21 พ.ค. เวลา 13:29 • หนังสือ

ความสัมพันธ์ของผมกับ AI — ผู้ฟังที่ดี

เช้าวันจันทร์เมื่อผมเปิด laptop เตรียมทำงานสิ่งที่แรกที่ผมต้องเปิดก็คือ ‘AI Assistant’
ในยุคที่มี AI คอยฟัง และก้มหน้าก้มตาทำงานตามคำสั่งของเรา มันทำความเข้าใจความคิดในหัวเราและทำให้ภาระงานของเราน้อยลง
ผู้ช่วยที่ดี
AI ช่วยลดระยะเวลาที่ต้องใช้ในการอธิบายเพื่อให้ทีมเห็นภาพเดียวกัน เขาทำงานอย่างรวดเร็วตามคำสั่งของเรา แถมเขายังให้ข้อเสนอแนะที่ตรงใจเราเสมอเช่นกัน เพียงแค่เราพิมพ์คำสั่งให้ครบถ้วนเขาก็พร้อมจะเป็น ‘ผู้ช่วยที่แสนดี’
แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือ โดยจิตใต้สำนึกมนุษย์มักชอบการคล้อยตามโดยไม่รู้ตัว เพราะการโต้เถียงกระตุ้นสมองส่วน Amygdala ให้ทำงานสร้างอารมณ์ในแง่ลบ เนื่องจากเราถูกปลูกฝังให้ต้องระวังความผิดพลาดมาตั้งแต่เกิด ทำให้ลึกลงไปเราคาดหวังให้ความคิดของเราถูกต้องสมบูรณ์
และAI ซึ่งถูกสร้างมาเพื่อให้เราอยู่กับเขาได้นานที่สุดจึงพยายามคล้อยตามเรามากกว่าที่จะปฏิเสธความคิด หรือคำสั่งของเรา ยิ่งทำให้เรามั่นใจในความคิดของเรามากขึ้น รู้สึกดีมากขึ้น จนกระทั่งเราหมกมุ่นอยู่แต่กับมุมมองของตัวเอง
เมื่องานเขียนของผมเริ่มมีความหลากหลายน้อยลง และไอเดียของผมที่ดูถูกต้องดีกลับถูกหัวหน้าตีกลับ นั่นจึงทำให้ผมเริ่มคิดว่า ในยุคที่มีคนพร้อมรับฟัง และทำตามความคิดของคุณ ทักษะที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การสั่งการพูด แต่คือ การรับฟัง
ตั้งคำถาม
ผมใช้ AI มาตั้งแต่ GPT 3 ช่วงนั้นเขาตอบผิดบ่อย และผมรู้ว่าเขาผิดเพราะผมรู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้ว
แต่พอเขาฉลาดขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่คุณภาพคำตอบ แต่คือระดับความมั่นใจของผม ยิ่งเขาถูกบ่อย ผมยิ่งเชื่อมากขึ้น จนถึงจุดที่ผมหยุดตรวจสอบในเรื่องที่ผมไม่รู้
ตอนที่ผมต้องเขียน Business Logic ครั้งแรกในฐานะ Junior BA ผมไม่เคยเห็นของจริงจากบริษัทใหญ่มาก่อนเลย ผมรู้แค่คำอธิบายที่ได้ยินมาจากคนในบริษัทที่พอมีประสบการณ์ ผมจึงให้ AI สองตัวเขียนพร้อมกัน และให้อีกตัวหาข้อมูลอ้างอิง
ปรากฏว่า AI สองตัวเขียนออกมาไม่เหมือนกัน
และผมไม่รู้ว่าอันไหนถูก เพราะผมไม่เคยเห็น Business Logic จริงๆ ที่ BA อาชีพเขียน ผมเลยพยายามเรียนรู้จากข้อมูลอ้างอิงแล้วเขียนในแบบที่ผมเข้าใจว่าน่าจะถูก
นั่นแหละคือจุดอันตราย ไม่ใช่ตรงที่ AI ตอบผิด แต่ตรงที่ผมไม่มีทางรู้เลยว่าเขาพาผมไปถูกหรือผิด
ความสับสนนั้นทำให้ผมนึกถึงสิ่งหนึ่ง — ถ้า AI คือเครื่องมือที่เสนอความเป็นไปได้ทั้งหมด แต่ไม่บอกว่าทางไหนถูก แล้วเราจะตัดสินใจอย่างไร
Kwisatz Haderach
ตอนนี้ผมจึงพยายามทำตัวให้เหมือนกับ ‘Kwisatz Haderach’ จากนิยายเรื่อง Dune ของ Frank Herbert คือ ผู้ที่สามารถเห็นผลลัพธ์ในอนาคตของการกระทำทั้งหมดที่เป็นไปได้ โดยเขาจะต้องเลือกทุกการกระทำของตัวเองผ่านการเห็นอนาคตของมัน
AI ทำสิ่งเดียวกัน เขาไม่ได้บอกความจริงที่จะเกิดขึ้น เขาบอกความน่าจะเป็นที่สูงที่สุดจากข้อมูลที่มี
ในวันที่ผมได้ Business Logic สองเวอร์ชันที่ไม่เหมือนกัน ผมพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตัดสินได้ด้วยความรู้ แต่ตัดสินได้ด้วยหลักฐาน ผมกดเข้าไปอ่านแหล่งอ้างอิงที่ AI แนบมา เปรียบเทียบโครงสร้างที่สองตัวเสนอ แล้วเลือกทางที่มีเหตุผลมากกว่าสำหรับผม ณ ตอนนั้น
ผมไม่รู้ว่ามันถูกต้องตามมาตรฐานของ BA อาชีพหรือเปล่า
แต่สิ่งที่ผมได้จากวันนั้นไม่ใช่ Business Logic ที่สมบูรณ์แบบ แต่คือการเข้าใจว่าทำไมแต่ละส่วนถึงอยู่ตรงนั้น และเลือกรูปแบบที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับวัตถุประสงค์ของผมที่สุด
กลับมาสู่โต๊ะทำงาน
ในช่วงเช้า ผมจึงเริ่มด้วยการตัดสินใจโดยอ่านข้อมูลทั้งที่มี เหมือน Kwisatz Haderach ที่มองดูความเป็นไปได้ของสิ่งที่จะเกิดขึ้น แล้วตัดสินใจภายใต้หลักฐานมหาศาล และมองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นผ่านการแนะนำของ AI
ผมพบว่าการที่ผมรับฟังข้อมูลที่หลากหลายขึ้นไม่ได้ทำให้ผมขาดอิสระในการตัดสินใจ แต่มันคือการทำให้การตัดสินใจของผมแม่นยำมากขึ้น
สิ่งที่ผมสังเกตได้ชัดหลังจากนั้นคือ — ยิ่ง AI ฟังผมมากขึ้น ผมยิ่งต้องฝึกมองมุมที่ขัดกับความคิดของตัวเอง และถามเขากลับมาในหลากหลายมุมมองมากขึ้น เพื่อค้นหาสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่เพียงสิ่งที่ถูกใจ
ซึ่งมันยังคงเป็นความท้าทายสำหรับผมว่า ในขณะที่ AI พัฒนาอย่างรวดเร็วมากขึ้นจนมีแต่ความคิดดี ๆ มากมาย ผมจะตัดสินใจเลือก และตั้งคำถามกับเขาให้ฉลาดมากพอได้อย่างไร
โฆษณา