ทว่าความสำเร็จอันสูงสุดนี้นำไปสู่มรสุมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรี ในวันที่ 20 เมษายน 1999 ได้เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ (Columbine High School) สื่อมวลชนและนักการเมืองฝั่งอนุรักษนิยมในอเมริกาพยายามตามล่าหาต้นเหตุ และพวกเขาก็เลือกที่จะโยนบาปทั้งหมดมาที่ Marilyn Manson โดยกล่าวหาว่าซาวด์ดนตรีและเนื้อหาที่รุนแรงของเขาคือสิ่งที่กระตุ้นให้เยาวชนลงมือก่อเหตุ จนทำให้ทัวร์คอนเสิร์ตของเขาถูกยกเลิกและตัวเขาถูกแบนจากสังคมอย่างรุนแรง
แต่จุดเปลี่ยนที่พิสูจน์ระบบความคิดอันซับซ้อนวุ่ยวายของชายคนนี้ เกิดขึ้นในสารคดีรางวัลออสการ์ "Bowling for Columbine (2002)" ของผู้กำกับ Michael Moore เมื่อเขาถูกตั้งคำถามว่า หากมีโอกาสได้พูดกับเด็กๆ ที่โรงเรียนโคลัมไบน์หรือคนในชุมชนนั้น เขาอยากจะบอกอะไร? เขาตอบกลับด้วยประโยคประวัติศาสตร์ที่ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสังคมอเมริกาต้องหน้าหงายว่า
นี่คือภาพสะท้อนของขีดสุดแห่งความสำเร็จและความเจ็บปวดที่ศิลปินคนหนึ่งต้องเผชิญจากการเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งเชิงวัฒนธรรม ซาวด์ดีไซน์ที่งดงามจากทั้งสองอัลบั้มได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำว่า Marilyn Manson ไม่ได้มีดีแค่การสร้างความช็อก แต่เขามี "Analog Soul" และระบบความคิดที่ลึกซึ้งในการสื่อสารกับความโดดเดี่ยวของมนุษย์ ก่อนที่มรสุมครั้งใหม่ในชีวิตด้านมืดของเขาจะย้อนกลับมาส่งผลกระทบต่อตัวเขาในยุคปัจจุบัน
แหล่งข้อมูล: Nothing Records / Interscope Records Archive (1996-2002) / Bowling for Columbine Documentary