25 พ.ค. เวลา 10:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ทำไมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถึง "โนสนโนแคร์" วิกฤตโลก? - Blockdit Originals โดย ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร

ในเดือนพฤษภาคม 2026 ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ได้ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งคำถามที่น่าสนใจคือ "ทำไมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถึงสวนทางกับโลกความเป็นจริงที่ดูจะย่ำแย่?"
ในขณะที่หน้าหนังสือพิมพ์เต็มไปด้วยข่าวสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลง ช่องแคบฮอร์มุสเองยังปิดตัวส่งผลต่อราคาพลังงานทั่วโลก อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เองก็พุ่งสูงถึงร้อยละ 3.3 จนความเชื่อมั่นผู้บริโภคดิ่งลงเหว
แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับทำตัวเหมือนมี "ภูมิคุ้มกัน" ต่อความวุ่นวายและหายนะทั้งหมดนี้ หลายคนเริ่มกังวลว่านี่คือฟองสบู่ก้อนมโหฬารที่แยกขาดจากภาคเศรษฐกิจจริง หรือว่ามีเหตุผลเบื้องหลังบางอย่างที่สนับสนุนตลาดหุ้นที่เราอาจมองข้ามไป
1
คำอธิบายที่ดีที่สุดคือ ธุรกิจพลังงานและ AI ยังทำกำไรได้ดีอยู่ เราจึงเห็นภาพการแยกตัวของ "กำไร" ของบริษัทสำคัญในตลาดกับ "การบริโภค" ของภาคเศรษฐกิจจริง
2
หากเราเจาะลึกลงไปในไส้ในของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เราจะพบว่าหุ้นที่ร่วงกราวรูดคือกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคอย่าง Nike หรือธุรกิจอาหารที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระเป๋าตังค์ที่แฟบลงของชาวอเมริกัน
2
แต่ในทางกลับกัน หุ้นที่ลากดัชนีขึ้นคือ "กลุ่มพลังงาน" และ "ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี" พลังงานนั้นได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงตามสถานการณ์
1
ตะวันออกกลาง ส่วนบริษัทเทคโนโลยีนั้นไม่ได้พึ่งพาการจับจ่ายของรายย่อยเป็นหลัก แต่พึ่งพาการลงทุนในระดับ B2B (Business-to-Business)
1
ยิ่งท่ามกลางกระแส AI ที่ยังคงหอมหวาน ผลประกอบการของบริษัทอย่าง SK Hynix หรือ Micron สะท้อนชัดเจนว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังไปได้ต่อ
ที่สำคัญคือ ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ข้อมูลจากสำนักสถิติแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ผลผลิตต่อชั่วโมงของแรงงานนอกภาคเกษตรเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าทศวรรษก่อนหน้าถึงเท่าตัว
สหรัฐฯ เพิ่มผลิตภาพแรงงานได้อย่างไรในวันที่หลายคนมองว่าเศรษฐกิจ "กลวง"? คำตอบแบ่งออกเป็นสามส่วนครับ
หนึ่ง คือ ผลพวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น Cloud computing, สมาร์ทโฟน และ Video conference เริ่มส่งผลบวกในระยะยาวต่อผลิตภาพแรงงานในภาคบริการ
1
สอง คือ การปฏิวัติ Shale Gas ส่งผลให้สหรัฐฯ กลายเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ทำให้ราคาค่าไฟฟ้าในสหรัฐฯ ต่ำกว่ายุโรปครึ่งหนึ่ง และต่ำกว่าญี่ปุ่นถึง 1 ใน 3 นี่คือแต้มต่อมหาศาลของภาคการผลิตและ Data Center ในสหรัฐฯ
1
สาม คือ ความเร็วในการเปลี่ยนนวัตกรรมเป็นรายได้ ตัวอย่างเช่น Claude Code ที่ออกมาในปี 2025 ช่วยให้โปรแกรมเมอร์ทำงานเร็วขึ้นถึงร้อยละ 20 และสร้างรายได้มหาศาลให้บริษัทอย่าง Anthropic ภายในเวลาอันสั้น
1
ดังนั้น แม้ภาพเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯ อาจจะดูเปราะบาง แต่ "ไส้ใน" ของบริษัทสหรัฐฯ มีการปรับปรุงประสิทธิภาพจนสามารถรักษากำไรไว้ได้
1
ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นว่า นักภูมิรัฐศาสตร์กับตลาดมีมุมมองความเสี่ยงที่แตกต่างกัน นักสังเกตการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศมักมองเห็นความเสี่ยงที่น่ากังวลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุสและสงครามอิหร่านที่ลากยาว กระทบการขนส่งน้ำมัน กระทบพันธบัตร และนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของเศรษฐกิจการเมืองโลก
แต่สำหรับโลกการเงิน ตรรกะนั้นเรียบง่ายกว่ามาก ตลาดถามเพียงคำถามเดียวคือ "ความเสี่ยงนี้เปลี่ยนราคาของสินทรัพย์ในวันนี้หรือไม่?"
หากความเสี่ยงนั้นอาจจะค่อยส่งผลต่อกำไรในอีก 6 เดือนข้างหน้า การรีบขายทิ้งในวันนี้หมายถึงการเสียโอกาสในการทำกำไร ดังนั้นตลาดหุ้นจึงมักจะ "มองโลกในแง่ดี" กว่าเสมอ
แม้แต่พฤติกรรม "TACO" (Trump Always Chicken Out) ของทรัมป์ ซึ่งมักขู่แล้วก็ถอยไม่กล้าลุยจริง นักภูมิรัฐศาสตร์อาจมองว่าเพิ่มความไม่แน่นอนและความปั่นป่วนในภาวะสงคราม แต่โลกการเงินกลับมองว่าสะท้อนความต้องการควบคุมความเสี่ยงของตลาดของทรัมป์ ซึ่งไม่ต้องการให้สถานการณ์สงครามบานปลายจนคุมไม่ได้
สรุปคือ ความร้อนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางวิกฤตในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่สะท้อน (1) โครงสร้างกำไรที่เปลี่ยนไป (2) ผลิตภาพที่พุ่งสูงขึ้นจากเทคโนโลยี และ (3) จิตวิทยาการประเมินความเสี่ยงที่เน้นปัจจุบันมากกว่าอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
1
แต่ความเสี่ยงข้างหน้าก็น่ากังวลไม่น้อย หากช่องแคบฮอร์มุสปิดยาวและกระทบราคาพลังงานหนักกว่าในระดับปัจจุบันหรือลากยาวกว่าที่ตลาดคาด ต้องไม่ลืมว่าพื้นฐานของอุตสาหกรรม AI และ Data Center ก็คือพลังงาน ทำให้มีคำถามว่าราคาพลังงานอาจกดดันฟองสบู่ AI ให้แตกได้หรือไม่
2
ขณะเดียวกันก็มีความกังวลว่า AI ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แม้จะช่วยยกระดับผลิตภาพแรงงาน แต่ในท้ายที่สุดอาจทดแทนแรงงานชนชั้นกลางในออฟฟิซมหาศาล ซึ่งจะกระทบกับภาคการบริโภคหนักขึ้นอีก ขณะเดียวกันก็อาจส่งผลให้บริษัทซอฟแวร์จำนวนมากล้มระเนระนาดจากความก้าวหน้าของ Agentic AI โดยที่บริษัทซอฟแวร์เป็นสัดส่วนที่ใหญ่มากของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
1
เราคงต้องจับตากันต่อไปว่า ตรรกะของตลาดหุ้นจะสามารถต้านทานพายุใหญ่ทางเศรษฐกิจการเมืองโลกได้นานแค่ไหน สุดท้ายงานเลี้ยงจะเลิกเมื่อไหร่ท่ามกลางความเสี่ยงที่ลุกลามขึ้น และพวกเราทั้งหลายจะลุกจากโต๊ะทันกันไหมเมื่อวันนั้นมาถึง
โฆษณา