22 พ.ค. เวลา 04:41 • หุ้น & เศรษฐกิจ

"Hedging" ศิลปะของการสร้างพอร์ตที่อยู่รอดได้ทุกสถานการณ์

ช่วงที่ตลาดผันผวน นักลงทุนจำนวนมากมักถามคำถามเดียวกันว่า
"ควรขายทุกอย่างแล้วถือเงินสดไหม?"
คำถามนี้ฟังดูสมเหตุสมผล เพราะเมื่อความเสี่ยงเพิ่มขึ้น การถอยออกมาดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย แต่ปัญหาคือ ตลาดมักฟื้นตัวในช่วงเวลาที่คาดเดายากที่สุด และการฟื้นตัวจำนวนมากเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่วัน หากพลาดช่วงเวลาดังกล่าว ผลตอบแทนระยะยาวอาจลดลงอย่างมาก
ดังนั้น นักลงทุนมืออาชีพจำนวนมากจึงไม่ได้คิดเรื่องการออกจากตลาด แต่คิดถึงเรื่องการป้องกันการเจ็บตัวมากกว่า สิ่งนี้เรียกว่า "Hedging"
การทำ Hedging ไม่ใช่การทำนายอนาคต แต่คือการสร้างพอร์ตที่สามารถอยู่รอดได้ในอนาคตหลากหลายรูปแบบ
ปัญหาคือ ไม่มีสินทรัพย์ชนิดใดเป็นยาวิเศษแต่ละประเภทมีสถานการณ์ที่ทำงานได้ดี และมีสถานการณ์ที่ล้มเหลวเช่นกัน
---
1) เงินสด และ Money Market Fund: สินทรัพย์ที่ดูน่าเบื่อ แต่มีบทบาทสำคัญ
หลายคนมองว่าเงินสดคือการ "ไม่ลงทุน"
แต่ในความเป็นจริง เงินสดเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงพื้นฐานที่สุดที่ทุกคนเข้าถึงได้
ข้อดีคือ ความผันผวนต่ำ มีสภาพคล่องสูง
พร้อมซื้อสินทรัพย์อื่นที่ราคาตกลงมาเมื่อเกิดวิกฤต
ซึ่งปัจจุบัน นักลงทุนจำนวนมากไม่นิยมถือเป็นเงินสดเฉย ๆ แต่เลือกใช้ Money Market Fund เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนจากดอกเบี้ยระยะสั้นได้ ที่สำคัญคือผลตอบแทนของ Money Market Fund มีความสัมพันธ์ค่อนข้างใกล้กับ Fed Funds Rate
เมื่อธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ย ดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่ม ผลตอบแทน Money Market Fund จะเพิ่มตาม ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสต่ำลง
อย่างไรก็ตาม เงินสดไม่ใช่เครื่องมือสร้างความมั่งคั่งระยะยาว เพราะมูลค่าที่แท้จริงถูกกัดกร่อนจากเงินเฟ้อ เงินสดจึงเป็นเหมือน "กระสุนสำรอง" มากกว่าจุดหมายปลายทาง
---
2) ตราสารหนี้: เพื่อนที่บางครั้งช่วยเรา แต่บางครั้งก็หายไป
นักลงทุนส่วนใหญ่มักเชื่อว่าเมื่อ หุ้นลง → พันธบัตรขึ้น แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ (Correlation) เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
กรณีที่ทำงานได้ดีเช่นในภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วไป
เศรษฐกิจชะลอ → ธนาคารกลางลดดอกเบี้ย
ผลคือ ราคาหุ้นลดลงจากกำไรบริษัทลดลง
ราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้น พอร์ตจึงได้รับการป้องกัน
แต่ในกรณีที่ล้มเหลว เช่น ช่วงเงินเฟ้อสูงและ Fed ขึ้นดอกเบี้ย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หุ้นลง เพราะต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น พันธบัตรลง เพราะ Yield สูงขึ้น
ปี 2022 เป็นตัวอย่างสำคัญ นักลงทุนจำนวนมากพบว่าทั้งหุ้นและพันธบัตรร่วงพร้อมกัน พอร์ต 60/40 ที่เคยถูกมองว่าเป็นมาตรฐานจึงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
ตราสารหนี้ จึงไม่ใช่ Hedge แบบอัตโนมัติ แต่ต้องเข้าใจสาเหตุของปัญหาเศรษฐกิจด้วย
---
3) ทองคำ: สินทรัพย์ที่ไม่ใช่แค่ Safe Haven
หลายคนคิดว่าทองคำคือสินทรัพย์ป้องกันวิกฤต
แต่จริง ๆ แล้วทองคำตอบสนองต่อหลายปัจจัย
โดยเฉพาะ Real Yield
Real Yield = ดอกเบี้ย − เงินเฟ้อ
ยิ่ง Real Yield สูง นักลงทุนยิ่งมีแรงจูงใจให้โยกเงินมาถือพันธบัตรมากขึ้น ทองคำจึงถูกกดดัน
ดังนั้น แม้ทองคำจะถูกเรียกว่า "สินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ" แต่ในระยะสั้นราคาสามารถผันผวนสูงได้เช่นกัน
---
4) Commodity: เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเมื่อปัญหาเกิดจาก Supply Shock
ปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว บางครั้งเกิดจาก Demand Pull Inflation ที่เศรษฐกิจแข็งแรงและผู้คนใช้จ่ายมากขึ้น แต่บางครั้งก็เกิดจาก Cost Push Inflation ซึ่งต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาพลังงาน สงคราม หรือปัญหาห่วงโซ่อุปทาน
ในกรณีหลัง สินค้าโภคภัณฑ์มักมีบทบาทสำคัญ เพราะเมื่อราคาน้ำมัน ก๊าซ หรือวัตถุดิบปรับขึ้น Commodity จึงมักได้รับประโยชน์
ตัวอย่างเช่น ปี 2022 ที่สงครามรัสเซีย–ยูเครนทำให้ราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งขึ้น ขณะที่ทั้งหุ้นและพันธบัตรต่างเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน
Commodity จึงสามารถช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิตได้ อย่างไรก็ตาม สินค้าโภคภัณฑ์ไม่ได้สร้างกระแสเงินสดเหมือนหุ้นหรือพันธบัตร และการลงทุนผ่าน Futures หรือ ETF ยังมีปัจจัยเพิ่มเติม เช่น Roll Yield เข้ามาเกี่ยวข้อง
ดังนั้น Commodity อาจไม่ใช่เครื่องยนต์หลักของการสร้างความมั่งคั่ง แต่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการกระจายความเสี่ยงในบางสภาวะเศรษฐกิจ
---
5) Derivatives: ป้องกันความเสี่ยงด้วยพอร์ตแบบ Antifragile
คนส่วนใหญ่ได้ยินคำว่า Futures หรือ Options แล้วมักจะนึกถึงการเก็งกำไร แต่จริง ๆ แล้วเครื่องมือเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบริหารความเสี่ยง
ตัวอย่างเช่น
นักลงทุนสามารถซื้อ Put Option โดยจ่ายค่าเบี้ยประกันจำนวนเล็กน้อย หากตลาดปรับลงหนัก ผลตอบแทนจาก Option จะช่วยชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นได้
แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกว่า "Antifragile"
ที่ Nassim Nicholas Taleb อธิบายไว้ว่า เป็นสิ่งที่ยิ่งได้ประโยชน์จากความผันผวน
ตัวอย่างพอร์ตแบบ Antifragile เช่น
เงินส่วนใหญ่ในสินทรัพย์ปลอดภัย
เงินส่วนน้อยในOptionที่มี Upside สูง
แนวคิดนี้คล้ายการจ่ายเบี้ยประกันบ้าน เรายอมเสียเงินจำนวนเล็กน้อย เพื่อป้องกันความเสียหายขนาดใหญ่
---
6) Private Assets: ความผันผวนต่ำ หรือแค่ไม่ถูกวัดทุกวัน?
Private Assets เช่น Private Equity, Private Credit หรือ อสังหาริมทรัพย์นอกตลาด
มักถูกนำเสนอว่าช่วยลดความผันผวนของพอร์ต
ด้วยเหตุผลสำคัญคือ สินทรัพย์เหล่านี้ไม่ได้ถูกซื้อขายทุกวัน ราคาจึงไม่ขึ้นลงตามอารมณ์ตลาด
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ Liquidity Risk หรือความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เพราะแม้ราคาบนกระดาษจะดูนิ่ง แต่เมื่อเกิดวิกฤตนักลงทุนอาจพบว่า
สินทรัพย์บางอย่างอาจขายไม่ได้ หรือต้องขายลดราคาอย่างมาก และอาจต้องรอหลายเดือนหรือหลายปี
บางครั้งความเสี่ยงไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกซ่อนเอาไว้ ดังนั้น ความผันผวนต่ำ ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงต่ำเสมอ
---
บทสรุป: อย่ามองหา "ยาวิเศษ"
ปัญหาของนักลงทุนจำนวนมากคือการพยายามมองหาสินทรัพย์เพียงตัวเดียวที่จะป้องกันทุกอย่าง
แต่ในโลกความจริงไม่มีสิ่งนั้น
เงินสดมีความปลอดภัย แต่แพ้เงินเฟ้อ
พันธบัตรช่วยในภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่แพ้การขึ้นดอกเบี้ย
ทองคำช่วยบางสถานการณ์ แต่ผันผวนตาม Real Yield
Derivatives ป้องกันความเสี่ยงได้ แต่มีต้นทุน
Private Assets ลดความผันผวน แต่แลกกับสภาพคล่อง
การลงทุนจึงไม่ใช่การหาฮีโร่เพียงคนเดียว
แต่คือการสร้าง "ทีม"
พอร์ตที่ดีอาจไม่ใช่พอร์ตที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในทุกปี แต่คือพอร์ตที่ทำให้เราถือมันได้นานพอ เพราะสุดท้าย ความมั่งคั่งจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการทำนายอนาคตได้ถูกต้อง
แต่มาจากการ "อยู่รอด" ได้นานพอที่จะให้พลังของการทบต้นทำงาน
---
ที่มา
โฆษณา