5 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

นวัตกรรมทางการเงินที่รับผิดชอบ

รวดเร็ว ปลอดภัย และเป็นไปได้สำหรับทุกคน
“คุณภาพของนวัตกรรมทางการเงินที่ดี ไม่ได้วัดจากความเร็วหรือความล้ำหน้าเพียงเท่านั้น หากแต่ต้องมีความปลอดภัย และเปิดโอกาสให้กว้างพอสำหรับเราทุกคน”
นี่คือบทสรุปบางส่วนจากสุนทรพจน์เปิดงาน Bangkok Digital Finance Conference 2025 ร่างขึ้นภายใต้แนวคิด Responsible Financial Innovation in ASEAN ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถือปฏิบัติอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ โดยเฉพาะแถบอาเซียนที่มีพัฒนาการด้านนวัตกรรมทางการเงินที่ก้าวหน้ารวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา
อาเซียนในฐานะผู้นำการเงินดิจิทัล
หากย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว การจะโอนเงินให้ใครสักคนต้องเดินทางไปที่สาขาธนาคาร หรือวิธีที่สะดวกที่สุดคือโอนผ่านตู้ ATM แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านระบบการชำระเงินที่สำคัญของโลกเกิดขึ้นที่ภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันพวกเราได้ก้าวข้ามยุคการจ่ายด้วยบัตรพลาสติก แล้วกระโดดเข้ามาสู่ยุคการเงินดิจิทัลอย่างเต็มภาคภูมิ
ไม่ใช่เพียงคนไทยเท่านั้นที่คุ้นเคยกับการใช้จ่ายผ่านการสแกน QR code แต่ทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนนิยมชำระเงินผ่าน QR code และ digital wallet มากกว่าในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศในยุโรปที่นิยมชำระเงินด้วยบัตรเครดิตมากกว่า ถ้าประเทศไทยมี PromptPay สิงคโปร์ก็มี PayNow มาเลเซียมี DuitNow และอินโดนีเซียก็มี QRIS
สูตรลับความสำเร็จของการสแกนจ่าย หลัก ๆ แล้วมาจากการ “เข้าถึงง่าย” ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางหรือความรู้ทางเทคนิคขั้นสูง เพียงมีสมาร์ตโฟนและ QR code ก็สามารถซื้อขายได้ทุกที่ทุกเวลา เมื่อทั้งเข้าถึงง่ายและสะดวกสบายแบบนี้ จึงตอบโจทย์ผู้ใช้บริการจำนวนมากและเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้เงินของคนจำนวนมากเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
ด้วยความสำเร็จของนวัตกรรมการชำระเงินดิจิทัลจากแต่ละประเทศ ทำให้เกิดการต่อยอดโดยนำระบบการชำระเงินมาเชื่อมต่อข้ามประเทศ ความร่วมมือระดับภูมิภาคนี้ทำให้ในปี 2569 ประเทศไทยมีการเชื่อมต่อการจ่ายเงินผ่าน QR code กับประเทศเพื่อนบ้านแล้วถึง 9 ประเทศและ 1 เขตเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงระบบชำระเงินแบบทันทีคู่แรกของโลกระหว่าง PromptPay-PayNow ซึ่งก็หมายความว่าคนไทยและสิงคโปร์สามารถโอนเงินให้กันผ่านเบอร์โทรศัพท์เหมือนที่คนไทยใช้จนเคยชิน แต่อาเซียนจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้
ในระยะต่อไป อาเซียนจะขยายการเชื่อมโยงไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกผ่าน Project Nexus นอกจากนี้ ไทยยังมีเป้าหมายในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่ ๆ เพื่อยกระดับและสนับสนุนการใช้ชีวิตตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ
นวัตกรรมที่คำนึงถึงทุกคน
ด้วยการเข้าถึงที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว นวัตกรรมทางการเงินจึงถูกมิจฉาชีพฉวยโอกาสนำไปใช้ด้วยเช่นกัน เพียงแค่ไตรมาส 2 ของปี 2567 มูลค่าความเสียหายจากการที่เหยื่อโดนหลอกให้โอนเงินเองสูงถึง 8,950 ล้านบาท (ไม่นับรวมกรณีที่เหยื่อถูกหลอกให้ติดตั้งแอปดูดเงิน)
จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท. AOC 1441) และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องพบว่า มีคนหลายช่วงวัยตกเป็นเหยื่อ และแต่ละกลุ่มก็มีจุดอ่อนไหวที่ต่างกัน เช่น วัยทำงานที่แบกภาระรับผิดชอบสูงจึงถูกหลอกลงทุนได้ง่าย หรือวัยสูงอายุที่มีเงินเก็บก้อนใหญ่และยังไม่พร้อมรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไว จึงถูกใช้เป็นช่องว่างในการหลอกลวง
หากอ้างอิงจากบทสรุปตอนที่เราเริ่มเขียนเรื่องนี้ ความไม่ปลอดภัยและช่องว่างในการเข้าถึง ทำให้เกิดคำถามต่อคุณภาพของนวัตกรรม และหลังจากมีกรณีถูกมิจฉาชีพหลอกบ่อยครั้งเข้า หลายคนจึงเลิกเชื่อมั่นในระบบแล้วหันกลับไปใช้เทคโนโลยีให้น้อยที่สุด
เมื่อนำเอาความเปราะบางข้างต้นมารวมกัน จึงเกิดเป็นความท้าทายของผู้สร้างนวัตกรรมทั้งภูมิภาค ตอนนี้ผู้วางนโยบายและนักพัฒนารู้แล้วว่า “ความสะดวกรวดเร็วไม่ใช่ทุกอย่าง” นวัตกรรมทางการเงินที่ดีควรมีการออกแบบอย่างรับผิดชอบและคำนึงถึงทุกคน เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคมได้อย่างยั่งยืน และการจะสร้างนวัตกรรมอย่างรับผิดชอบนั้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบ 3 ด้านต่อไปนี้อย่างครบถ้วน
ด้านแรกที่ผู้อ่านคงเห็นชัดแล้ว คือ “เทคโนโลยี” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างนวัตกรรมในยุคดิจิทัล เปิดโอกาสให้เราแก้ไขปัญหาและสร้างโอกาสด้วยวิธีการใหม่ ๆ ด้านที่สองคือ “แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ” ที่จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเห็นคุณค่าและร่วมผลักดันให้เกิดการพัฒนาต่อยอดจนถึงใช้งานจริง เช่น บริการที่ไม่คิดค่าธรรมเนียม การเชื่อมโยงข้อมูลการค้าให้ธุรกิจ และผลิตภัณฑ์ที่อำนวยความสะดวกด้านการเงินให้ผู้ใช้บริการ
ด้านสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือ “กรอบกฎหมายและระเบียบ” ที่จะช่วยรักษาสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน กรอบกฎหมายต้องไม่ชะลอหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม แต่เพื่อทำให้นวัตกรรมสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งในแง่เสถียรภาพของระบบ และการคุ้มครองผู้ใช้งาน
ร่วมพัฒนาเพื่อความเป็นไปได้สำหรับทุกคน
ตามที่ชวนคิดไปข้างต้น การพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่สอดคล้อง ตลอดจนกรอบกฎหมายและระเบียบที่ชัดเจน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความสำคัญต่อองค์ประกอบทั้ง 3 ผ่านการสร้างพื้นที่ทดลองนวัตกรรม จัดทำมาตรฐานกลางร่วมกันกับผู้ให้บริการ ออกระเบียบ และแก้ไขกฎเกณฑ์ที่ไม่ทันสมัย เพื่ออำนวยความสะดวกตลอดจนป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการ
ธปท. ได้จัดทำและเผยแพร่แผนกลยุทธ์และทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงินไทยมาแล้ว 6 ฉบับ ตั้งแต่ปี 2545-2568 นอกจากจะเห็นพัฒนาการด้านระบบชำระเงินกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาแล้ว จะพบว่า ธปท. ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นฟื้นตัวไว (resilience) และนวัตกรรมทางการเงินที่รับผิดชอบมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติเทคโนโลยี ความปลอดภัย และความมั่นใจของผู้ใช้บริการ
สำหรับก้าวต่อไป ที่ประเทศไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ในเดือนตุลาคม 2569 นี้ ธปท. จะชวนผู้นำในวงการการเงินโลกร่วมหารือ แลกเปลี่ยนความเห็น ผ่านแนวคิด “Building Resilience” ระบบเศรษฐกิจการเงินที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย ทั่วถึง และยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตด้วยความเข้มแข็งของประชาชนอย่างแท้จริง
พร้อมทั้งจัดทำ Bangkok Blueprint เพื่อเป็นแนวทาง ให้ประเทศต่างๆ นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล (Digital) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี (Cybersecurity) และการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้เครื่องมือทางการเงินได้อย่างเท่าเทียมกัน (Inclusive)
เรื่อง : กองบรรณาธิการ วารสารพระสยาม BOT Magazine
โฆษณา