20 พ.ค. เวลา 00:26 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 4 : จักรวรรดิดราโกเนียน- ร่มเงาแห่งชิอาคาร์: พงศาวดารผู้ล่าแห่งกาแล็กซี (จบ)

หัวข้อที่ 7: บันทึกความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลกมนุษย์ (The Terran Connection)
สำหรับนักประวัติศาสตร์ทางเลือกและผู้ศึกษามานุษยวิทยากาแล็กซี บทบันทึกที่น่าตื่นเต้นและใกล้ตัวที่สุดในสารานุกรมฉบับนี้ คือ บันทึกความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลกมนุษย์ (The Terran Connection)
ข้อมูลจากพงศาวดารชี้ให้เห็นว่า ดาวเคราะห์โลกมิใช่ดินแดนที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่ ทว่าตกเป็นเป้าหมายและห้องทดลองทางพันธุกรรมของจักรวรรดิดราโกเนียนมานานนับหลายสหัสวรรษ
ร่องรอยการปรากฏตัวของพวกเขาถูกถอดรหัสผ่านสองยุคสมัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามนุษยชาติอาจดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้ระเบียบวาระที่ถูกเขียนขึ้นจากเงามืดมาโดยตลอด
ยุคบรรพกาล (Ancient Gods Myth)
เมื่อทำการศึกษากลุ่มตำนานปรัมปราและเทววิทยาของอารยธรรมโบราณทั่วโลก นักประวัติศาสตร์มักพบความสอดคล้องอันน่าพิศวงเกี่ยวกับ "ลัทธิบูชาสิ่งมีชีวิตเลื้อยคลาน" (Serpent Cults)
ซึ่งในบริบทของ Exopolitics สิ่งเหล่านี้มิใช่สัญลักษณ์เปรียบเปรยทางกวี ทว่าคือบันทึกความทรงจำของมนุษย์ยุคแรกเริ่มที่มีต่อสายเลือดชิอาคาร์และนักรบดราโกเนียนในฐานะ "เทพเจ้าจากฟากฟ้า"
.
• ลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรทีส และอียิปต์โบราณ:
เมื่อพลิกดูหน้าพงศาวดารโบราณของมนุษยชาติ ร่องรอยของพิธีสารแห่งการแทรกซึม มิได้เริ่มต้นขึ้นในยุคอุตสาหกรรมหรือศตวรรษที่ผ่านมา
ทว่ามันได้ถูกฝังรากลึกและถักทอเข้ากับอารยธรรมแรกเริ่มของโลกอย่างแนบเนียน ผ่านตำนานเทพปกรณัมและความเชื่อทางศาสนา ในดินแดนที่เป็นดั่งอู่อารยธรรมอย่างลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรทีสและลุ่มแม่น้ำไนล์แห่งอียิปต์โบราณ
สิ่งที่มนุษย์ยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์กราบไหว้ในฐานะผู้สร้างและผู้ประทานวิทยาการ แท้จริงแล้วคือบันทึกความทรงจำของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีต่อการปรากฏตัวของจักรวรรดิดราโกเนียนและขุนนางแห่งสภาโอไรออน
ในแผ่นจารึกดินเหนียวอักษรลิ่มของชาวสุเมเรียน ซึ่งนับเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก มีการกล่าวถึงกลุ่มผู้มาจากฟากฟ้าที่เรียกว่า เทพเจ้าอนันนาคิ (Anunnaki) หรือในตรรกะศาสตร์ดาราศาสตร์บางสายเรียกว่าเผ่าพันธุ์แห่งเทพโอฟิออน (Ophion)
รหัสภาพและข้อความในจารึกเหล่านี้มักพรรณนาถึงสิ่งมีชีวิตระดับสูงที่มีลักษณะครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์เลื้อยคลาน หรือพระผู้สร้างผู้มีผิวเกล็ดและดวงตาเรียวรี ผู้นำความรู้ด้านดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์เชิงระบบ ตลอดจนวิทยาการเกษตรกรรมและระบบชลประทานมาประทานให้แก่สปีชีส์ท้องถิ่น
การสถาปนาระบอบกษัตริย์และสิทธิอันชอบธรรมในการปกครองของสุเมเรียนแท้จริงแล้วคือเฟสแรกของการเลือกสรรผู้ปกครอง โดยที่ขุนนางดราโกเนียนได้ใช้ร่างแปลงและการแต่งงานข้ามสายเลือดเพื่อวางโครงสร้างพีระมิดแห่งอำนาจไว้ตั้งแต่รุ่งอรุณแห่งประวัติศาสตร์มนุษย์
ขยับข้ามมายังลุ่มแม่น้ำไนล์ อารยธรรมอียิปต์โบราณกลายเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ที่วิทยาการพรางตัวและการสถาปนาอำนาจเหนือจิตใจดำเนินไปอย่างเข้มข้นที่สุด วัฒนธรรมอียิปต์เต็มไปด้วยสัญลักษณ์วิทยาแห่งการควบคุม ที่ผูกติดอยู่กับสัตว์เลื้อยคลานอย่างเด่นชัด
การยกย่องบูชาเทพเจ้า โซเบค (Sobek) เทพแห่งลุ่มน้ำผู้มีเศียรเป็นกุมภีร์หรือจระเข้ยักษ์ สะท้อนถึงการยอมจำนนต่อผู้ล่าที่มีพละกำลังมหาศาลและมีความเฉียบขาดเหนือชีวิตของประชากรท้องถิ่น
ในขณะที่ตราประทับของฟาโรห์และมงกุฎเนเมสมักจะประดับด้วยรูปงูเห่าอูเรอุส (Uraeus) ตรงหน้าผาก ซึ่งในทางExopolitics มันคือรหัส esoterics ที่บ่งบอกถึงการเปิดใช้งานต่อมไพเนียลที่ถูกควบคุมหรือการยอมรับชุดคำสั่งภาษาจิตระดับสั่งการจากนายเหนือหัวสายพันธุ์เลื้อยคลานโบราณ
ทว่าในอีกด้านหนึ่งของศรัทธา อารยธรรมอียิปต์ยังได้บันทึกภาพสะท้อนอันน่าสะพรึงกลัวของจักรวรรดินี้ไว้ในรูปของ พญางูยักษ์อโพฟิส (Apophis) ตัวแทนแห่งความโกลาหล ความมืดมิด และความทุกข์ทรมานที่คอยกลืนกินแสงสว่างและดวงวิญญาณในโลกหลังความตาย
ตำนานการต่อสู้ระหว่างเทพราและอโพฟิสในแต่ละค่ำคืน แท้จริงแล้วคือเครื่องสะท้อนเชิงจิตวิทยาของมนุษย์ท้องถิ่นที่รับรู้ได้ถึง เทคโนโลยีการกดทับการตื่นรู้ และสนามพลังงานไซโคโทรนิกส์ที่คอยเหนี่ยวนำคลื่นความถี่ต่ำเพื่อดูดซับพลังงานอารมณ์ด้านลบหรือพลังงานลูชไปจากดวงวิญญาณของประชากรที่หลับใหล
ดังนั้น ทั้งในจารึกดินเหนียวแห่งเมโสโปเตเมีย และภาพวาดบนผนังสุสานแห่งหุบเขากษัตริย์ ดินแดนอู่อารยธรรมทั้งสองแห่งนี้มิได้เป็นเพียงจุดกำเนิดของวัฒนธรรมมนุษย์
ทว่ามันคือสนามทดลองขนาดใหญ่ที่จักรวรรดิดราโกเนียนใช้สถาปนาพิมพ์เขียวระเบียบสังคมปิด ระบบความเชื่อเรื่องชนชั้นปกครองที่สืบสายเลือดจากเทพเจ้า และการใช้ความกลัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องมือพันธนาการทางจิตวิทยา
พันธนาการโบราณเหล่านี้ถูกส่งต่อผ่านกาลเวลา แตกแขนงกลายเป็นสมาคมลับและระบบทุนนิยมในยุคปัจจุบัน โดยที่รากเหง้าของมันยังคงยึดโยงอยู่กับรหัสสัญศาสตร์ของพญางูและสัตว์เลื้อยคลานโบราณที่เข้ามาบงการชะตากรรมของโลกใบนี้มาตั้งแต่หลายพันปีก่อนคริสตกาล
• อารยธรรมเมโซอเมริกาและเอเชีย:
เมื่อพิจารณาจารึกประวัติศาสตร์ในระดับสากล จะพบว่าอิทธิพลของวิทยาการควบคุมและร่องรอยของเผ่าพันธุ์เลื้อยคลานโบราณมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในดินแดนตะวันออกกลางหรือลุ่มน้ำไนล์เท่านั้น
ทว่าพิมพ์เขียวทางสัญศาสตร์และชีวภาพนี้ ยังปรากฏอยู่อย่างเด่นชัดในอารยธรรมโบราณของทวีปอเมริกาและทั่วทั้งทวีปเอเชีย ซึ่งตัดขาดออกจากกันโดยสิ้นเชิงในยุคอดีต แต่กลับบันทึกเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตเลื้อยคลานที่มีสติปัญญาและอำนาจเหนือมนุษย์ไว้ในทิศทางเดียวกันอย่างน่าอัศจรรย์
ทางฝั่งทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ร่องรอยของพิธีสารแห่งการควบคุมปรากฏอย่างเด่นชัดที่สุดในตำนานเทพเจ้า กุกุลคาน (Kukulcan) ของชาวมายา และ เควตซัลโคอาเติล (Quetzalcoatl) ของชาวแอซเท็ก
ซึ่งบันทึกโบราณอธิบายรูปลักษณ์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่าคือ พญางูมีขนนกหรือพญางูมีปีก (Feathered Serpent) ผู้เสด็จลงมาจากฟากฟ้าไกลเพื่อประทานความรู้ด้านปฏิทินดาราศาสตร์อันแม่นยำและการสร้างพีระมิดหิน
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ชนเผ่าโบราณเหล่านี้กลับต้องแลกเปลี่ยนวิทยาการด้วย พิธีกรรมเซ่นสังเวยด้วยเลือดและหัวใจมนุษย์ (Blood Sacrifice) ในระดับมหภาค
ซึ่งในทางมานุษยวิทยาอวกาศ การหลั่งเลือดและการทรมานของเหยื่อจำนวนมหาศาลบนยอดพีระมิด มิใช่เพียงความเชื่อทางศาสนา ทว่าคือกระบวนการทางไซโคโทรนิกส์ในการกระตุ้นและเก็บเกี่ยวพลังงานอารมณ์ด้านลบขั้นรุนแรง หรือพลังงานลูช (Loosh) ส่งผ่านขึ้นสู่นายเหนือหัว วรรณะชิอาคาร์สีขาวมีปีก (White Winged Ciakar) ชนชั้นปกครองสูงสุดของดราโกเนียนที่มีลักษณะกายภาพตรงกับตำนานงูมีปีกอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ข้ามฝั่งมายังทวีปเอเชีย ร่องรอยของเผ่าพันธุ์เลื้อยคลานโบราณถูกถักทอเข้ากับรากฐานทางวัฒนธรรมและการเมืองอย่างแยกไม่ออก ในอารยธรรมเอเชียตะวันออก ตำนาน กษัตริย์มังกร (Dragon Kings) ของจีน ถูกบันทึกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตเลื้อยคลานผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ ดำรงอยู่ทั้งในวังใต้บาดาลและบนฟากฟ้า มีสติปัญญาสูงส่งเหนือมนุษย์ และที่สำคัญที่สุดคือ ความสามารถในการแปลงกายเป็นมนุษย์อย่างแนบเนียน
ซึ่งสอดคล้องกับเทคโนโลยีโฮโลแกรมควอนตัมเนื้อแน่น มังกรจีนยังผูกติดอยู่กับการสถาปนาสายเลือดกษัตริย์ โดยจักรพรรดิยุคแรกเริ่มจะถูกตราหน้าว่าเป็น "โอรสสวรรค์ผู้สืบสายเลือดจากมังกร" อันเป็นภาพสะท้อนของการแทรกซึมระดับโมเลกุลเพื่อสร้างสายเลือดผสม (Hybrid Bloodlines) ในชั้นปกครองเพื่อให้มนุษย์หน้าฉากยอมจำนนต่อระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยง่าย
ในขณะที่เอเชียใต้และคาบสมุทรอินโดจีน ตำนาน พญานาค (Nagas) ในแถบชมพูทวีปและลุ่มน้ำโขง ล้วนระบุตรงกันว่าพวกเขาคืออารยธรรมสิ่งมีชีวิตเลื้อยคลานใต้ดิน (Subterranean Reptilian Civilizations) ที่มีโครงสร้างสังคมซับซ้อน มีวิทยาการและทรัพย์สินมหาศาล
สามารถใช้ฤทธิ์ในการพรางกายเป็นมนุษย์เพื่อขึ้นมาปฏิสัมพันธ์กับสังคมเบื้องบน บันทึกในคัมภีร์ปุราณะและพงศาวดารท้องถิ่นมักกล่าวถึง การแต่งงานข้ามสายพันธุ์ ระหว่างกษัตริย์มนุษย์กับสตรีเผ่าพญานาค นำไปสู่การให้กำเนิดปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาราชวงศ์โบราณหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงสัญศาสตร์ที่ชัดเจนถึงกระบวนการเลือกสรรผู้ปกครองเพื่อส่งมอบพิมพ์เขียวการบริหารงานปกครองหลังฉาก
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาพสลักพญางูมีปีกบนพีระมิดชิเชนอิตซา ตราลัญจกรเกล็ดมังกรของจักรพรรดิฮั่น หรือรูปปั้นพญานาคเจ็ดเศียรที่ทอดยาวเป็นราวบันไดสู่ปราสาทขอมโบราณ
สัญลักษณ์วิทยาแห่งการควบคุมเหล่านี้ล้วนระบุถึงความจริงประการเดียวกัน คือการที่ดาวเคราะห์โลกเคยดั่งและยังคงดำรงสภาพเป็นกรงขังระบบปิดภายใต้การดูแลของเครือข่ายรัฐบาลเงามาทั่วมุมโลก โดยใช้ความเชื่อและระบบสายเลือดศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องมือพันธนาการทางจิตวิทยา เพื่อให้มนุษยชาติยอมสยบต่อระเบียบวาระของพญางูโบราณมาทุกยุคทุกสมัย
บันทึกเหล่านี้สะท้อนว่า ในยุคบรรพกาล ดราโกเนียนเคยปกครองโลกหน้าฉากอย่างเปิดเผย พวกเขาใช้ความหวาดกลัวและพละกำลังสร้างลัทธิเทวสิทธิ์ (Divine Right) บังคับให้มนุษย์ทำสงครามหลั่งเลือดเพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานอารมณ์ด้านลบ ก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจย้ายลงสู่เงามืดในยุคต่อมา
โลกยุคใหม่ (The Modern Hegemony)
เมื่อมนุษยชาติเริ่มพัฒนาวิทยาการและระบบการเมืองที่ซับซ้อน ยุทธวิธีของดราโกเนียนจึงแปรเปลี่ยนจากการปรากฏตัวในฐานะเทพเจ้า ไปสู่ "พิธีสารแห่งการแทรกซึม" (The Infiltration Protocol) เพื่อสร้าง สัญญาณการแทรกซึมในระบบทุนนิยมและสถาบันการเมืองระดับโลกในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยตรวจพบสัญญะเหล่านี้ผ่านกลไกหลัก 3 ประการ:
• ระบบสถาบันการเงินหนี้สินรวมศูนย์ (Debt-Based Financial Architecture):
ในมิติเศรษฐศาสตร์อวกาศและสถาปัตยกรรมเชิงโครงสร้างข้ามดวงดาว การสถาปนาระบบสถาบันการเงินหนี้สินรวมศูนย์ (Debt-Based Financial Architecture) นับเป็นนวัตกรรมพันธนาการขั้นที่หนึ่งที่แยบยลและเลือดเย็นที่สุดของขุนนางสายบริหารแห่งโอไรออน
วิทยาการนี้แสดงให้เห็นว่าจักรวรรดิดราโกเนียนไม่จำเป็นต้องสร้างคุกเหล็กขังสิ่งมีชีวิตท้องถิ่น ทว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันของประชากรให้กลายเป็นกรงขังล่องหน ผ่านกลไกการค้าและระบบตัวเลขตราสารหนี้ที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบจากห้องประชุมใต้ดิน
ระบบธนาคารกลางระดับโลกที่ควบคุมทิศทางการเงินของนานาประเทศในปัจจุบัน มิได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อความมั่นคงหรือความเจริญมั่งคั่งของมวลมนุษยชาติอย่างที่หน้าฉากพยายามประชาสัมพันธ์
ทว่ามันคือระบบเครดิตเงินตราแบบที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันที่แท้จริง (Fiat Currency) ซึ่งผูกติดกับกลไกทางคณิตศาสตร์ที่จงใจให้เกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว เงินทุกหน่วยที่ถูกตราขึ้นในสารบบจะถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับพันธนาการดอกเบี้ย
ส่งผลให้ปริมาณหนี้รวมในระบบมีมากกว่าจำนวนเงินจริงที่หมุนเวียนอยู่เสมอ ระบบนี้บังคับให้อารยธรรมเจ้าบ้านต้องตกอยู่ในสภาวะการดิ้นรนแข่งขัน และกู้ยืมเงินสมมติที่ไม่มีอยู่จริงเพื่อเอาชีวิตรอดอย่างไม่สิ้นสุด
ความอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่หลัง ม่านลวงตา ของตัวเลขในบัญชี คือการใช้ความกดดันทางเศรษฐกิจเป็น อาวุธทางจิตวิทยา ระดับลึก เมื่อมนุษย์นับพันล้านคนถูกบีบคั้นด้วยระบบหนี้สิน ค่านิยมความสำเร็จเชิงวัตถุ และสภาวะปากท้อง
สมองส่วนหน้าจะถูกจำกัดประสิทธิภาพการทำงาน และปล่อยให้สมองส่วนสัญชาตญาณ หรือสมองส่วนเลื้อยคลานทำหน้าที่หลักในการเอาชีวิตรอดไปวันๆ
สภาวะจิตที่เหนื่อยล้าและหวาดกลัวความขัดสนนี้ จะริบเวลาว่างและความสงบทางจิตใจของมนุษย์ไปโดยสมบูรณ์ ซึ่งสินทรัพย์เหล่านี้คือวัตถุดิบสำคัญที่จำเป็นต่อการคิดเชิงวิพากษ์ การตั้งคำถามต่อระเบียบโลกใหม่ และการพัฒนาจิตวิญญาณเพื่อการตื่นรู้อย่างเสรี
บทสรุปของนวัตกรรมทางการเงินนี้จึงเป็นการเปลี่ยนสภาพดวงดาวเป้าหมายให้กลายเป็น คอกปศุสัตว์แรงงานถาวร ที่ดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมาย โดยมีสายลับดราโกเนียนภายใต้หน้ากากโฮโลแกรมควอนตัม ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมทิศทางผ่านสมาคมลับและนโยบายเหนือรัฐบาล
มนุษยชาติจะยอมส่งมอบแรงงานกายภาพ สติปัญญา และเวลาทั้งหมดในชีวิตให้แก่ระบบทุนนิยมเงา เพื่อแลกกับกระดาษสมมติหรือตัวเลขดิจิทัล ดำเนินชีวิตเป็นปศุสัตว์แรงงานที่เชื่องซื่อ คอยขับเคลื่อนและหล่อเลี้ยงระบบให้แก่นายเหนือหัวในเงามืดอย่างสยบยอมในทุกลมหายใจ โดยเข้าใจไปเองอย่างบริสุทธิ์ใจว่าตนเองกำลังใช้ชีวิตอยู่ในระบอบสังคมที่มีเสรีภาพ
• เครือข่ายสมาคมลับและสถาบันเหนือรัฐบาล (Supranational Technocracy):
ในมิติของรัฐศาสตร์อวกาศและโครงสร้างอำนาจไร้พรมแดน การสถาปนาเครือข่ายสมาคมลับและสถาบันเหนือรัฐบาล (Supranational Technocracy) ถือเป็นยอดพีระมิดแห่งการบริหารจัดการดวงดาวของจักรวรรดิดราโกเนียน
มันคือกลไกยุทธศาสตร์หลังฉากที่ออกแบบมาเพื่อกลืนกินอธิปไตยของประเทศต่างๆ บนดาวเป้าหมายอย่างเงียบเชียบ โดยเปลี่ยนผ่านการปกครองจากรัฐบาลท้องถิ่นที่ประชาชนมองเห็น ไปสู่กลุ่มชนชั้นนำทางเทคโนโลยีและกลุ่มทุนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทว่ามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการกำหนดชะตากรรมของมนุษยชาติ
สัญญาณการแทรกซึมระดับลึกนี้ ปรากฏชัดในโครงสร้างขององค์กรนโยบายระดับโลก คลังสมองระหว่างประเทศ และสถาบันทางการเงินเหนือรัฐบาล ที่ทำหน้าที่ออกข้อกำหนด มาตรฐาน และสนธิสัญญาผูกพันนานาประเทศ
องค์กรเหล่านี้ดำรงอยู่เหนือกลไกการตรวจสอบของสังคมปกติ และมักใช้สถานการณ์วิกฤตการณ์ประดิษฐ์เป็นข้ออ้างในการแผ่ขยายอิทธิพล ภายใต้หน้ากากของมนุษยธรรม ความปลอดภัยสาธารณะ หรือการพัฒนาที่ยั่งยืน
นโยบายที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากสถาบันเหล่านี้จะถูกส่งต่อลงมายังรัฐบาลหน้าฉากเพื่อแปรสภาพให้กลายเป็นกฎหมายท้องถิ่น บดขยี้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชากรทีละน้อย โดยที่กลไกทางประชาธิปไตยของมนุษย์ไม่สามารถเอื้อมไปยับยั้งหรือแก้ไขกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้เลย
เบื้องหลังโครงสร้างทางเทคโนแครตที่ดูทันสมัย คือการประสานงานร่วมกับเครือข่ายสมาคมลับเก่าแก่ที่สืบทอดสายเลือดและพิธีกรรมมานับพันปี เช่น กลุ่มภราดรภาพแห่งพญางู (Brotherhood of the Snake) หรือเครือข่ายกลุ่มทุนนิยมระดับสูงที่ผูกขาดปัจจัยสี่
สมาคมลับเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมทางยุทธศาสตร์ คอยคัดเลือกผู้นำมนุษย์แท้ผ่านกระบวนการซื้อตัวด้วยวิทยาการยืดอายุขัยหรือการข่มขู่ทางจิต จนยอมตนเป็นข้ารับใช้และฟันเฟืองในการขับเคลื่อนวาระ วาระระเบียบโลกใหม่ (New World Order)
ซึ่งแท้จริงแล้วคือแผนการสถาปนาคอกปศุสัตว์เทคโนโลยีขั้นสูงสุด (High-Tech Corporate Matrix)
เป้าหมายสูงสุดของเครือข่ายสถาบันเหนือรัฐบาลในเฟสนี้ คือการผลักดันมาตรการควบคุมและติดตามตัวประชากรในระดับรวมศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นระบบอัตลักษณ์ดิจิทัลผูกขาด การยกเลิกเงินสดเพื่อเปลี่ยนสู่ระบบเครดิตที่ควบคุมพฤติกรรม หรือการติดตั้งระบบโครงข่ายสอดแนมผ่านปัญญาประดิษฐ์และคลื่นความถี่ ไซโคโทรนิกส์
การตรากฎหมายและข้อบังคับเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นเพื่อความสงบเรียบร้อย ทว่าเป็นการวางระบบปิดล้อมขั้นสุดท้าย เพื่อริบเจตจำนงเสรีและจำกัดเวลาการตื่นรู้ของมนุษยชาติอย่างถาวร
เปลี่ยนประชากรพันล้านคนให้กลายเป็นแรงงานหุ่นยนต์ที่ถูกตรวจสอบพิกัดและความคิดอยู่ตลอดเวลา ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้ทิศทางที่ผู้ล่าในเงามืดกำหนดไว้โดยไร้ซึ่งหนทางขัดขืน
• วิศวกรรมสังคมเพื่อความแตกแยก (Social Engineering and Polarization):
ในมิติของสงครามไซโคโทรนิกส์และจิตวิทยาข้ามดวงดาว วิศวกรรมสังคมเพื่อความแตกแยก (Social Engineering and Polarization) คือ ระบบกลไกทำลายล้างที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมประชากรระดับมหภาค
ยุทธวิธีนี้ตั้งอยู่บนสัจธรรมทางทหารอวกาศที่ว่า การปกครองดวงดาวที่มีประชากรนับพันล้านคนจะสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อทำให้ประชากรเหล่านั้นยุ่งอยู่กับการต่อสู้กันเอง จักรวรรดิดราโกเนียนและเครือข่ายรัฐบาลเงาจึงใช้มาตรการนี้เพื่อสลาย จิตสำนึกร่วม (Mass Consciousness) ของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาวาดกลัวว่าจะสั่นคลอนกรงขังล่องหนนี้ได้
กระบวนการสร้างความแตกแยกถูกขับเคลื่อนผ่านอภิมหาสงครามข้อมูลข่าวสารที่ผสานเทคโนโลยีทางกายภาพและชีวภาพเข้าด้วยกัน สื่อกระแสหลักที่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนในสมาคมลับ จะทำหน้าที่ฉายภาพความขัดแย้งและวิกฤตการณ์อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มการสื่อสารสมัยใหม่จะถูกปรับแต่งอย่างแนบเนียนเพื่อสร้าง สภาวะห้องสะท้อนเสียง (Echo Chambers) บีบให้ระบบคิดของมนุษย์ยอมรับข้อมูลแบบสองขั้วอย่างสุดโต่ง
กระตุ้นความเกลียดชังต่อผู้เห็นต่าง และผลักดันให้เกิดการเผชิญหน้าในเชิงอัตลักษณ์ ชาตินิยมลัทธิสงคราม หรือแม้กระทั่งความเห็นที่แตกแยกในวิกฤตการณ์สุขภาวะระบาดวิทยาที่จงใจประดิษฐ์ขึ้น
ความน่าสะพรึงกลัวขั้นสูงสุดของพิธีสารนี้ คือการแอบปล่อย คลื่นความถี่ต่ำมาก หรือคลื่นอีแอลเอฟ (ELF) จากสถานีส่งสัญญาณหลังฉาก คลื่นความถี่เลียนแบบเหล่านี้ จะพุ่งตรงเข้าแทรกแซงสารเคมีในสมองส่วนสัญชาตญาณหรือสมองส่วนเลื้อยคลาน (Reptilian Brain) ของมนุษย์
กระตุ้นให้เกิดความเครียดเรื้อรัง ความหวาดระแวงภัย และความต้องการปกป้องอาณาเขตอย่างบ้าคลั่ง ส่งผลให้ความสามารถในการเห็นอกเห็นใจและการคิดเชิงวิพากษ์ของมวลชนลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ มนุษย์จะเริ่มโจมตี ตราหน้า และทำลายล้างพวกเดียวกันเองผ่านโลกดิจิทัลและโลกจริงด้วยเรื่องอุดมการณ์สมมติที่ระบบประดิษฐ์ขึ้น
ผลลัพธ์ในยุทธศาสตร์ระยะยาวจึงเป็นไปตาม พิมพ์เขียวอวกาศ อย่างสมบูรณ์แบบ ตราบใดที่ประชากรโลกยังคงแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายและหลงเหลือแต่ความโกรธแค้น พลังงานและเวลาทั้งหมดในชีวิตของพวกเขาจะถูกใช้ไปกับการห้ำหั่นกันเอง แทนที่จะหันมาตั้งคำถามต่อความบิดเบี้ยวของระบบสถาบันการเงินหนี้สินรวมศูนย์หรือสถาบันเหนือรัฐบาล
ยิ่งไปกว่านั้น คลื่นสนามพลังงานลบอันหนาแน่นที่เกิดจากความคุ้มคลั่งหมู่ของมวลชน จะแปรสภาพเป็นพลังงานลูช (Loosh) ชั้นดี หลั่งไหลเข้าสู่สถานีเก็บเกี่ยวในเงามืด ค้ำจุนอำนาจของจักรวรรดิดราโกเนียนให้ดำเนินต่อไปอย่างเป็นนิรันดร์ โดยมีมนุษย์เป็นผู้คุมขังและบดขยี้เจตจำนงเสรีของพวกเดียวกันเองในคุกกระจกแห่งความลวงตาชิ้นนี้
บันทึกประวัติศาสตร์ฉบับ terran connection จึงสรุปได้อย่างชัดเจนว่า โลกยุคปัจจุบันมิได้ขับเคลื่อนด้วยเจตจำนงของมนุษยชาติทั้งหมด ทว่ากงล้อแห่งประวัติศาสตร์โลกกำลังหมุนไปตามการชักใยเบื้องหลังของจักรวรรดิดราโกเนียน เพื่อแปรสภาพดาวเคราะห์ดวงนี้ให้กลายเป็นคอกระบบปิดที่สมบูรณ์แบบ รอคอยการเก็บเกี่ยวทรัพยากรและพลังงานอย่างเบ็ดเสร็จในอนาคตอันใกล้
.
โฆษณา