22 พ.ค. เวลา 10:52 • การเมือง

มหากาพย์ทุนจีน ทุนญี่ปุ่น กับเศรษฐกิจไทย (จบ)

ตอนจบ …กลยุทธ์ทุนจีน บิดเบือนกลไก เพื่อกำจัดคู่แข่ง
ตอนที่แล้ว ผมเขียนถึงลักษณะการลงทุนที่ทำให้ทุนจีน
กับทุนญี่ปุ่นนั้นส่งผลที่ต่างกันในบ้านเราไปแล้วนะครับ
วันนี้จะมาต่อตอนจบ ถึงสาเหตุที่ทำไมทุนจีนนอกจากไม่ช่วย
เศรษฐกิจไทยแล้ว ยังเป็นการทำลายอีกต่างหาก
จริงอยู่ ลักษณะการลงทุน ก็เป็นสาเหตุใหญ่
แต่อีกส่วน ที่ทำให้ไม่มีใครแข่ง หรือร่วมมือกับทุนจีนได้
ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจไทย หรือต่างชาติ
…มันคือความจงใจบิดเบี้ยวของกลไกจากจีนครับ…
การบิดเบี้ยวของกลไกสินค้าจีนนั้น มีทุกรูปแบบ
และไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำกัน
ไม่เว้นแม้แต่ชาติที่เล็กกว่าอย่างไทย
ความบิดเบี้ยวของสินค้าจีนนั้น มีในทุกมิติ
ทั้งมาตรฐานคุณภาพ มาตรฐานด้านแรงงาน
และมาตรฐานด้านการบริการหลังการขาย
ซึ่งทั้งสามอย่าง โดยปกติแล้วมันจะรวมกัน
แล้วสะท้อนออกมาในราคาสินค้า
นั่นคือมาตรฐานที่ทั่วโลกทำกัน
แต่จีนไม่ได้ทำแบบนั้นเลย
ผลิตเก่ง ต้นทุนต่ำ อันนี้น่ะใช่ จีนเป็นแบบนั้น
แต่ในความเป็นจริงการผลิตแบบบ้าคลั่งของจีนนั้น
ไม่ใช่แค่พวกเขาที่ทำได้ ชาติอื่นก็ทำได้ แต่ไม่มีใครบ้าทำ
เหตุผลง่ายๆ คือหลักการตลาดครับ
เมื่อสินค้าเกิดอาการ over supply ราคามันจะตก
บริษัทจะเลือกผลิตสินค้าไม่ให้ล้นตลาด เพื่อรักษากำไร
ต่อหน่วยเอาไว้ ให้ได้เหมาะสมที่สุดกับสัดส่วนการตลาด
ดังนั้น เราจะเห็นว่า โรงงานทั่วโลก แต่ไหนแต่ไร
มักไม่เดินเครื่องจักรผลิตออกมาแบบเต็มประสิทธิภาพ
กำลังการผลิตโดยทั่วไป มักเผื่อไว้ในช่วงพีคเท่านั้น
ในภาวะปกติ ผู้ผลิตต่างๆ มักใช้กำลังการผลิตเพียง
50-70% เท่านั้น
เรื่องนี้ใครเคยทำงานในระบบโรงงานคงทราบดี
แต่ของจีนไม่งั้น
ในเมืองจีน พวกเขาจะผลิตกันแบบบ้าคลั่ง
แทบไม่มีวันหยุด โดยไม่สนว่าสินค้าจะล้นตลาดหรือไม่
เราจะเห็นเรื่องนี้ได้ชัด จากสิ่งที่เรียกว่า 9-9-6
คือทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน จาก 9 โมงเช้าถึง สามทุ่ม
(9:00am-9:00pm) อาทิตย์ละหกวัน
ถามว่านี่คือการบิดเบี้ยวใช่หรือไม่
คำตอบคือใช่ และทั่วโลกคงไม่มีใครแข่งกับพวกเขาแน่
เหตุผลคือ มันผิดกฎหมายแรงงานสากลครับ
เพราะทั่วโลก เขาว่ากันที่ 8 ชั่วโมง ไม่ใช่ 12
ก่อนจะเริ่มนับเวลาโอที
เมื่อเป็นแบบนั้น ก็เท่ากับว่า คู่แข่งของธุรกิจจีน
จะต้องแบกต้นทุนที่ค่าล่วงเวลามากกว่าจีน ถึง 4 ชั่วโมง
หากจะให้ได้เวลาทำงานเท่ากัน
ยังไม่นับว่า ความจริงค่าแรงจีน ก็ถูกอยู่แล้วด้วยนะ
ถ้าเทียบกับธุรกิจข้ามชาติอื่น ซึ่งมักคิดค่าแรงจากหลักใน
บ้านตัวเอง เมื่อไปลงทุนที่ไหน
และธุรกิจจีนเอง ก็มักมีสวัสดิการพนักงานที่ห่วยเอามากๆ
เมื่อเป็นแบบนั้น ก็คือสินค้าที่ทำในจีน ก็จะมีต้นทุนแรงงานที่ต่ำผิดมนุษย์มนาเขา เพราะทั้งใช้เกินเวลา แถมไม่ดูแลได้ โดยไม่ผิดกฎหมายแรงงานของพวกเขา
และจีนก็จะไปใช้วิธี 996ในแผ่นดินคนอื่น
แบบถูกกฎหมายไม่ได้
มันจึงไม่มีความจำเป็นอะไรเลย ที่ทุนจีนจะจ้างคนท้องถิ่น
มาเป็นซัพพลายเออร์ให้ หรือจ้างมาทำงาน
เพราะการผลิตชิ้นส่วนจากจีน มีต้นทุนต่ำกว่ามาก
เอาใส่เรือไปประกอบ รวมค่าขนส่งชิ้นส่วน
มันก็ยังถูกกว่าไปจ้างแรงงานนอกบ้านนั่นเอง
กรณีไทย ทุนจีนจึงใช้วิธีจ้างแรงงานต่างด้าว
หรือขนคนของตัวเอง ที่ยอมรับมาตรฐานการทำงาน
และดูแลแบบจีนๆได้นั่นเอง
…เพราะงั้น ในทุกที่ที่จีนไป เจ้าบ้านที่เจริญหน่อย
ประมาณประเทศไทย จึงไม่ได้อะไรเลย พวกที่จะได้
มักเป็นประเทศด้อยพัฒนา ที่แรงงานยอมทำตามจีน….
นี่คือความบิดเบี้ยวด้านแรงงาน ที่ทำให้ไม่มีใครแข่ง
หรือทำงานกับพวกเขาได้ ….
…ในกรณีไทย เนื่องจากเราต้องค้าขายกับที่อื่นด้วย
การแก้ไขกฎหมายให้เป็นไปตามค่านิยมของจีน จึงไม่ใช่
เรื่องที่เป็นไปได้ และแรงงานไทยก็คงไม่ยอมลดมาตรฐาน
สิทธิแรงงานขนาดนั้นแน่นอน …
…ดังนั้น ทุนญี่ปุ่น เกาหลี ฝรั่ง ที่เล่นตามมาตรฐานสากล
จึงไม่มีทางสู้ทุนจีนในไทยได้ด้วยประการทั้งปวง
…โดยเฉพาะเมื่อรัฐไทย ปิดตาข้างหนึ่งให้ทุนจีนในเรื่องนี้….
…เพราะงั้น ก็ไปดีกว่า จะอยู่ทำไมล่ะ ….
ต่อมาคือพวกเขาไม่สนใจนัก กับบริการหลังการขาย
เราจะเห็นได้ชัด ตั้งแต่สมัยมือถือจีนบูมแล้ว
คือ แทบจะหาศูนย์ซ่อมไม่ได้เลย แม้จะเป็นแบรนด์ใหญ่
คือ จะมีแต่โชว์รูมจำหน่าย แต่ไม่มีบริการหลังการขาย
และมาชัดเจนจิ่งขึ้น เมื่อถึงปัจจุบันที่รถ EV ทะลักเข้ามา
ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ในไทยหรอก
คนใช้สินค้าจีน โดนกันทั่วโลกนั่นแหละ แม้แต่ในจีนเอง
ก็มีปัญหาเรื่องนี้อย่างมาก
การที่ธุรกิจตัดค่าใช้จ่ายเรื่องการต้องมีศูนย์บริการ
หลังการขาย หรือตัดการดูแลลูกค้าออกไปนั้น
ทำให้บริษัทผู้ผลิต ประหยัดไปได้มหาศาล
เพราะการมีศูนย์บริการ มันหมายถึงการลงทุนด้านอาคาร
สถานที่ ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่มากๆ ยิ่งเยอะก็ยิ่งจ่ายมาก
และจำเป็นมาก ที่ต้องจ้างแรงงานท้องถิ่น ที่จะ 996 ไม่ได้
บริษัทจีนแทบทุกบริษัท จึงเลือกที่จะไม่ทำ
แล้วโยนภาระทั้งหมดให้ดีลเลอร์ซะมากกว่า
เราลองคิดง่ายๆ ว่าโตโยต้า ใช้จ่ายส่วนนี้ในไทย
มาแล้วเท่าไหร่
แล้วเทียบกับ BYD ที่แทบหาศูนย์ไม่เจอ ทั้งที่รถขายดี
เราก็จะเห็นภาพได้ชัดเจนทีเดียว ถึงภาระที่บริษัท
ที่มีธรรมมาภิบาลแบบปกติของโลก ต้องแบกไว้
กับบริษัทที่ไม่เล่นตามกฎของโลก
ในขณะที่คู่แข่ง ไม่สนใจ และตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ทิ้ง
แทบทั้งหมด แล้วมันจะแข่งกันได้อย่างไร ?
…นี่ก็คืออีกส่วน ที่ธุรกิจจีนทำให้ทุกอย่างมันบิดเบี้ยว…
มันอาจจริง ที่การที่บริษัทญี่ปุ่น ทำราคาแบบจีนไม่ได้
เพราะต้นทุนจริงๆนั้นสูงกว่า ในด้านต่างๆ
แต่หากอยู่บนพื้นฐานกฎเกณฑ์ มาตรฐานเดียวกัน
มันก็ยังสู้กันได้ ด้วยจุดขายต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์
ของแต่ละแบรนด์ รวมถึงบริการหลังการขายที่ดีกว่า
ซึ่งเราก็เห็นแล้ว ถึงความไม่เท่าเทียมของการดำเนินการ
ที่จะต้องนำไปคิดเป็นต้นทุนของสินค้าต่างๆ
ในประเทศที่เข้มงวด สินค้าจีน ทุนจีนจึงมักไปไม่รอด
แต่กับไทยมันไม่ใช่แบบนั้น
เมื่อการดำเนินมันไม่เท่าเทียม รัฐก็ไม่ดูแลให้ทุกคนเล่นในกติกาเดียวกัน
แถมกรณีไทย ยังไปเว้นภาษีให้จีนอีก แล้วเก็บแต่ญี่ปุ่น
กับเจ้าอื่น ที่มีประโยชน์จริงๆกับระบบของไทยมากกว่า
…มันจึงไม่แปลกอะไรเลย ที่ใครๆก็ทิ้งไทยเพราะความบ้าบอ
ของกติกาเหล่านี้นี่เอง…
เมื่อการผลิตจีนเน้นที่จำนวน และการลดต้นทุนต่างๆลง
มันย่อมส่งผลถึงคุณภาพแบบเลี่ยงไม่ได้
ลองคิดดูสิ คนทำงานหลังชั่วโมงที่ 9 ไปแล้ว โดยไม่มี
แรงจูงใจอะไรเลย จะผลิตงานที่ดีได้อย่างไร
และสินค้าที่ออกแบบมาไม่เผื่อซ่อม เพราะไม่อยากลงทุน
กับศูนย์บริการ มันจะถูกออกแบบมายังไง
ใช่ครับ มันคือสินค้าด้อยคุณภาพ หรือสินค้าขยะนั่นเอง
และเมื่อทุกเจ้าในจีนคิดแบบนี้ ก็เลยกลายเป็นแข่งกันลดต้นทุน
เกิดเป็นสงครามราคา แบบที่เราเห็นกับรถ EV นั่นเอง
ทุนลด ก็คือคุณภาพลดลงอย่างแน่นอน
สินค้าจีนทุกวันนี้ มีแนวโน้มที่ด้อยลงในแง่คุณภาพ
แทบทุกรายการ ทั้งที่ขายในจีนเอง และส่งออกมา
และการรีโมเดลแบบมักง่าย เพื่อแข่งกัน
ก็ไปกดราคาสินค้าในสต๊อก สร้างเป็นปัญหาที่ไม่จบสิ้น
จนต้องระบายสต็อกสินค้าคุณภาพต่ำ ออกมาในประเทศ
ที่ด้อยกว่า อย่างที่เราเห็นกัน
เรื่องนี้ ไม่ใช่มีปัญหาแค่ในประเทศที่จีนไปลงทุน
แต่ในบ้านพวกเขาเอง นี่คือปัญหาที่สาหัสมาก
และกำลังกัดกร่อนเศรษฐกิจจีน จนไม่โตเหมือนเดิม
รัฐบาลจีนเองก็ปวดหัว สั่งห้ามทำสงครามราคาแล้ว
แต่ก็ไม่ได้ผล มันเกินการควบคุมของพวกเขาไปแล้ว
ทางการจีนจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าสบายใจกับเรื่องนี้
เพราะพวกเขาพยายามยกระดับภาพลักษณ์สินค้าอยู่
แต่พวกเขาไม่สามารถควบคุมเอกชนได้
และหากเอกชนยักษ์ใหญ่ล่ม ปัญหามันก็จะย้อนกลับ
ไปที่รัฐบาลปักกิ่ง และระบบการเงินของพวกเขาเอง
รัฐบาลจีนจึงต้องเลยตามเลย ปล่อยให้เอกชนเล่นเกมส์นี้ไป
ทั้งในและนอกประเทศ
ดังนั้น เมื่อทุนจีนไปนอกประเทศ ก็จะนำมาตรฐานที่แย่ๆนี้
ออกไปด้วย และทำลายกลไกที่เคยดี ในชาติอื่น
ให้ต้องพลอยวายวอดไปด้วย
แน่นอน ในกรณีไทย การจะให้ผู้ประกอบการไม่ว่าเราเอง
หรือบริษัทข้ามชาติ ลดมาตรฐานลงตามทุนจีนนั้น
ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้
…ดังนั้น ทุนจีน จึงได้เปรียบ และกำจัดคู่แข่งได้หมดนั่นเอง….
…และนั่น ส่งผลให้ธุรกิจไทย ต้องอยู่ในภาวะกำลังจะตาย….
ย้ายหนี ไม่ใช่พ่ายแพ้ !
การที่สื่ออวยจีนอวยความเก่งกาจของทุนตัวเองที่เหมือน
จะชนะคู่อริต่างชาติในทุกที่นั้น เป็นเพียงภาพลวง
กรณีศึกษาของการที่ซัมซุงออกจากจีนนั้น ชัดเจนมาก
ว่าอะไรเป็นอะไร และใกล้เคียงกับการที่บริษัทญี่ปุ่น
เริ่มถอนทุนจากไทยมาก
แท้ที่จริง การย้ายหนี แม้เป็นความพ่ายแพ้ในที่หนึ่ง
แต่เป็นไปเพื่อไปชนะในภาพรวมเสียมากกว่า
เพราะมันคือการย้ายหนีจากซากศพทางเศรษฐกิจ
จากผลการดำเนินงานของทุนจีนที่เข้าไปทำไว้
กรณีซัมซุง พวกเขาย้ายฐานจากจีน เหตุผลสำคัญคือ
พวกเขาต้องการรักษาตลาดใหญ่กว่า ในแง่กำลังซื้อ
ในทั่วโลกเอาไว้ มากกว่าคิดว่าจะต้องแข่งในจีน
ที่ตัดราคากันอย่างบ้าคลั่ง จนกำไรต่อหน่วยน้อยเกินไป
ซัมซุง ไม่ต้องกรเล่นเกมส์ราคาบ้าบอแบบนั้นด้วย
เพื่อรักษามาตรฐาน และภาพลักษณ์เอาไว้ขายที่อื่น
ดังนั้น พวกเขาจึงถอนการผลิตทุกรายการออกมาจากจีน
และยอมทิ้งตลาดจีน ที่ใหญ่ แต่ทำกำไรต่อหน่วยได้น้อย
ผลคือ ซัมซุงรักษาภาพลักษณ์ คุณภาพเอาไว้ได้
และเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งต่อไป เมื่อรวมยอดในสินค้า
ทุกเกรดที่พวกเขามี จนกลายเป็นบริษัทที่สองของเอเชีย
ที่มีมูลค่าเกินล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ทิ้งให้ผู้ผลิตจีน ถล่มราคาใส่กันเอง จนเสียภาพลักษณ์
และเสียยอดขายในตลาดโลกลงเรื่อยๆ ตามคุณภาพสินค้า
ซึ่งยอดการทำกำไรของบริษัทจีน ต่ำมากแทบทุกรายการ
จนรายใหญ่อย่าง Huawie ,BYD ต้องดิ้นหนีตายในปัจจุบัน
สำหรับซัมซุงแล้ว นี่คือชัยชนะ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้
ตัวเลขผลประกอบการ มันก็ฟ้องอยู่ เมื่อพวกเขาทิ้งห่าง
แบรนด์จีนในธุรกิจเดียวกันแบบไม่เห็นฝุ่น หากมองที่กำไร
แล้วมันก็ไม่ใช่แค่ซัมซุง
ปัจจุบันแบรนด์ต่างชาติในจีน ก็คิดแบบนี้กันหมด
และทะยอยย้ายออกจากจีนกันเรื่อยๆ
ปล่อยให้ทุนจีนล่อกันเอง ทำลายกันเอง ด้วยสงครามราคา
และทำลายภาพรวมเศรษฐกิจจีนไปเรื่อยๆ
แบรนด์เจ้าตลาดเดิม ไปเน้นขายน้อยกำไรมาก
ชิลๆไป ในตลาดกำลังซื้อสูงทั่วโลก
นี่คือเหตุผลสำคัญมาก ที่หลายปีหลัง จีนโตน้อยมาก
แม้จะอ้างว่า ความคุ้มค่าในการใช้เงิน แซงหน้าฝรั่งไปแล้วก็ตาม แต่นั่น ไม่ใช่เรื่องที่วัดอะไรได้มากนัก
ใช่ ต่อหนึ่งดอลลาร์ ฝรั่งหรือเอเชียที่เจริญ ซื้อของได้
ปริมาณนัอยกว่าคนจีนซื้อในจีน
แต่ปัญหาคือ คุณภาพที่ได้รับ กลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในกรณีคนจีน คุณอาจซื้อสินค้าคงทน เช่น โต๊ะสำนักงาน
ด้วยเงินเท่ากันได้มากกว่า แต่อายุการใช้งานมันก็สั้นตาม
จนต้องซื้อใหม่ภายหลัง
ในทางหนึ่ง ที่เศรษฐกิจจีนยังดูเหมือนไปต่อได้เรื่อยๆ
ก็เพราะพวกเขาขายของอายุสั้นนี่แหละ มันทำให้คน
ต้องควักกระเป๋าอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้นิ่งเหมือนในยุโรป
หรือญี่ปุ่นที่มาตรฐานสูง ซื้อทีใช้กันลืม
แต่นั่น ก็คือการที่ประชาชนคนจีนและคนที่ซื้อสินค้าจีน
ในต่างประเทศ ต้องควักโดยไม่จำเป็นบ่อยตามไปด้วย
นี่คือความบิดเบี้ยวของกลไก และกลยุทธ์ทางธุรกิจ
ที่บิดเบี้ยวขั้นสุดยอด ที่โลกไม่เคยเจอครับ
สุดท้าย มันก็กัดกินระบบของจีนเองไปเรื่อยๆ
เพราะเมื่อไม่มีสินค้ามาตรฐานวางขายในตลาด
ให้ผู้ซือได้เปรียบเทียบ
มาตรฐานต่ำ ก็จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ขึ้นมา
…และนั่น คือการทำลายระบบอุตสาหกรรมแบบที่แย่ที่สุด…
การย้ายหนีของทุนชาติอื่น จึงเป็นชัยชนะปลอมๆของธุรกิจจีน
เพียงเพื่อรอความพินาศในอนาคตเท่านั้น
วันนี้ พวกเขาอวดโอ่ เป็นโฆษณาชวนเชื่อได้
ถึงความยิ่งใหญ่ปลอมๆนี้
แต่พวกเขา ก็รู้ดีแก่ใจ ว่าวงจรนี้ มันใกล้ถึงอวสานแล้ว
…และแน่นอน ในประเทศที่รับทุนจีนไว้มากมาย
ย่อมหลีกเลี่ยงผล เมื่อความพินาศมาถึงไม่ได้ไปด้วย…
…ไทยที่รับมาเต็มๆ ถึงอยู่ในสภาพปัจจุบันนี้ไงล่ะ…
ไทยนี่แหละครับ คือเครื่องสะท้อนเศรษฐกิจจีนที่ดีที่สุดเลย…
…เพราะอะไรๆก็ตลาดจีน การที่คนจีนไม่มีตังซื้อทุเรียน
หรือมาเที่ยว ภาพมันจึงมาสะท้อนเอากับสภาพเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจนอยู่นี่เอง….
เรื่องเล่าสุดท้ายเรื่องนี้ ….
ผมเป็นคนที่เริ่มต้นชีวิตการทำงานในช่วงต้มยำกุ้งพอดี
เวลานั้น บริษัทใหญ่ที่ผมทำงาน มีทั้งฝรั่งและญี่ปุ่นเข้ามา
มันทำให้ผมเห็นภาพชัดมาก ว่าพวกเขาเอาอะไรเข้ามาบ้าง
อาจจริงก็ได้ ที่พวกเขาเล่นสงครามค่าเงินจนเราเสียหาย
(แต่ผมว่าเราล่อกันเองจนหนี้เน่า แล้วโบ้ยให้ฝรั่งเป็นแพะ)
1
แต่สิ่งที่พวกเขาเอาเข้ามาด้วยตอนนั้น จริงๆมันคือพื้นฐาน
ของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ค่อนข้างดี และปรับวิธีคิดของ
ทุนไทยอีกครั้ง หลังล่วงเลยมานาน จากยุคแรกที่เขามา
ตั้งแต่สมัยของป่๋าเปรม
มันเหมือนเขาเข้ามา ทบทวน รักษามาตรฐาน
ในวันที่เราเริ่มหย่อนยาน ทำกันเละเทะแล้ว อะไรทำนองนั้น
และผมเองก็ได้ทำธุรกิจของตัวเอง ในช่วงที่ทุนจีนเริ่มเข้ามา
ตั้งแต่ช่วงปี 52-53 ราวๆนั่น
ผมเริ่มเห็นสัญญาณไม่ดี มาตั้งแต่การมาหาญาติร่วมแซ่
เอาเงินเข้าทางสมาคมตระกูลแซ่ในช่วงแรกแล้วครับ
และผมไฟท์กับเรื่องนี้มาตลอด ตั้งแต่เป็นแอดมินในกลุ่ม
การเมืองบนแพลตฟอร์ม กูเกิลพลัส (G+)
ซึ่งสมัยนั้นผมอยู่สายเหลือง การต่อสู้กับระบอบทักษิณยังรุนแรงมาก ในกลุ่มเหล่านี้
ด้วยข้อหาว่าทักษิณเป็นขี้ข้าทุนสิงคโปร์ ทุนอเมริกัน
มันจึงไม่มีใครฟังผมมากนัก
และแน่นอน พวกเขาอวยจีน อวยชาติตรงข้ามสหรัฐทั้งหมด
ญี่ปุ่นที่ช่วยเราสร้างประเทศยุคใหม่ขึ้นมา ถูกด้อยค่า
ให้กลายเป็นเบ๊อเมริกา ไม่ต่างกับที่สื่อสายอวยจีนเล่น
ในปัจจุบันนี้หรอก แค่เบากว่าหน่อย
สมัยนั้น คนไทยเชื้อสายจีน ได้ประโยชน์จากการร่วมทุน
กับทุนจีนที่เข้ามา ไม่ได้หักกันเหมือนวันนี้ พวกเขาจึงยิ่ง
อวยทุนจีน ว่าจะมาแทนญี่ปุ่น และไทยจะรวยอีกครั้งเพราะจีน
แล้วเป็นไง ….พอมาวันนี้
ธุรกิจของคนไทยเชื้อสายจีนนั่นแหละครับ ที่โดนหนักสุด
จนต้องออกมาเล่นกันหนัก โจมตีทุนชาติบรรพชน
อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ไง
เรียกว่า กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว เพื่อนเคยพึ่งได้ หนีหมดแล้ว
ปล่อยให้คนไทยอยู่กับเศษซาก จากการเลือกที่ผิด
ของคนที่ต้องการมีมีอำนาจในช่วงหนึ่ง
ที่เลือกความอยู่รอดทางการเมืองของตัวเอง
มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ผมไม่คิดว่าไทยจะเรียกอดีตกลับมาได้อีกแล้วล่ะ
แม้จะมีข่าวว่า ญี่ปุ่นเองบางส่วน ก็ยังสนใจ EEC
แต่นั่นก็ไม่มีอะไรการันตีว่าเขาจะยังอยู่ หรือมาเพิ่ม
หากการแข่งขันในตลาดไทยเป็นแบบนี้
ที่ไม่ยุติธรรมกับพวกเขา แถมข้อตกลงการค้ากับ
ตลาดปลายทาง คือ ยุโรป อเมริกา ก็ไม่คืบหน้า
การกลับมาบอกให้คนไทยพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น
ก็ดูเป็นเรื่องยาก เพราะธุรกิจไทยเอง ก็ไม่สามารถแข่งขัน
ได้อีกแล้ว หากไม่ร่วมทุนกับทุนจีน
ยิ่งจะบอกให้ทำของไปขายจีน นั่นคือเรื่องเพ้อเจ้อชัดๆ
ผมก็ไม่รู้นะ ว่าจะยังไงต่อไป เพราะทุนจีนเก็บธุรกิจไทยเรียบทุกวงการ โดยเริ่มจากสิ่งทอ จนวันนี้ ไม่เหลือแล้ว…
โดนกินรวบทุกวงการ
…อ้อ เหลือสิ ธุรกิจน้ำเมานั่นไง ….
…อืม นี่ที่ผมเมา เพราะผมช่วยผู้ประกอบการไทยสินะ….
1
…เอาล่ะ อย่างน้อยก็สบายใจแหละ เมาแล้วยังช่วยเศรษฐกิจ
ไทยได้บ้าง ไม่ใช่เมาแล้วเงินออกนอกประเทศ….
…เป็นเล่น เมานี่สนับสนุนไปถึงเกษตรกรนะครับ 555….
ปล. ตอนสองมาช้าไปหน่อย งานค่อนข้างยุ่งครับ ขออภัย 😅
เครดิตภาพประกอบ : CAR 250 , กรุงเทพธุรกิจ
โฆษณา