Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
WAY
•
ติดตาม
20 พ.ค. เวลา 04:35 • ไลฟ์สไตล์
แพร่
เสียงกรรไกรที่ยังดังอยู่
เรื่องเล่าของ “ลุงสุวิทย์” ช่างตัดผมวัย 72 ปี ผู้ยืนอยู่หลังเก้าอี้มากว่า 50 ปี
ในเมืองแพร่ทุกวันนี้ ถ้าเราเดินผ่านถนนสายเก่า ๆ หลายสาย เราอาจไม่ทันสังเกตว่าอะไรบางอย่างกำลังค่อย ๆ หายไปอย่างเงียบ ๆ
ไม่ใช่ตึกเก่า ไม่ใช่บ้านไม้ ไม่ใช่ถนนสายเดิม
แต่เป็น “วิถีชีวิต” บางอย่างที่เคยอยู่คู่เมืองนี้มานาน
หนึ่งในนั้นคือ ร้านตัดผมชายแบบเก่า
ร้านเล็ก ๆ มีเก้าอี้ตัดผมตัวเดิม กระจกบานใหญ่ ปัตตาเลี่ยน กรรไกร หวี ผ้าคลุม และเสียงคุยกันเบา ๆ ระหว่างช่างกับลูกค้า
ร้านแบบนี้เมื่อก่อนมีอยู่แทบทุกย่าน
แต่วันนี้เหลือน้อยลงทุกที
ผมรู้จักร้านหนึ่งมาตั้งแต่วัยรุ่น
เดินเข้าร้านนี้ตั้งแต่ผมยังดำสนิท จนวันนี้ผมเริ่มมีสีขาวปนอยู่บนหัว
คนที่ยืนตัดผมให้ผมมาตลอดหลายสิบปี คือชายคนหนึ่งชื่อ ลุงสุวิทย์
วันนี้ลุงอายุ 72 ปีแล้ว
มือที่เคยจับกรรไกรคล่องแคล่วก็ยังจับอยู่
เพียงแต่แรงยืนทั้งวันคงไม่เหมือนเมื่อก่อน
ลูกค้าก็ไม่แน่นเหมือนสมัยหนุ่ม ๆ
ร้านตัดผมแบบเก่าก็ไม่ใช่ที่ที่เด็กวัยรุ่นสมัยนี้จะเลือกเดินเข้ามาเป็นอันดับแรกอีกต่อไป
วันหนึ่งลุงพูดขึ้นมาง่าย ๆ ว่า
“กะคิดอยากจะเลิกเหมือนกัน ได้วันละบ่กี่บาท พอซื้อกับข้าวกินไปวัน ๆ”
ประโยคนั้นฟังดูธรรมดา
แต่สำหรับคนที่ตัดผมมาทั้งชีวิต มันไม่ธรรมดาเลย
เพราะถ้าลุงเลิกตัดผม
ไม่ได้หายไปแค่ร้านหนึ่งร้าน
แต่เรื่องราวมากกว่า 50 ปีที่เคยเกิดขึ้นหลังเก้าอี้ตัดผมตัวนั้น ก็อาจค่อย ๆ เงียบหายไปพร้อมกัน
⸻
เด็กชายจากบ้านดอนดี
ลุงสุวิทย์เกิดที่ บ้านดอนดี จังหวัดแพร่ สมัยก่อนอยู่ในเขตตำบลนาจักร
ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย พ่อแม่ทำไร่ทำนา ใช้ชีวิตแบบชาวบ้านธรรมดา
ลุงเรียนหนังสือถึง ประถมสี่ ที่โรงเรียนบ้านดอนดี
แกยังจำได้ว่า ตอนนั้นสอบได้คะแนนพอดีเกณฑ์ ประมาณ 70 คะแนน ผ่านแบบเฉียด ๆ พอให้เรียนจบ
ถ้าชีวิตมีเงินมากกว่านั้น บางทีลุงอาจได้เรียนต่อในตัวเมืองแพร่
แต่สมัยนั้นการเรียนต่อไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับครอบครัวยากจน
“พ่อแม่ไม่มีเงินส่ง” ลุงเล่า
จบ ป.4 แล้วก็ต้องช่วยบ้าน
อายุ 14–15 ปี ยังเป็นเด็กเลี้ยงควาย
ชีวิตประจำวันไม่ได้ซับซ้อนอะไร ตื่นมา ทำงาน ช่วยพ่อแม่ อยู่กับท้องนา อยู่กับควาย อยู่กับแดด อยู่กับฝน
พอมองย้อนกลับไป ลุงไม่ได้เล่าด้วยน้ำเสียงเศร้า
กลับพูดสั้น ๆ ว่า
“กะม่วนดี”
บางทีวัยเด็กของคนรุ่นนั้น อาจไม่มีของเล่นมากมาย ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต
แต่มีท้องนา มีเพื่อน มีควาย มีลำห้วย มีเสียงผู้ใหญ่เรียกกลับบ้าน
และมีชีวิตที่เหนื่อย แต่ไม่วุ่นวาย
ค่าแรงวันละ 8 บาท
พออายุราว 17–18 ปี ลุงเข้ามาทำงานก่อสร้างในตัวเมืองแพร่
ค่าแรงวันละ 8 บาท
ถ้าฟังด้วยหูของคนยุคนี้ 8 บาทอาจซื้ออะไรแทบไม่ได้
แต่ในวันนั้น มันคือค่าแรงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เข้ามาหาโอกาสในตัวเมือง
ชีวิตคงไม่ได้ง่าย
แต่ลุงไม่ได้เล่าแบบน้อยใจ
เหมือนกับว่าความลำบากเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ไม่ใช่เรื่องต้องเอามาฟูมฟาย
ทำก่อสร้างอยู่ไม่นาน ชีวิตของลุงก็เริ่มเลี้ยวไปอีกทาง
เป็นทางที่ไม่มีใครรู้ว่า วันหนึ่งมันจะกลายเป็นอาชีพที่อยู่กับแกไปตลอดชีวิต
อายุประมาณ 19 ปี ลุงไปเรียนตัดผม
ร้านที่ลุงไปเรียนชื่อ ร้านทรงประเสริฐ แถวสันเมืองหลวง
มีคนไปเรียนด้วยกันประมาณ 8 คน
แต่สุดท้ายคนที่เรียนจนเป็นช่างจริง ๆ เหลือแค่ 2 คน
การเรียนตัดผมสมัยนั้นไม่เหมือนคอร์สสั้น ๆ ในห้องแอร์
มันคือการเข้าไปอยู่กับร้านจริง ดูของจริง ฝึกของจริง
ยืนดูช่างรุ่นพี่จับกรรไกร ฟังเสียงปัตตาเลี่ยน สังเกตทรงผมลูกค้า จำให้ได้ว่าหัวแบบไหนต้องตัดอย่างไร
เรียนอยู่ประมาณ 10 เดือน
ลุงก็ถูกส่งออกไปอยู่ร้านตัดผมอีกแห่งหนึ่งแถวสี่แยกโรงพักอำเภอเมืองแพร่
ตรงนั้นเมื่อก่อนยังมีเรือนไม้ มีร้านตัดผม มีชีวิตของเมืองเก่า
วันนี้หลายอย่างเปลี่ยนไปแล้ว พื้นที่เดิมกลายเป็นที่จอดรถของธนาคารออมสิน
แต่ในความทรงจำของลุง ที่นั่นคือหนึ่งในจุดเริ่มต้นของชีวิตช่างตัดผม
หัวละ 4 บาท
สมัยลุงเป็นช่างใหม่ ๆ
ค่าตัดผมผู้ใหญ่หัวละ 4 บาท
นักเรียนป่าไม้ลดให้เหลือ 3 บาท เพราะมากันเยอะ
เด็กเล็กคิด 2 บาท
ฟังดูเป็นเงินน้อย
แต่ถ้าวันหนึ่งมีลูกค้าหลายสิบหัว เงินเล็ก ๆ เหล่านี้ก็กลายเป็นรายได้ที่เลี้ยงชีวิตได้
ตอนยังไม่ได้เปิดร้านเอง ลุงอยู่ในระบบแบ่งเปอร์เซ็นต์
ถ้าหาได้ 100 บาท เจ้าของร้านเอา 40 บาท ช่างได้ 60 บาท
เป็นระบบง่าย ๆ ตามแบบร้านตัดผมยุคนั้น
ลุงเล่าว่า ร้านตัดผมสมัยก่อนสนุก
ร้านหนึ่งมีช่างสองสามคน มีลูกค้าเข้ามาเรื่อย ๆ
บางคนมานั่งรอตัด บางคนมานั่งคุย
บางคนไม่ได้รีบไปไหน แค่เดินเข้ามาในร้านก็เหมือนเข้ามาเจอเพื่อน
ร้านตัดผมในยุคนั้นจึงไม่ใช่แค่สถานที่ตัดผม
แต่มันคือ ศูนย์ข่าวขนาดเล็กของเมือง
ใครย้ายบ้าน ใครได้งาน ใครแต่งงาน ใครเสีย ใครซื้อรถ ใครลงเลือกตั้ง ใครทำสวนทุเรียน ใครถูกหวย ใครไม่ถูกหวย
เรื่องพวกนี้มักไหลผ่านร้านตัดผมเสมอ
คนตัดผมจึงเป็นอาชีพที่ได้ฟังชีวิตคนอื่นมากกว่าที่หลายคนคิด
จากร้านหนึ่งไปอีกร้านหนึ่ง
ชีวิตช่างตัดผมของลุงสุวิทย์ไม่ได้อยู่ที่เดียวตั้งแต่ต้น
แต่ค่อย ๆ ย้าย ค่อย ๆ เติบโตไปตามจังหวะชีวิต
จากร้านแรกแถวสี่แยกโรงพัก ลุงอยู่ประมาณ 4 ปี
จากนั้นไปอยู่ร้าน ละม่อมเกศา แถวเจริญเมือง
ต่อมาอยู่ร้าน รื่นรมบาร์เบอร์ แถวเจริญเมืองเช่นกัน
ช่วงปี 2516 ถึง 2526 ลุงอยู่แถวนั้นนานถึง 10 ปี
เป็นช่วงวัยหนุ่ม เป็นช่วงที่ทำงานสนุก ได้เงินก็ใช้ชีวิตแบบหนุ่ม ๆ
ลุงพูดถึงวันเก่า ๆ ด้วยรอยยิ้ม
“สมัยก่อนม่วนกว่านี้”
หลังจากนั้นลุงย้ายไปเปิดร้านแถวข้างวัดต้นธง
อยู่ที่นั่นยาวนานประมาณ 20 ปี
ปี 2546 ย้ายมาอยู่แถวแพร่การแว่นอีก 3 ปี 8 เดือน
จากนั้นย้ายไปฝั่งตรงข้ามติดกับคลินิกหมอสุรพล อยู่ตรงนั้นอีก 14 ปี
จนกระทั่งปีที่โควิดเริ่มระบาด
ลุงย้ายมาเปิดร้านฝั่งตรงข้าม
วันที่ 13 เมษายน ปีนั้นพอดี
เหตุผลที่ย้ายก็เรียบง่ายมาก
ร้านเดิมค่าเช่า 6,000 บาท
ร้านใหม่ค่าเช่า 4,000 บาท
สำหรับคนทำมาหากินรายวัน ตัวเลข 2,000 บาทต่อเดือน ไม่ใช่น้อย
ยิ่งในวัยที่รายได้เริ่มลดลง การเลือกที่อยู่ที่พอดีกับกำลังตัวเองจึงสำคัญมาก
วันที่ตัดผมได้วันละพัน
ถ้าถามว่าตลอดชีวิตช่างตัดผม รายได้เคยดีไหม
ลุงตอบว่าเคยดี
ช่วงประมาณปี 2550 รายได้วันหนึ่งอาจได้ 1,000–2,000 บาท
ค่าตัดผมตอนนั้นอาจอยู่ราว 20–40 บาท
แต่ลูกค้ามาก วันหนึ่งตัดหลายหัว รายได้ก็ไหลเข้ามาเรื่อย ๆ
ไปไหนมาไหนก็เจอลูกค้า
ทั้งในเมือง ทั้งบ้านนอก
บางคนเข้ามาทัก บางคนจำลุงได้
ลูกค้าบางคนเป็นครู เป็นผู้อำนวยการ เป็นคนใหญ่คนโตในเมือง
บางคนเป็นชาวบ้านธรรมดา
บางคนมาตัดผมตั้งแต่เป็นหนุ่ม จนแก่ไปด้วยกัน
ลูกค้าหนึ่งคนในร้านตัดผมไม่ได้เป็นแค่ “หนึ่งหัว”
แต่เป็นหนึ่งเรื่องราว
หนึ่งครอบครัว
หนึ่งช่วงชีวิตที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป
ตลอด 50 กว่าปี ลุงคงเจอลูกค้าไม่ต่ำกว่าหมื่นคน
บางคนตัดครั้งเดียว บางคนตัดทั้งชีวิต
บางคนลุงจำชื่อได้ บางคนจำหน้าได้
บางคนไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่นั่งลงบนเก้าอี้ ลุงก็รู้แล้วว่าจะตัดทรงไหน
นี่แหละเสน่ห์ของช่างตัดผมรุ่นเก่า
ไม่ต้องมีระบบจองคิว ไม่ต้องมีแอป ไม่ต้องมีประวัติลูกค้าในคอมพิวเตอร์
แต่ใช้ความจำ ใช้ความคุ้นเคย และใช้หัวใจทำงาน
⸻
บทเรียนสำคัญที่สุด: ไม่เป็นหนี้
เมื่อถามลุงว่า ตลอดชีวิตมีเรื่องอะไรประทับใจที่สุด
คำตอบของแกไม่ได้เป็นเรื่องลูกค้าคนดัง
ไม่ได้เป็นเรื่องได้เงินก้อนใหญ่
ไม่ได้เป็นเรื่องซื้อรถ หรือเปิดร้านของตัวเอง
ลุงตอบว่า
“ประทับใจที่ตัวเองไม่เคยเป็นหนี้ใคร”
ประโยคนี้สั้นมาก
แต่หนักมาก
ลุงเล่าว่า สมัยก่อนมีพนักงานซิงเกอร์มาเสนอขายทีวี
บอกว่าไม่มีเงินสักบาทก็เอาทีวีไปก่อนได้ แล้วค่อยผ่อน
ทีวี 14 นิ้วในยุคนั้นคือของใหญ่
ถ้ามีในบ้านก็ถือว่าโก้ไม่น้อย
แต่ลุงไม่เอา
เหตุผลของแกง่ายมาก
“เดือนนี้ส่งได้ เดือนหน้าถ้าไม่ได้ส่งจะทำยังไง”
นี่คือความคิดของคนที่รู้กำลังตัวเอง
ไม่ใช่ไม่อยากได้
แต่ไม่อยากเอาชีวิตไปผูกกับหนี้ที่ตัวเองไม่มั่นใจว่าจะจ่ายไหว
ลุงค่อย ๆ เก็บเงิน
เมื่อมีเงินสดพอ จึงซื้อทีวี 14 นิ้ว ราคา 7,000 กว่าบาท
แล้วค่อยซื้อของอย่างอื่นตามมา เช่น ตู้เย็น มอเตอร์ไซค์ซูซูกิราคา 18,000 บาท
ทุกอย่างมาจากการค่อย ๆ เก็บ
ไม่ได้รีบ ไม่ได้อยากใหญ่ ไม่ได้แข่งกับใคร
ลุงบอกว่าตัวเอง “เป็นคนใจไม่ใหญ่”
คำนี้ฟังเหมือนพูดเล่น แต่จริง ๆ คือปรัชญาชีวิต
ไม่ใจใหญ่เกินฐานะ
ไม่ใช้เงินเกินตัว
ไม่อยากได้จนลืมคิด
ไม่เอาของวันนี้ไปแลกความเดือดร้อนวันหน้า
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ลุงบอกว่า ชีวิตที่ผ่านมา “ไม่มีเรื่องทุกข์ใจมาก”
เพราะคนที่ไม่เป็นหนี้ใคร ย่อมนอนหลับง่ายกว่าคนที่มีภาระทับอยู่บนอก
⸻
ความสูญเสียที่พูดด้วยเสียงเรียบ
ชีวิตของลุงไม่ได้มีแต่เรื่องสบาย
แกมีลูกชายหนึ่งคน
ลูกชายเคยเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
แต่ต่อมาเสียชีวิตด้วยโรคภูมิแพ้
ภรรยาของลุงก็เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน
เรื่องแบบนี้สำหรับคนฟังอาจสะเทือนใจ
แต่ลุงเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
ไม่ใช่เพราะไม่รู้สึก
แต่อาจเพราะคนรุ่นลุงผ่านความเจ็บปวดมาแบบไม่ค่อยพูดออกมาเป็นคำ
วันนี้ลุงมีคู่ชีวิตใหม่
อยู่ด้วยกันมาหลายปี
“ถ้าไม่เอาก็ต้องอยู่คนเดียว เหงา” ลุงว่า
ประโยคนี้เรียบง่ายอีกแล้ว
แต่จริงมาก
ในวัย 72 ปี เงินอาจสำคัญ
สุขภาพอาจสำคัญ
แต่การมีใครสักคนอยู่ด้วยในบ้าน มีคนกินข้าวด้วย มีคนพูดด้วย มีคนให้คิดถึง
ก็สำคัญไม่แพ้กัน
ชีวิตคนเรา บางช่วงอาจต้องการความรักแบบหวือหวา
แต่ในวัยหนึ่ง ความรักอาจเหลือเพียงการพึ่งพาอาศัยกัน
ไม่ต้องพูดมาก แค่อยู่ด้วยกันก็พอ
⸻
เมืองแพร่ที่เปลี่ยนไปนิดเดียว แต่คนเปลี่ยนไปมาก
เมื่อถามว่าอยู่เมืองแพร่มาตั้งแต่เด็กจนถึงวันนี้ เห็นอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง
ลุงนิ่งคิด แล้วตอบว่า
“ก็เหมือนเดิม”
ฟังเผิน ๆ อาจเหมือนไม่มีอะไร
แต่สำหรับคนอยู่เมืองเล็ก คำว่า “เหมือนเดิม” อาจมีความหมายลึกกว่านั้น
ถนนบางสายเปลี่ยน
เสาไฟฟ้าไม้กลายเป็นเสาไฟฟ้าใหม่
ตึกบางหลังถูกรื้อ
ร้านบางร้านหายไป
แต่จังหวะของเมืองแพร่ยังค่อย ๆ เดินแบบเดิม
ที่เปลี่ยนชัดกว่าเมือง คือคน
เด็กสมัยใหม่ไม่ค่อยเข้าร้านตัดผมแบบลุงแล้ว
เขาไปร้านสมัยใหม่ ร้านที่มีดีไซน์ มีเพลง มีช่างรุ่นใหม่ มีทรงผมตามแฟชั่น
ร้านแบบลุงจึงเหลือลูกค้ากลุ่มเดิม ลูกค้าเก่า คนสูงวัย คนที่ยังชอบความเรียบง่าย
ลุงไม่ได้ตำหนิเด็กสมัยใหม่
ไม่ได้บ่นว่าโลกเปลี่ยน
เพียงแต่ยอมรับว่า “มันเป็นอย่างนี้แล้ว”
นี่คือความจริงของหลายอาชีพ
ไม่ได้หายไปเพราะมันไม่ดี
แต่มันหายไปเพราะโลกเดินไปอีกทาง
⸻
ร้านตัดผม: ที่รวมข่าวของเมือง
ระหว่างตัดผม มีลูกค้าเก่าเดินเข้ามา
ลุงทักอย่างคุ้นเคย ถามเรื่องหวย ถามเรื่องเสียเงินไปเท่าไหร่ แล้วหัวเราะด้วยกัน
จากนั้นบทสนทนาก็ไหลไปเรื่องโน้นเรื่องนี้
เรื่องผู้ใหญ่บ้าน กำนัน การเมืองท้องถิ่น
เรื่องคนปลูกทุเรียน ลงทุนไปเป็นล้านแล้วยังไม่เห็นผล
เรื่องจังหวัดอื่นปลูกได้หรือไม่ได้
เรื่องความเหนื่อยของคนอยากเป็นผู้นำชุมชน
เรื่องเงิน เรื่องงาน เรื่องชีวิต
นี่คือภาพที่ทำให้เข้าใจว่า ร้านตัดผมไม่เคยเป็นแค่ร้านตัดผม
ในร้านเล็ก ๆ มีข่าวสาร มีความคิดเห็น มีเสียงหัวเราะ มีคำบ่น มีเรื่องชาวบ้าน มีการเมือง มีเศรษฐกิจ มีชีวิตจริงปะปนกันอยู่
ช่างตัดผมยืนอยู่ตรงกลาง
มือหนึ่งจับกรรไกร
อีกหูหนึ่งฟังโลกทั้งใบที่ลูกค้านำเข้ามาเล่า
ถ้าร้านกาแฟคือที่นั่งคุยของคนรุ่นใหม่
ร้านตัดผมเก่า ๆ ก็คือ “สภากาแฟ” ของคนรุ่นก่อน
เพียงแต่แทนที่จะมีแก้วกาแฟอยู่บนโต๊ะ
ที่นี่มีผ้าคลุมอยู่บนไหล่ และเสียงกรรไกรดังแทรกระหว่างบทสนทนา
ไม่อยากให้ลูกหลานเป็นช่างตัดผม
เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึงลูกหลานไหม
ลุงตอบว่า เรื่องอาชีพตัดผมนี้ ไม่ค่อยอยากให้ลูกหลานทำแล้ว
อยากให้ไปหางานเงินเดือน ทำอย่างอื่นที่มั่นคงกว่า
คำตอบนี้อาจฟังขัดกับชีวิตของแก
เพราะอาชีพตัดผมเลี้ยงลุงมาทั้งชีวิต
ทำให้ไม่เป็นหนี้
ทำให้สร้างตัวได้
ทำให้มีรถ มีบ้าน มีชีวิตพออยู่ได้
แต่ลุงรู้ดีว่าโลกวันนี้ไม่เหมือนเดิม
ลูกค้าน้อยลง ค่าเช่าแพงขึ้น เด็กเข้าร้านน้อยลง การยืนทั้งวันไม่ง่ายเมื่ออายุมาก
อาชีพที่เคยเลี้ยงชีวิตคนรุ่นหนึ่ง อาจไม่ใช่อาชีพที่มั่นคงสำหรับคนอีกรุ่น
แต่ถ้าถามถึงคำแนะนำสำหรับชีวิต
ลุงพูดง่าย ๆ ว่า
ให้ตั้งใจทำงาน
จะรับราชการก็ขอให้ตั้งใจ
จะทำงานอะไรก็อย่านอกลู่นอกทาง
สุดท้ายชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีความสุข
คำพูดของลุงไม่ได้สวยหรู
ไม่ได้เป็นคำคมแบบที่แชร์กันในอินเทอร์เน็ต
แต่เป็นคำพูดของคนที่ทำงานด้วยสองมือมาตลอดชีวิต
และบางที คำสอนที่ดีที่สุดก็ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน
⸻
คนลูกทุ่งที่ไม่ดุ ไม่หาเรื่องใคร
ลุงบอกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดุ
ไม่ “ซวก” ใคร ในความหมายแบบภาษาเหนือ คือไม่ไปหาเรื่อง ไม่ไปวุ่นวายกับใคร
เป็นคนลูกทุ่ง พูดเรื่องสังคมใหญ่ ๆ ไม่ค่อยเป็น
เพราะเรียนมาน้อย
แต่การเรียนมาน้อยไม่ได้แปลว่าชีวิตรู้น้อย
คนที่ยืนตัดผมมามากกว่า 50 ปี
ฟังคนมาทั้งเมือง
เห็นลูกค้าจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ จากผู้ใหญ่เป็นคนแก่
เห็นเศรษฐกิจดีและแย่
เห็นค่าตัดผมจากหัวละ 4 บาทมาเป็น 80 บาท
เห็นร้านเก่า ๆ หายไป
เห็นถนนเปลี่ยน
เห็นเมืองแพร่เดินช้า ๆ มาครึ่งศตวรรษ
คนแบบนี้อาจไม่ได้พูดเก่ง
แต่ชีวิตของเขาคือหนังสือเล่มหนึ่ง
เพียงแต่ต้องมีใครสักคนค่อย ๆ เปิดอ่าน
⸻
บ่ายสามก็พอแล้ว
ทุกวันนี้ลุงเปิดร้าน ทำไปวัน ๆ
บางวันได้ 400–500 บาท
พอซื้อกับข้าว พอใช้ชีวิต
บ่ายสามก็ปิดร้าน
แกขับรถเก๋งวีออสกลับบ้าน
เมื่อก่อนเคยใช้ปิกอัพหลายคัน
คันแรกเป็นโตโยต้ารุ่นเก่า ราคา 120,000 บาท ซื้อต่อจากคนรู้จัก
ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นฮีโน่ ดีเซล ราคา 190,000 บาท
แล้วก็ไมตี้เอ็กซ์ ราคา 230,000 บาท
รถทุกคันเป็นรถเก่า แต่ก็พาแกไปไหนมาไหนได้ตามกำลัง
พอแก่ตัว รถเก๋งขับสบายกว่า
พวงมาลัยเบากว่า
ชีวิตก็ต้องเลือกสิ่งที่เหมาะกับวัย เหมาะกับแรง เหมาะกับตัวเอง
เหมือนทุกอย่างในชีวิตลุง
ไม่ใหญ่โต
แต่พอดี
⸻
วันที่เสียงกรรไกรอาจเงียบลง
ตอนผมนั่งให้ลุงตัดผม
เสียงปัตตาเลี่ยนดังขึ้นเหมือนทุกครั้ง
กรรไกรยังขยับ
หวียังอยู่ในมือ
ผ้าคลุมยังคลุมอยู่บนตัวผมเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน
แต่ครั้งนี้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม
เพราะผมรู้ว่า วันหนึ่งเสียงนี้อาจเงียบลง
ร้านนี้อาจปิด
เก้าอี้ตัวนี้อาจไม่มีใครนั่ง
กระจกบานนี้อาจไม่ได้สะท้อนใบหน้าของลูกค้าเก่า ๆ อีกต่อไป
คนรุ่นใหม่อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เคยมีช่างตัดผมคนหนึ่งในเมืองแพร่
ที่ยืนอยู่หลังเก้าอี้ตัวเดิมมากว่า 50 ปี
ตัดผมให้คนมาแล้วนับไม่ถ้วน
ใช้ชีวิตอย่างไม่เป็นหนี้
ไม่ใจใหญ่เกินตัว
ไม่คุยโต
ไม่โทษใคร
ไม่บ่นโลกเปลี่ยน
เพียงแค่ทำงานของตัวเองไปวัน ๆ อย่างซื่อสัตย์
ลุงสุวิทย์อาจไม่ได้เป็นคนมีชื่อเสียง
ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โต
ไม่ได้สร้างตึกสูง
ไม่ได้พูดประโยคคม ๆ ให้ใครจดจำ
แต่แกเป็นคนแบบที่เมืองเล็ก ๆ ต้องมี
คนธรรมดาที่ทำให้อาชีพหนึ่งมีชีวิต
ทำให้ถนนสายหนึ่งมีความทรงจำ
ทำให้ลูกค้าหลายรุ่นมีที่นั่ง มีคนฟัง มีคนตัดผมให้
และบางที เรื่องราวของคนธรรมดาแบบนี้แหละ
คือเรื่องที่ควรถูกบันทึกไว้มากที่สุด
เพราะเมื่อวันหนึ่งร้านตัดผมเก่า ๆ หายไปจากเมือง
เราจะได้ยังจำได้ว่า
ครั้งหนึ่ง เมืองแพร่เคยมีเสียงกรรไกรแบบนี้
เคยมีร้านแบบนี้
และเคยมีชายคนหนึ่งชื่อ สุวิทย์
ที่ใช้ทั้งชีวิตยืนอยู่หลังเก้าอี้ตัดผม
เงียบ ๆ
เรียบ ๆ
แต่มั่นคงอย่างน่าภูมิใจ
ไม่เป็นหนี้ใคร: บทเรียนจากเก้าอี้ตัดผม
ท่องเที่ยวlocalthailand
ธุรกิจ
ประวัติศาสตร์
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย