20 พ.ค. เวลา 10:16 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

เหินฟ้าไปกับ F-16 ตาคลี

"การขึ้นบินกับเครื่องบิน F-16 ทำให้ผมรู้สึกและเข้าใจว่านักรบทางอากาศ หรือนักบิน ไม่ได้ทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ง่าย ถือเป็นการทำงานที่ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง ความพร้อมของของผู้ที่ปฎิบัติการทางอากาศต้องมีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ ความรู้ ทักษะ ความชำนาญ"
"ผมเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนทุกท่านสามารถมั่นใจกับความพร้อม ศักยภาพ ความเป็นมืออาชีพ ของกองทัพอากาศ และเชื่อมั่นว่ากองทัพอากาศไทยจะเป็นกองทัพตามคำขวัญที่ได้ตั้งไว้คือ "Unbeatable Air Force" (กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ) อย่างสมบูรณ์"
พลอากาศเอก อุกฤษณ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
"แม้เครื่องบินสมรรถนะสูงและยุทโธปกรณ์จะมีมูลค่าสูง แต่สิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่งกว่าคือ นักบินและกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า ซึ่งประชาชนชาวไทยทั้งประเทศได้ฝากความหวังและความเชื่อมั่นไว้ในการดูแลอธิปไตยที่หวงแหน และกำลังพลกองทัพอากาศไม่เคยทำให้คนไทยต้องผิดหวังจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นและเป็นมืออาชีพ"
พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
"กว่าจะเป็นนักบิน F-16 ที่พร้อมใช้อาวุธจริงได้ต้องใช้เวลาฝึกฝนนับ 10 ปี และต้องรักษามาตรฐานการบินภายใต้แรงกดดันมหาศาลและแรง G สูงถึง 9G ซึ่งหากร่างกายไม่ฟิตหรือหายใจผิดจังหวะอาจเกิดอาการหมดสติซึ่งภาษานักบินเรียกว่า G-LOC"
พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี
ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ
ภายในห้องนักบินเอฟ-16
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ช่วงนี้ผู้เขียนจะลงแต่เรื่องการบินเป็นประจำซึ่งก็มีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่องที่จะนำมาเล่า ในบทความก่อนหน้าท่านผู้อ่านจะเห็นว่าผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องราวระเบิด KGGB ที่นำมาติดตั้งกับ F-16 แล้ววันนี้จะมาเล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับ F-16 อีกละฮะ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมือวานนี้นี่เองครับ
วันนี้ทุกท่านจะได้เห็นความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีในวันที่พลอากาศเอก อุกฤษณ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพร้อมด้วยผู้บัญชาการทหารอากาศและคณะตรวจเยี่ยมฝูงบิน F-16MLU สำหรับประวัติของเครื่องบินแบบนี้ผู้เขียนก็นำเสนอไปหลายครั้งแล้ว วันนี้เนื้อเรื่องหลักจะอยู่ที่ถิ่นจงอางเสียมากกว่า เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ
วันที่ 19 พฤษภาคมพ.ศ.2569 ที่กองบิน 4 อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ กลายเป็นที่จับตามองของคนไทยทั้งประเทศเมื่อ พลอากาศเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ตัดสินใจขึ้นทำการบินร่วมกับเครื่องบินขับไล่ F-16MLU ในตำแหน่งนักบินที่ 2 โดยมีนาวาอากาศโท ชานนท์ สัตยะยุกต์ ผู้บังคับฝูงบิน 403 ทำหน้าที่เป็นนักบินที่ 1
การบินครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตรวจเยี่ยมปกติ แต่เป็นขึ้นทำการบินจำลองยุทธวิธีบริเวณชายแดนตะวันตกนานถึง 1 ชั่วโมง เพื่อส่งสัญญาณชัดเจนถึงความพร้อมรบและความเป็นหนึ่งเดียวของกองทัพไทย ในการพิทักษ์อธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ
F-16 ฝูงบิน 403 พร้อมสัญลักษณ์รูปงูจงอางที่แพนหางดิ่ง
แต่หากใครคิดว่านี่เป็นเพียงการโชว์สมรรถนะในยามสงบ คงต้องย้อนภาพกลับไปในสมรภูมิจริงที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นว่าศัตรูที่เคยประเมินกองทัพไทยต่ำไปนั้นรู้จักเราน้อยไปจริงๆ การออกปฏิบัติการทางทหารใยุทธการศตวรรษด้วยการโจมตีทางอากาศอันแม่นยำดุจจับวาง ในเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา F-16 ได้ทำหน้าที่เป็น "Game Changer" หรือตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญ
ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามระดมยิงปืนใหญ่และจรวด BM21 เข้าใส่พื้นที่พลเรือนไทย กองทัพอากาศได้ส่งฝูงเหยี่ยวพิฆาตเข้าตอบโต้อย่างเด็ดขาด เป้าหมายคือทำลายคลังเก็บอาวุธหนักและจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางการทหาร สิ่งที่น่าทึ่งคือความสามารถในการทำลายล้างที่เลือกพิกัดได้แม่นยำโดยไม่ส่งผลกระทบต่อพลเรือน ราวกับหมอใช้มีดผ่าตัดผู้ป่วยโดยไม่กระทบส่วนสำคัญของร่างกาย
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการทิ้งระเบิดทำลาย สะพานโอร์จีก ซึ่งนักบินไทยตัดสินใจโจมตีแบบเฉพาะเจาะจงให้สะพานแหว่งเพียงครึ่งเดียว เพื่อตัดทางไม่ให้รถถังข้ามได้ แต่ยังเหลือพื้นที่ให้พลเรือนเดินเท้าสัญจรได้ตามหลักมนุษยธรรม
นี่คือการพิสูจน์ว่า F-16 ไม่ใช่แค่เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดเล็กที่สามารถทิ้งระเบิดปูพรมได้ แต่เป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่แยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารและผู้บริสุทธิ์ได้อย่างเด็ดขาด
F-16MLU ไม่ใช่เครื่องบินรบธรรมดาแต่เป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5
หนึ่งในทีเด็ดของการโจมตีอันแม่นยำด้วย F-16MLU นี้มาจากการทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ (Laser-Guided Bomb : LGB) ซึ่งเป็นอาวุธถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเปลี่ยนระเบิดยุคสงครามเย็นที่ไม่มีระบบนำวิถีและตกตามแรงโน้มถ่วง ให้กลายเป็นอาวุธฉลาดที่สามารถบังคับทิศทางไปยังเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
การพัฒนาอาวุธชนิดนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายเป้าหมายทางทหารที่สำคัญ และลดความเสียหายข้างเคียงหรือ Collateral Damage ต่อพลเรือนหรือพื้นที่รอบข้างตามกฎการใช้กำลังที่กองทัพทั่วโลกยึดถือ
ระเบิดชนิดมีจุดเด่นอะไรบ้าง เริ่มจากครีบบังคับทิศทาง การติดตั้งครีบที่ทำจากวัสดุผสมซึ่งควบคุมด้วยเฟืองภายใน เพื่อใช้ในการปรับทิศทางของระเบิดขณะแหวกอากาศ ในขณะที่ส่วนหน้าของระเบิดจะติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณแสงเลเซอร์ เพื่อทำหน้าที่มองหาลำแสงเลเซอร์ที่สะท้อนมาจากเป้าหมาย
แต่ท่านอย่าลืมว่าระเบิดชนิดนี้ไม่มีระบบขับเคลื่อน (Propulsion) ระเบิดแบบนี้จะใช้อากาศพลศาสตร์และการขยับครีบเพื่อเปลี่ยนทิศทางขณะร่วงลงสู่พื้น เปรียบได้กับนักกระโดดร่มที่ใช้การขยับแขนขาเพื่อปรับทิศทางร่างกายกลางอากาศ
เพื่อให้ระเบิดพุ่งเข้าหาเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ จำเป็นต้องมีกระเปาะชี้เป้าด้วยเลเซอร์ซึ่งกองทัพอากาศไทยมีขีดความสามารถในการใช้งาน 2 แบบ ในการชี้เป้าจากกระเปาะเครื่องบินขับไล่ F-16MLU จะใช้กระเปาะชี้เป้า Sniper ATP ล็อกเป้าหมาย ส่วนภาคพื้นดินจะเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษ Combat Control Team หรือตัวย่อที่คุ้นเคยกันดีคือ CCT จะแฝงตัวเข้าไปชี้เป้าด้วยอุปกรณ์ PLDR3 ได้จากระยะไกลสุดถึง 8 กิโลเมตร
ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดและคณะเยือนกองบิน 4 ตาคลี
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นระบบสามารถกำหนดรหัสแสงเลเซอร์ที่แตกต่างกัน ทำให้นักบินสามารถโจมตีเป้าหมายหลายพิกัดพร้อมกันได้ เมื่อมีการล็อกเป้า F-16MLU แล้วจะหย่อนไข่ใส่ฐานข้าศึก โดยที่ไม่เกิดการกวนสัญญาณกันเอง
ทุกท่านทราบดีว่า F-16MLU ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีทุกเครื่องได้ผ่านโครงการ Mid-Life Upgrade (MLU) ซึ่งเป็นการยกระดับระบบเอวิโอนิกส์และอาวุธให้ทันสมัยเทียบเท่ากับเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 เช่น F-15SG , F-16C/D Block 50/52 ของกองทัพอากาศสิงคโปร์หรือสามารถรับมือกับ MiG-29 ของกองทัพอากาศพม่าได้
ทำให้เครื่องบินขับไล่ในฝูงจงอางเวหานี้มีความแตกต่างจาก F-16 ฝูงอื่นๆ ที่ไม่ได้อัปเกรด โดยสามารถใช้ระบบอาวุธที่ซับซ้อนและทันสมัยได้เต็มประสิทธิภาพ
F-16MLU ฝูงบิน 403 เน้นภารกิจโจมตีกลางคืนและโจมตีทางลึก โดยติดตั้งกระเปาะชี้เป้า Sniper ATP
ซึ่งช่วยให้นักบินสามารถตรวจจับเป้าหมายได้จากระยะไกลและทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ได้อย่างแม่นยำระดับหลักเมตร ขีดความสามารถที่โดดเด่นคือการใช้กระเปาะชี้เป้า Sniper ATP ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้พร้อมกันถึง 4 เป้าหมายในการบินผ่านเพียงครั้งเดียว
การเป็น "Game Changer" ในสมรภูมิจริงของ F-16MLU จากเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาในปี 68 ถือว่าน่าเกรงขามและดุดันสมกับสโลแกนที่ว่า "ดุดัน! ไม่เกรงใจใคร! ต้อง F-16 กองทัพอากาศไทยเท่านั้น!"
เรียงจากซ้ายไปขวา พลอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์ "Hollywood" ผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ , พลอากาศเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ "UK Biker" ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลอากาศเอก อนุรักษ์ รมณารักษ์ "Jedi" เสนาธิการทหารอากาศ
โดยนักบินฝูงบิน 403 "Cobra" สามารถทิ้งระเบิดทำลายคลังอาวุธหนักและจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพื้นที่ชุมชนได้อย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อลดความสูญเสียของพลเรือนตามหลักมนุษยธรรม เช่น การทำลายสะพานโอร์จีกเพียงครึ่งเดียวเพื่อตัดทางรถถัง และ BM-21 แต่ยังให้ประชาชนสัญจรได้หรือการทำลายค่ายทหารโดยไม่มีผลข้างเคียงต่อประชาชน
แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าในอดีตกองทัพอากาศไทยเคยมีฝูงบินขับไล่ที่ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ F-16 ถึง 3 ฝูงบิน แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงอย่างมาก เมื่อท่านโฆษกกองทัพอากาศเปิดเผยว่ามีแผนที่จะทยอยปลดประจำการ F-16 ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชในปี พ.ศ. 2571
ซึ่งจะทำให้ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์กลายเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของเครื่องบินขับไล่ F-16 ในประเทศไทยที่ยังคงประจำการอยู่เคียงคู่กับฝูงบิน Gripen ทั้ง 2 ฝูงจนกว่าจะถึงกำหนดปลดประจำการตามอายุการใช้งาน
ปัจจุบันจะเห็นว่ามีการขึ้นบินและลงจอดของเครื่องบินขับไล่ F-16MLU ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี ไปปฏิบัติภารกิจให้มีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ แน่นอนว่านักบิน F-16 ฝูงบิน 403 ที่ผ่านการฝึกมาแล้วตั้งแต่เป็นเรืออากาศโทจนถึงนาวาอากาศเอกมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดยืน Action กับ F-16
เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์จริงและยุทธศาสตร์ของกองทัพอากาศไทยได้ด้วยความรวดเร็วและเป็นมืออาชีพ สำหรับการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องในยามปกติ นักบิน Viper แห่งกองบิน 4 ตาคลีรักษามาตรฐานการบินและเตรียมความพร้อมรบอยู่เสมอ โดยยึดหลักฝึกให้เหมือนรบและรบให้เหมือนฝึก
นอกจากการฝึกซ้อมรบทางอากาศและโจมตีทิ้งระเบิดในฐานะเครื่องบินทิ้งระเบิด Size Mini แล้ว F-16MLU ยังมีภารกิจบินลาดตระเวนรบทางอากาศหรือ Combat Air Patrol เพื่อประกาศอธิปไตยเหนือเขตน่านฟ้าไทย โดยเฉพาะในยามที่มีสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดน
สูงขึ้นไปจากพื้นดิน F-16AM/BM eMLU บินอยู่ที่ความมากกว่า 10,000 ฟุตถึง 40,000 ฟุต การบินแต่ละครั้งไม่ใช่ต้องการจะรุกรานอธิปไตยใคร นักบินฝูงบิน 403 ที่ทำการควบคุม เครื่องบินขับไล่ F-16 ไปในอากาศต่างรู้ดีว่า พวกเขากำลังทำเพื่อส่งสัญญาณถึงความพร้อมรบและความเป็นหนึ่งเดียวของกองทัพอากาศไทยที่พร้อมจะสนับสนุนเหล่าทัพอื่นในเชิงสัญลักษณ์
ภารกิจหลักของ F-16MLU จากฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี ในพื้นที่ชายแดนตะวันตกคือการบินลาดตระเวนรบเพื่อประกาศอธิปไตยด้วยการเทคออฟภายใน 5 นีเพื่อสกัดกั้นเครื่องบินรบของกองทัพอากาศพม่าเช่น MiG-29 ที่อาจบินล้ำน่านฟ้าไทยขณะปฏิบัติการโจมตีกลุ่มต่อต้านใกล้พรมแดน  การปรากฏตัวของ F-16MLU ที่ติดอาวุธเต็มพิกัดช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนและบีบให้เครื่องบินฝ่ายตรงข้ามต้องระมัดระวังไม่ให้ล้ำเขตแดน
ด้วยความที่ชายแดนตะวันตกมีความยาวถึง 2,401 กิโลเมตร และมีภูมิประเทศเป็นป่าเขาซับซ้อน ทำให้บางพื้นที่ยากต่อการตรวจการณ์ด้วยการเดินเท้า เมื่อเครื่องบินขับไล่ F-16MLU ขึ้นบินบริเวณชายแดนไทย-พม่าเป็นเวลา 60 นาทีหรือเกือบ 2 ชั่วโมง ชาวบ้านจะได้ยินแต่เสียงแต่ไม่เห็นเครื่องหากบินสูงเกิน 20,000 ฟุต
บางครั้งก็มีบินลงมาต่ำจนสามารถมองเห็นเครื่องบิน F-16 พร้อมสัญลักษณ์รูปงูจงอางชัดเจน เสียงไอพ่นนั้นเน้นย้ำถึงความพร้อมรบและความเป็นหนึ่งเดียวในการพิทักษ์อธิปไตยทั้งภาคเหนือและภาคตะวันตกด้วยเครื่องบินขับไล่ยุคสงครามเย็นที่ผ่านการอัพเกรดโดยฝีมือบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัดและช่างอากาศของทัพฟ้าไทย
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดขณะขึ้นทำการบินกับ F-16
วันที่ 19 พฤษภาคมพ.ศ.2569 ที่กองบิน 4 ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ วันแห่งประวัติศาสตร์ก็มาถึงเมื่อ พลอากาศเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตัดสินใจขึ้นบินร่วมกับเครื่องบินขับไล่ F-16MLU ในตำแหน่งนักบินที่ 2 โดยมีนาวาอากาศโท ชานนท์ สัตยะยุกต์เป็นนักบินที่ 1 การบินครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตรวจเยี่ยมปกติ แต่เป็นการบินจำลองยุทธวิธีบริเวณชายแดนตะวันตก เพื่อส่งสัญญาณชัดเจนถึงความพร้อมรบขั้นสูงสุดของกองทัพอากาศไทยในการพิทักษ์อธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติตามแนวชายแดนที่ยาวกว่า 2,401 กิโลเมตร
"ฟ้าวววววววววววว!" บู้มมมมมมมมม!" เสียงไอพ่นแผ่คำรามดังสนั่นไปทั่วกองบิน 4 ตาคลี ก่อนที่เครื่องบินรบเจ้าของเสียงดังสนั่นจะบินวนกลับมา F-16BM ทั้ง 2 เครื่องของกองทัพอากาศไทยพร้อมถังเชื้อเพลิงขนาด 370 แกลลอนใต้ปีกทั้ง 2 ถัง บินผ่านให้คณะสื่อมวลชนและคณะนายทหารได้รับชมกันอย่างใกล้ชิด
ทันใดนั้นเองเครื่องบินขับไล่ F-16MLU ก็บินหายไปจากน่านฟ้ากองบิน 4 ตาคลี ตัดภาพไปที่ในห้องนักบินท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งพื้นฐานเป็นทหารราบแห่งกองทัพบกไทยมาตลอดชีวิต ได้รับประสบการณ์และสัมผัสความท้าทายในการท่องนภากาศที่เหนือความคาดหมาย
F-16 อยู่คู่กับทัพฟ้าไทยมาเกือบ 40 ปี ปัจจุบันมีประจำการที่โคราชและตาคลี
มองออกไปนอกห้องนักบินจะเห็นเมฆสีขาวสวยงามลอยอยู่ข้างใต้ เบื้องบนเป็นท้องฟ้าสีครามที่กว้างจนหาที่สิ้นสุดมิได้ ส่วนเครื่องบินขับไล่ F-16MLU อีกเครื่องที่บินประกบท่านนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน บุคคลผู้นี้คือสุดยอดนักบิน F-16 แห่งกองทัพอากาศไทย พลอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์ "Hollywood"
ท่านไม่ได้ต่อสู้กับศัตรูที่เป็นทหาร แต่ท่านได้กำลังต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงโลกที่สูงในระดับ 6.5 G ถึง 7 G ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ร่างกายต้องทนทานต่อแรงกดทับอย่างหนัก ในขณะที่กำลังบินอยู่แล้วสัมผัสได้ถึงแรง G ร่างกายจะรู้สึกปั่นป่วนไปหมด และอวัยวะต่างๆ เช่น แขนที่วางไว้เฉยๆ จะรู้สึกหนักจนตกลงมา ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากและไม่เหมือนกับการอยู่บนพื้นดิน
การที่ได้ขึ้นบินกับกองทัพอากาศไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ได้สูดออกซิเจนได้สมบูรณ์เหมือนบนพื้นดิน และร่างกายไม่ได้อยู่ในสภาพปกติ ท่านในฐานะนักบินกิตติมศักดิ์ต้องใช้ความอดทนอย่างสูงเพื่อประคองตัวให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่บีบคั้นนั้นให้ได้ ซึ่งทำให้ท่านเข้าใจว่าหากร่างกายและจิตใจไม่พร้อมก็ไม่สามารถเป็นนักบินรบได้
F-16MLU ฝูงบิน 403 ทำการบินโชว์วันเด็กที่กองบิน 2 ลพบุรีพ.ศ.2569
ในฐานะที่พลอากาศเอก อุกฤษฎ์เติบโตมาจากการเป็นทหารในกองทัพบก ท่านได้ขึ้นไปบินเพื่อรับรู้และสัมผัส ด้วยตนเองว่าการปฏิบัติภารกิจบนฟ้าของทหารอากาศนั้นเป็นอย่างไร เพื่อให้เวลาบัญชาการรบจะสามารถนึกภาพออกอย่างชัดเจน อีกทั้งท่านยังได้เห็นภาพการบินหมู่ของ F-16 และ T-50TH ที่ใกล้กันมากจนน่าหวาดเสียวแต่เปี่ยมด้วยความเป็นมืออาชีพ
จากการฟังวิทยุสื่อสารระหว่างบินท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดพบว่ากอทัพอากาศทำงานเป็นระบบที่ประสานสอดคล้องกันอย่างมากทั้งระหว่างหมู่บินเครื่องบินขับไล่ F-16 และเครื่องบินขับไล่และฝึกขนาดเบาT-50TH ร่วมกับเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศภาคพื้นดิน
ประสบการณ์นี้ทำให้ท่านเห็นว่ากองทัพอากาศไม่ใช่แค่มีนักบินและเครื่องบิน แต่เป็นการทำงานอย่างมืออาชีพที่เป็นระบบ เมื่อมองลงมาจากความสูงกว่า 20,000 - 30,000 ฟุต ท่านได้มองเห็นภูมิประเทศในมุมมองที่แตกต่างออกไป ประสบการณ์ครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับท่านในฐานะผู้นำเหล่าทัพว่ากองทัพไทยมีศักยภาพที่ไม่ด้อยกว่าใครและดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
F-16MLU ดูแลน่านฟ้าภาคเหนือและภาคตะวันตกของไทย แต่ก็มีบางครั้งบินไปช่วยภาคอีสานโดยเฉพาะช่วงสงครามไทย-กัมพูชา
ข้อมูลจำเพาะ F-16MLU กองทัพอากาศไทย
ประเภท : เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่นั่งเดี่ยว (Multirole fighter)
มิติ
ปีกกาง : 9.8 เมตร
ความยาว : 4.8 เมตร
สูง : 4.8 เมตร
น้ำหนัก
น้ำหนักตัวเปล่า : 7,070 กิโลกรัม (15,586 ปอนด์)
น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด : 16,057 กิโลกรัม (35,400 ปอนด์)
บรรทุกอาวุธ : 5,443 กิโลกรัม (12,000 ปอนด์) ตำบลติดอาวุธภายนอกลำตัว 9 แห่ง
ระบบเรดาร์ : AN/APG-68
อุปกรณ์เดินอากาศ/โจมตี
กระเปาะสไนเปอร์ รูบิส และ แอตลิส II (ทอ.ไทย)
เครื่องยนต์ :
เทอร์โบแฟน เอฟ100พีดับเบิลยู220 ขนาดแรงขับ 29,000 ปอนด์ พร้อมสันดาปท้าย จำนวน 1 เครื่อง
สมรรถนะทางการบิน
ความเร็วสูงสุด : 2 มัค
เพดานบิน : 15,000 เมตร (50,000ft.)
บินไกลสุด
ไม่เติมเชื้อเพลิงในอากาศ : 1,500 กิโลเมตร (810 ไมล์ทะเล)
รัศมีรบ : 630 กิโลเมตร (340 ไมล์)
เมื่อบรรทุกอาวุธสูงสุด
ระบบอาวุธ
ระบบอาวุธอากาศ-สู่-อากาศ :
จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ พิสัยใกล้
เอไอเอ็ม 9 ไซด์ไวน์เดอร์
จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศพิสัยปานกลาง
เอไอเอ็ม-120 แอมแรม
ระบบอาวุธอากาศ-สู่-พื้นระเบิดและจรวดขนาดต่าง ๆ
ระเบิดซีบียู, อาวุธปล่อยนำวิถีเอจีเอ็ม-65
มาเวอริค ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ขนาดต่าง ๆ และระเบิดไม่นำวิถี
ถังเชื้อใต้ปีกและลำตัว 3 ถัง
สถานะ : กองทัพอากาศไทยมีเอฟ-16 ประจำการ 2 ฝูงบินในปัจจุบันคือฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชและฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี
F-16MLU ฝูงบิน 403 จะทำการบินต่อไปถึงปีพ.ศ.2578
บนฟากฟ้าความเร็วนั้นจำเป็นอย่างสำหรับเครื่องบินขับไล่ แต่ในขณะเดียวกันการใช้ระเบิดอย่างแม่นยำก็จำเป็นในการรบเพื่อลดความสูญเสียพลเรือน การใช้ F-16MLU ออกรบถือว่าเป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ถึงข้าศึกว่ากองทัพอากาศไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าใครดังคำขวัญที่ว่า "Unbeatable Air Force" สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Kittidej Sanguantongkam
กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters
Wim Calleart
กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force
STEPHAN DE BRUIJN
P'ommy Pitisin
คุณวัชย์นันท์ ภัทร์จรินท์ญา
Top News
TV5HD
AI Telly
WassnaNanuam
ไทยรัฐออนไลน์
H.C.HO
เรียบเรียงโดย : ROOSTER
โฆษณา