เมื่อวาน เวลา 13:28 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

นักบิน F-16 เส้นทางที่ท้าทาย

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แห่ง TOP GUN ทางสงคราม Story จึงขอนำเสนอเรื่องเล่าเกี่ยวกับการบินตลอดสัปดาห์ วันนี้ก็จะเป็นเรื่องของสุดยอดบุคคลที่ต้องผ่านการฝึกฝนและก้าวขึ้นไปสู่นักบินรบระดับแถวหน้าของเมืองไทย ใช่ครับ วันนี้เราจะมาถึงนักบิน F-16 ที่สุดของที่สุดในบรรดานักบินรบที่กองทัพอากาศไทยสร้างมา เรื่องราวของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ
งานวันเด็กแห่งชาติหรืองานแอร์โชว์ที่เกี่ยวกับกองทัพอากาศจะมีผู้ชายก้าวเข้ามาสู่การเป็นนักบินเครื่องบินขับไล่ เพราะเห็นการบินผาดแผลงของเครื่องบินแต่ละแบบหรือการบินโชว์จำลองภารกิจจริงของอากาศยานจากกองทัพอากาศไทยถือเป็นแรงบันดาลใจที่พร้อมจะเปลี่ยนคนๆหนึ่งสู่เส้นทางทหารอาชีพ
ยิ่งเป็นในยุค 80 ความคิดของพวกเขาถูกจุดประกายด้วยภาพยนตร์แนวการบินระดับตำนาน 2 เรื่อง คือ Top Gun ในปีค.ศ.1986 และ Best Guy ที่ฉายในปีค.ศ.1990
F-16B ADF ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช
สำหรับ Top Gun นั้นเป็นภาพยนตร์สัญชาติอเมริกันที่นำแสดงโดย ทอม ครูซ ในบทมาเวอริกซึ่งขับเครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat แม้ว่ากองทัพอากาศไทยจะไม่มีเครื่องบินขับไล่รุ่นนี้ประจำการ แต่ความเท่และภาพลักษณ์การต่อสู้บนน่านฟ้าได้กลายเป็น Soft Power สำคัญที่ดึงดูดให้คนรุ่นนั้นสมัครเข้าเป็นทหารนายเรืออากาศอย่างล้นหลาม
ส่วนเรื่องต่อมา Best Guy เป็นภาพยนตร์จากญี่ปุ่นที่สร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากความสำเร็จของ Top Gun ซึ่งในภาพยนต์เรื่องนี้เน้นไปที่การฝึกฝนของนักบินเครื่องบินขับไล่ F-15J Eagle ของกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น แม้ F-15J ในหนังเรื่องนี้ไทยจะไม่มีใช้เช่นกัน แต่เนื้อเรื่องที่ถ่ายทอดความพยายามในการเป็นนักบินระดับหัวกะทิหรือ Best Guy ซึ่งภาพยนต์เรื่องนี้ก็ช่วยส่งเสริมแรงบันดาลใจให้ชายไทยที่คลั่งไคล้การบินในยุคนั้น
ตัดภาพมาที่ในความเป็นจริงกองทัพอากาศไทยมีบุคคลที่พร้อมจะเสียสละแรงกายแรงใจเพื่อประเทศชาติพร้อมที่จะขึ้นบินกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงอย่าง F-16 Fighting Falcon ซึ่งประจำการในปีค.ศ. 1988 โดยเป็นรุ่น Block 15OCU ซึ่งอยู่ในยุคสงครามเย็นเช่นเดียวกับเครื่องบินรบทั้ง 2 แบบที่กล่าวมา นับแต่บัดนี้ไปเส้นทางอันแท้จริงของชายไทยผู้ซึ่งกำลังจะควบคุมเจ้าเหยี่ยวพิฆาตไปบนท้องฟ้าได้เริ่มขึ้นแล้ว
พลอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์ "Hollywwod" นักบิน F-16 คนดังแห่งกองทัพอากาศไทย
จากการเข้าประจำการของ F-16 เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว นี่ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงแสนยานุภาพทั้งการรบทางอากาศและการรบทางภาคพื้นดิน แต่เป็นจุดุดกำเนิดของแรงบันดาลใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
นักบิน F-16 ระดับปรมาจารย์หลายท่านระบุว่าการแสดงบินผาดแผลงในงานวันเด็กหรืองานแอร์โชว์ของกองทัพอากาศที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่ทำให้เด็กชายหลายคนตัดสินใจมุ่งหน้าสู่เส้นทางทหารอากาศ เพื่อหวังว่าวันหนึ่งจะได้เป็นผู้ควบคุมความเร็วเหนือเสียงเหล่านั้น
ความเก่งกาจที่เห็นบนท้องฟ้าเกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักแบบฝึกให้เหมือนรบ และรบให้เหมือนฝึก เพื่อให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่ได้จริงเมื่อเกิดวิกฤตการณ์
เมื่อวัยรุ่นชาวไทยที่มีพ่อเป็นทหารหรือไม่ได้เกิดในค่ายทหารจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ม.4) แล้ว ชายไทยแท้ทั้งหลายที่มีอายุระหว่าง 16-18 ปีผู้ม่พร้อมอุดมการณ์อันแรงกล้าในการปกป้องชาติ ได้ตั้งหน้าตั้งตาสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร สำหรับกระบวนการคัดเลือกไม่ได้วัดแค่ใครเก่งใครแย่ แต่เน้นที่ความเหมาะสมเป็นหลัก
Hollywood เจ้าของสถิตินักบิน F-16 ที่มีชั่วโมงบินมากที่สุดในไทย
ในการสอบวิชาการ พวกเขาต้องผ่านเกณฑ์ใน 5 วิชาหลัก ได้แก่ คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ภาษาอังกฤษ, ภาษาไทย และสังคมศึกษา เมื่อผ่านด่านวิชาการก็ใช่ว่าพวกเขาจะสอบได้แล้วไปเป็นนักเรียนเตรียมทหารเลย การทดสอบสมรรถภาพและจิตวิทยาก็จำเป็นเช่นกัน
ในการสอบ Aptitude Test จะมีก่วัดไหวพริบ การตัดสินใจภายใต้ความเครียด และบุคลิกภาพ เพื่อดูว่าบุคคลผู้นั้นเหมาะจะเป็นทหารหรือนักบินหรือไม่ แม้กฎหมายการบินจะอนุญาตให้แก้ไขสายตาได้ แต่สำหรับการสอบเข้าทหารที่มีผู้สมัครจำนวนมาก กองทัพมักเลือกผู้ที่มีร่างกายพร้อมที่สุดและไม่มีปัญหาทางสายตาเป็นอันดับแรก
วินัยที่ถูกบังคับในโรงเรียนเตรียมทหารนั้นแตกต่างจากวินัยของนักกีฬาหรืออาชีพอื่นๆ แต่วินัยก็คือวินัย เพราะนักเรียมเตรียมทหารไม่ว่าจะปี 1 หรือปี 2 ในเหล่าใดย่อมอยู่ในกรอบที่สถาบันกำหนดไว้ หากทำนอกลู่นอกทางจะถูกลงโทษหรือภาษาทหารเรียกว่าโดนแดก ชีวิตในโรงเรียนเตรียมทหารจะสอนให้เชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา โดยถือว่าคำสั่งคือพรจากสวรรค์ เพื่อให้สามารถควบคุมกำลังพลได้ในสถานการณ์วิกฤต
นักเรียนเตรียมทหารบางคนอาจเคยเป็นเด็กนอกตู้หรือเด็กที่ค่อนข้างแพรวพราวและไม่อยู่ในกรอบมาก่อน แต่ประสบการณ์เหล่านี้กลับช่วยให้เมื่อเติบโตเป็นผู้บังคับบัญชา จะเข้าใจและรู้วิธีจัดการกับลูกน้องที่อยู่นอกระเบียบได้ดี
F-16 ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราช
เมื่อจบจากเตรียมทหาร 2 ปีจากการเรียนพื้นฐานวิชาการและวิชาทหาร ผู้ถูกเลือกสู่แดนนภาได้ก้าวเข้าสู่โรงเรียนนายเรืออากาศ โดยเรียนที่นี่เป็นเวลา 5 ปี เหมือนกับการเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ส่วนมากจะไปทางสาขาวิศวกรรมเครื่องกลสำหรับสายนักบินรบ โดยเป็นรวมเวลา 7 ปีในการการเรียนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติบนพื้นดิน ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่โรงเรียนการบินกองทัพอากาศในเวลาต่อมา
ณ โรงเรียนการบินกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งถือเป็นถิ่นกำเนิดของนักบินกองทัพอากาศไทยทุกนาย ชีวิตในโรงเรียนการบินเป็นเวลาประมาณ 14 เดือน มีความเข้มข้นและท้าทายทั้งในภาคทฤษฎีและภาคอากาศ โดยมีลำดับขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นภาคอากาศ ศิษย์การบินจะต้องทำชั่วโมงบินรวมประมาณ 200 ชั่วโมง โดยเริ่มจาก ขั้นประถม
ซึ่งใช้เวลา 90 ชั่วโมงบิน
แบ่งเป็นเฟสต่างๆ การบินด้วย Instrument หรือการบินด้วยเครื่องวัด เป็นการฝึกนักบินให้เกิดความชำนาญในสภาพอากาศปิดที่มองไม่เห็นภายนอก โดยใช้เพียงเครื่องวัดประกอบการบินภายในห้องนักบินเท่านั้น
และมีการบินแบบการบินเกาะภูมิประเทศและบินหมู่ สำหรับฝึกศิษย์การบินให้มีความคุ้นจากภูมิประเทศเป็นหลัก เพราะในการรบจริงไม่ได้มีแค่การบินบนฟ้า แต่จะต้องมีความชำนาญในเรื่องการบินเหนือพื้นที่ป่าไม้ ภูเขา และทะเล ยิ่งบินบ่อยเข้ายิ่งจำภูมิประเทศได้ต่อไปครูการก็จะปล่อยเดี่ยว ก่อนจะกลับมาทำการบินเป็นหมู่ 2 เครื่อง หรือ 4 เครื่อง ในการฝึกช่วงหลังๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นชินและความสามัคคีในฝูงก่อนที่จะไปเป็นนักบินประจำกองในวันข้างหน้า
ความท้าทายสูงสุดคือการทดสอบมาตรฐาน ทุกเฟสการบินจะมี "เช็คเกอร์" (Checker) ซึ่งไม่ใช่ครูที่สอนประจำ เป็นผู้มาตรวจสอบมาตรฐาน หากศิษย์การบินสอบไม่ผ่านตามเกณฑ์ จะได้รับโอกาส Re-check เพียงครั้งเดียว หากยังไม่ผ่านอีกจะต้อง Wash out หรือยุติเส้นทางการเป็นนักบินทันที และถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ในสายงานอื่น เช่น อากาศโยธิน ส่งกำลังบำรุง หรือช่างซ่อมบำรุง แทน
F-16BM ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี
นักบินที่เลือกสายขับไล่/โจมตีจะได้ฝึกบินกับเครื่องบินสมรรถนะสูงอย่าง PC-9 หรือเครื่องบินฝึกแบบที่ 19 เน้นยุทธวิธีทางการทหารและการบินผาดแผลง ในขณะที่นักบินที่เลือกสายลำเลียงจะฝึกกับเครื่องบินแบบ DA-42 หรือเครื่องบินฝึกแบบที่ 20 ก ซึ่งมีลักษณะการนั่งคู่กันเพื่อเตรียมตัวสู่ภารกิจลำเลียง
เมื่อนักบินแยกสายมาทางขับไล่และโจมตีแล้ว พวกเขาจะต้องเข้ารับการฝึกบินในหลักสูตรที่เข้มข้นขึ้นเพื่อเปลี่ยนผ่านจากเครื่องบินฝึกไปสู่เครื่องบินรบสมรรถนะสูง
โดยในปัจจุบันกองทัพอากาศไทยใช้เครื่องบินขับไล่และฝึก T-50TH Golden Eagle ซึ่งมีประจำการอยู่ ณ ฝูงบิน 401 กองบิน 4 ตาคลี มีบทบาทเป็นเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น นักบินต้องใช้เวลาฝึกในขั้นนี้อีกประมาณครึ่งปี เพื่อเรียนรู้ยุทธวิธีทางการทหาร การใช้อาวุธ และการบินในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น
เมื่อผ่านด่าน T-50TH ไปแล้ว เส้นทางต่อไปที่รอคอยคือการเป็นนักบิน F-16 แต่ก่อนจะขึ้นบินจริง นักบินรบเหยี่ยวพิฆาต new gen ต้องผ่านการฝึกกับเครื่องจำลองการบินหรือ Simulator เพื่อสร้างความคุ้นเคยและฝึกแก้ไขสถานการณ์อันตราย รวมถึงต้องมีการ Brief สรุปแผนการบินอย่างละเอียด ทั้งเรื่องสภาพอากาศและแผนที่การบิน โดยยึดคติว่าทุกอย่างต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่วันก่อนบิน
เมื่อผ่านการฝึกจนเชี่ยวชาญครบ 1 ปี นักบินจะถูกส่งไปประจำการในฝูงบินขับไล่ F-16 ซึ่งตั้งอยู่ ณ กองบินหลัก 2 แห่ง ได้แก่ กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมาอันเป็นที่ตั้งของ ฝูงบิน 103 นามเรียกขาน Lightning ซึ่งเป็นฝูงบิน F-16 ฝูงแรกของไทยที่เริ่มบรรจุในปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ.1988) อันเป็นบ้านของฝูงบินสายฟ้า อีกทั้งยังมีฝูงบิน 102 (Star) ประจำการอยู่ที่นี่เช่นกันแต่ว่าไม่มีเครื่องบินรบประจำการเพราะ F-16 ย้ายมารวมกับฝูงบิน 103 ในปีพ.ศ.2564 (ค.ศ.2021)
F-16 ฝูงบิน 102 ปัจจุบันย้ายไปรวมกับฝูงบิน 103 เพื่อรักษาสภาพความพร้อมรบ
เมื่อก้าวเข้าสู่การเป็นนักบินพร้อมรบ (Combat Ready) ในฝูงบิน 103 "Lightning" ณ กองบิน 1 โคราช หรือฝูงบิน 403 "Cobra" ณ กองบิน 4 ตาคลี เป้าหมายสูงสุดคือการปฏิบัติภารกิจเพื่อรักษาอธิปไตยของน่านฟ้าไทย ซึ่งต้องแลกมาด้วยการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงและการเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง
ภารกิจหลักของนักบิน F-16 มีมากมายไม่ว่าจะเป็นการบินสกัดกั้นและลาดตระเวนรบทางอากาศ นักบินต้องพร้อมนำเครื่องขึ้นภายในเวลาจำกัดเพื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามหรือเครื่องบินที่ล้ำเขตน่านฟ้า ดังเช่นกรณีการส่ง F-16 จากตาคลีขึ้นบินสกัดกั้นเครื่องบินรบพม่าและบินลาดตระเวนรบเพื่อประกาศอธิปไตย
ส่วนนักบิน F-16 ฝูงบิน 103 โคราชมีหน้าที่หลักในการดูแลน่านฟ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ในขณะที่ฝูงบิน 403 ตาคลี ซึ่งผ่านการอัปเกรดระบบ MLU (Mid-Life Upgrade) จะได้รับมอบหมายในภารกิจที่ซับซ้อนกว่า หรือการดวลทางอากาศด้วยขีปนาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศสมัยใหม่อย่าง Iris-T และ AMRAAM
การเตรียมตัวของนักบิน F-16 นั้นมีความพร้อมรบตลอด 24 ชั่วโมง บางครั้งได้รับคำสั่งประชุมตอนเที่ยงคืนเพื่อขึ้นบินในเวลา 04.00 น. เพื่อล็อคพิกัดเป้าหมายและปฏิบัติการทันที
อย่างไรก็ตามกว่าจะเป็นนักบิน F-16 ที่พร้อมใช้อาวุธจริงได้ต้องใช้เวลาฝึกฝนนับ 10 ปี และต้องรักษามาตรฐานการบินภายใต้แรงกดดันมหาศาลและแรง G สูงถึง 9G ซึ่งหากร่างกายไม่ฟิตหรือหายใจผิดจังหวะอาจเกิดอาการหมดสติซึ่งภาษานักบินเรียกว่า G-LOC
F-16 ฝูงบิน 102 ที่กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2556
โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายที่สุดสำหรับนักบิน F-16 ในการปฏิบัติภารกิจจริง ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดของฝูงบิน แต่คือความรับผิดชอบอันหนักอึ้งในการตัดสินใจเลือกใช้และทิ้งไข่เพื่อทำลายเป้าหมายให้สัมฤทธิ์ผลโดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบในทุกมิติ
นักบิน F-16 ฝูงบิน 103 สายฟ้าสีแดงและฝูงบิน 403 จงอางเหินเวหามักได้รับภารกิจให้แบกอาวุธแบบผสม เช่น การติดระเบิดไม่นำวิถียุคสงครามเย็น และระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ แต่มีเงื่อนไขของภารกิจว่าหากเป้าหมายอยู่ห่างไกลชุมชน เช่น ค่ายทหารกลางป่าลึก นักบินจะเลือกใช้ระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ ซึ่งมีอำนาจทำลายล้างสูงและครอบคลุมรัศมีกว้าง
หากเป้าหมายอยู่ใกล้พื้นที่พลเรือน เช่น ศูนย์บัญชาการที่อยู่ติดชุมชน หรือวัด นักบิน F-16จะเปลี่ยนไปใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ ที่มีความแม่นยำสูงระดับหลักเมตร เพื่อจำกัดความเสียหายเฉพาะจุดในยามสงคราม
สิ่งที่นักบิน F-16 ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดคือความเสียหายข้างเคียงจากการใช้กำลังทางอากาศ เนื่องจากการตัดสินใจทิ้งระเบิดแต่ละลูกไม่ใช่แค่เรื่องทางทหาร แต่เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ
ดังนั้นเพื่อให้มีการลดความสูญเสียของพลเรือน นักบิน F-16 ต้องล็อคพิกัดเป้าหมายทางทหารอย่างแม่นยำ เช่น คลังแสงหรือฐานปืนใหญ่ และต้องหลีกเลี่ยงพิกัดที่เป็นบ้านเรือนประชาชนอย่างเด็ดขาด
ฝูงบินสายฟ้าที่เชียงใหม่
ดังจะเห็นได้จากในช่วงสงครามไทย-กัมพูชาเมื่อปีพ.ศ.2568 ในภารกิจทำลายสะพานโอร์จีก นักบินไทยได้นำเครื่องบินขับไล่ F-16 ทิ้งระเบิด แต่ตัดสินใจโจมตีแบบเฉพาะเจาะจงให้สะพานแหว่งเพียงครึ่งเดียว เพื่อให้รถถังข้ามไม่ได้แต่พลเรือนยังสัญจรเท้าได้ ซึ่งสะท้อนถึงการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนตามหลักมนุษยธรรม
ในการทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ นักบินต้องใช้สมาธิมหาศาลในการล็อคเป้าหมายด้วยเลเซอร์ให้ตรงจุดตลอดเวลาจนกว่าระเบิดจะกระทบเป้า
ท่ามกลางสภาวะที่ร่างกายต้องเผชิญกับแรง G มหาศาลและความเหนื่อยล้าจากการเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง
ความผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงการพลาดเป้าหมายสำคัญหรือการสูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์
เพราะฉะนั้นนั้น ความเก๋าเกมของนักบิน F-16 จึงไม่ได้อยู่ที่ความสนุกในการบินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการวิเคราะห์หน้างานและการตัดสินใจหย่อนไข่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาอธิปไตยโดยสร้างความสูญเสียน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในการโจมตีระหว่างสงครามไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา F-16 ทิ้งระเบิดได้อย่างแม่นยำ
แม้การปะทะด้วยอาวุธหนักตามแนวชายแดนจะสงบลง แต่หน้าที่ขอฝนักบิน F-16 ยังคงไม่วางมือจากคันบังคับ นักบินทุกนายได้ทำการบินฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องในฐานะ  Viper Family เพื่อรักษาความภาคภูมิใจและเตรียมความพร้อมรบอยู่เสมอ โดยยึดหลักการฝึกให้เหมือนรบ และรบให้เหมือนฝึก เพื่อให้ดอกผลของการลงทุนในอดีตเกือบ 40 ปียังคงมีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันน่านฟ้า
ปัจจุบันกองทัพอากาศไทยมีฝูงบิน F-16 ประจำการหลักอยู่ 2 ฝูงบิน คือ ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช และ ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี ดังนั้น หากมีการยุบหรือปลดประจำการฝูงบิน 103 ไปตามแผนงาน ซึ่งมีกำหนดทยอยปลดในช่วงปี พ.ศ. 2571 หลังจากนั้นจะเหลือเพียงฝูงบิน 403  กองบิน 4 ตาคลี เพียงฝูงเดียวเท่านั้นที่มีนักบิน F-16 ประจำการอยู่
พลอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์ "Hollywood" นักบิน F-16 ที่มีชั่วโมงบินมากที่สุดในกองทัพอากาศไทยได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจผ่านรายการ Perspective ว่าในอดีตกองทัพอากาศไทยเคยมีฝูงบินขับไล่ถึง 8 ฝูงบิน แต่หากไม่มีการจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่มาทดแทนและต้องปลดประจำการ F-16 ฝูงบิน 103 ไป จำนวนฝูงบินรบหลักของไทยจะลดลงจน เหลือเพียง 2 ฝูงบิน
นักบินฝูงบิน 103 ขณะเตรียมทำการบินกับ F-16
ซึ่งหมายถึงฝูงบิน Gripen และฝูงบิน F-16 ที่เหลืออยู่ จึงอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการป้องกันภัยทางอากาศในอนาคต
เพราะนั้น หากฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชถูกยุบลงในอนาคต ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี จะกลายเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของนักบิน F-16 ในประเทศไทย จนกว่าจะถึงกำหนดปลดประจำการตามอายุการใช้งานของ Airframe
F-16 แห่งกองทัพอากาศไทยไม่ใช่แค่เครื่องบินรบ แต่มันคือรุ่นพี่ที่สร้างนักบินที่ขับมันให้มีชั่วโมงบินตั้งแต่ 1,000 ชั่วโมง 2,000 ชั่วโมงและ 3,000 ชั่วโมง ชั่วโมงบินว่ามานี้คือความภาคภูมิใจสูงสุดอย่างหนึ่งที่นักบินเหยี่ยวพิฆาตมีติดตัว เพราะมันหมายถึงการมีประสบการณ์จนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ เมื่อมาทำอาชีพนี้แล้วนั่นหมายถึงการเอาชีวิตไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายทุกครั้งที่ล้อพ้นพื้น ดังนั้นทุกชั่วโมงบินที่สะสมมาจึงแลกมาด้วยความฟิตของร่างกายและวินัยที่เข้มงวด
เมื่อมีชั่วโมงบินมากขึ้นและประสบการณ์มากขึ้นนักบิน F-16 จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นครูการบิน พวกเขามีหน้าที่คัดกรองและฝึกฝนศิษย์การบินอย่างเข้มงวด โดยยึดเกณฑ์มาตรฐานที่ว่าหากไม่ผ่านเกณฑ์ก็ต้องถูกคัดออกทันที เพราะการบิน F-16 มีความเสี่ยงสูงต่อชีวิตและทรัพยากรของชาติ
F-16 ฝูงบิน 103 กำลังจะปลดประจำการในปีพ.ศ.2571
ไม่เพียงเท่านี้นักบินรุ่นพี่ที่เคยบิน F-16 มาก่อนจะมีการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น เช่น ประสบการณ์เกือบตายจากภาวะหลงสภาพการบิน เครื่องยนต์ดับกลางอากาศ เครื่องบินตกระหว่างภารกิจหรือการรับมือกับแรง G มหาศาลถึง 9G จึงเป็นวัฒนธรรมทหารที่สำคัญเพื่อให้นักบินรุ่นน้องไม่พลาดซ้ำรอยเดิม
นักบิน F-16 ระดับ Top เมื่อผ่านตำแหน่งครูการบินไปก็ไปเป็น รองผู้บังคับฝูงบิน ผู้บังคับฝูงบิน เสนาธิการกองบิน รองผู้บังคับการกองบิน ผู้บังคับการกองบิน แล้วก้าวเข้าสู่เส้นทางนายพลจนเลิกบินแล้วมาอยู่สายบริหารก็มี
แต่ไม่ใช่กับพลอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์ แม้ท่านจะมีชั่วโมงบินกับ F-16 สูงสุดในไทยกว่า 3,000 ชั่วโมงแต่ท่านก็ยังคงขึ้นบินต่อไป ท่านให้เหตุผลว่าแม้จะเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง แต่การยังคงขึ้นบินร่วมกับนักบินรุ่นน้องเป็นสิ่งจำเป็น เหตุผลสำคัญคือ เพื่อให้เข้าใจขีดความสามารถและสภาวะการปฏิบัติงานจริงของลูกน้องอย่างลึกซึ้ง
HOLLYWOOD สมัยละอ่อน
โดยปกติเครื่องบินขับไล่จะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 30 ปี แต่ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณและฝีมือการซ่อมบำรุงของช่างเครื่องในกองทัพอากาศไทย ทำให้เครื่องบินขับไล่ F-16 ลูกรักของกองทัพอากาศไทยสามารถยืดอายุการใช้งานมาได้เกือบ 40 ปี เพราะฉะนั้นเครื่องบินขับไล่ F-16 บินไม่ได้ด้วยนักบินเพียงคนเดียว แต่บินได้ด้วยทีมงานของฝูงบิน ซึ่งรวมถึงช่างเครื่องและฝ่ายสนับสนุนที่ดูแลรักษาเครื่องบินให้พร้อมปฏิบัติภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง
จะเห็นได้ว่านักบิน F-16 ของกองทัพอากาศไทยทุกน่ยไม่ได้มีไว้เพียงแค่บินโชว์ในวันเด็ก แต่ได้พิสูจน์ฝีมือในสมรภูมิจริงมาแล้วหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่ง F-16 ถูกขนานนามว่าเป็น Game Changer ที่สำคัญ
นักบิน F-16 กองทัพอากาศไทยแสดงความสามารถให้คนทั้งโลกเห็นว่การใช้ระเบิดโจมตีเป้าหมายทางทหารอย่างแม่นยำ โดยไม่ส่งผลต่อพลเรือน ซึ่งทำได้อย่างถูกต้องตามกฎการใช้กำลังที่เป็นหลักสากล
แม้จะเป็นเครื่องบินจะเป็นรุ่นเก่า แต่ฝีมือนักบินไทยที่นำเครื่องบินขับไล่ F-16 ไปทำหน้าที่ทิ้งระเบิดใส่เป้าหมาย จนมีสัญลักษณ์รูประเบิดติดที่บริเวณใกล้กับฝาครอบกระจกห้องนักบิน ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการจัดการเป้าหมายภาคพื้นดินได้อย่างเด็ดขาดในสงครามไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาจนทำให้ต้องมีการจารึกผลงานไว้ดุจอักษรโบราณในถ้ำที่ล้ำค่า รูปวาดระเบิดจิ๋วนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Mission Kill Marking
F-16 ที่กองบิน 4 ตาคลี
การเป็นนักบิน F-16 ถือเป็นเกียรติสูงสุดของลูกผู้ชายชาวไทยทั้งหลายที่ตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง แม้ว่าเส้นทางในช่วงแรกๆจะดูท้าทายแต่ใครจะไปคิดว่าพวกเขาได้ก้าวมาถึงขั้นที่ควบคุมเจ้าเหยี่ยวพิฆาตทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายได้ในสงครามจริง เรื่องราวของพวกเขาไม่ใช่เรื่องที่ผู้เขียนรังสรรค์ขึ้นเองแต่มาจากเรื่องจริงที่เล่าโดยนักบิน F-16 ตัวจริง สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit, บทความและภาพประกอบ
พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย
พลอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์
AMARIN TV
คุณน้า
TOFFGUN PILOT
Thai PBS
Puwanai Pasakul
Kittidej Sanguantongkam
กองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ
STEPHAN DE BRUIJN
นิตยสารสมรภูมิ
H.C.HO
fire_arff
เรียบเรียงโดย : ROOSTER
โฆษณา