล่นทายวันปีใหม่”
ว่าแล้ว ก็ชวนกันเข้าไปในห้องเตียงผิง เห็นถ้วยชามอาหารจัดวางไว้พร้อมสรรพ บนผนังมีหัวข้อกลอน “ต่อกลอนภาพเฉพาะหน้า 即景联句” รูปแบบกลอนห้า และบังคับสัมผัส “เซียว ชุดที่สอง 二萧” แต่ยังไม่ได้เรียงลำดับใครเริ่มก่อนหลังไว้
(ต่อกลอน 联句 คนหนึ่งตั้งวรรคแรก อีกคนต่อวรรคสอง)
หลี่หวานว่า “ข้าแต่งกลอนได้ไม่ดีนัก ข้าจะเป็นคนเริ่มสามวรรคแรก จากนั้นใครคิดได้ก่อนก็ต่อก่อน”
เป่าวี่ว่า “อย่างไรก็ควรเรียงลำดับก่อนหลัง”
(จบบทที่สี่สิบเก้า)
ตอนก่อนหน้า : ชุมนุมญาติเข้ากรุง
ตอนถัดไป : ต่อกลอนคู่

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา