Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ณัฐมาคุย
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
25 พ.ค. เวลา 09:20 • ยานยนต์
Volvo มองต่างมุม
วิกฤติของ Volvo ในครั้งนี้มีคนด่า Volvo กันเต็มฟีดไปหมด วันนี้ผมเลยจะขอมามองในมุมของผู้บริหาร Volvo กันบ้าง ถ้าคุณใส่หมวกของเขา คุณจะมองโลกในมุมที่ต่างกันออกไป
หากเราลองสวมหมวกเป็น "ทีมผู้บริหารและวิศวกรของ Volvo" แล้วมองวิกฤตนี้จากคนในองค์กร ปฏิกิริยาที่หลายคนมองว่า "ช้า" หรือ "ไม่เด็ดขาด" นั้น ผมคิดว่า มันเกิดจากสถานการณ์ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" (Dilemma) ที่ซับซ้อนมากในหลายมิติครับ ทั้งในแง่ของวิศวกรรม การจัดการซัพพลายเชนระดับโลก และการเมืองภายในบริษัทตัวเอง บริษัทแม่ และบริษัทในเครือ
สำหรับคนที่ไม่ทราบ Geely ถือหุ้น Volvo Car AB 78-82% ผ่าน บริษัทชื่อ Geely Sweden Holdings AB โดยที่เหลือเป็นนักทุตสถาบัน และนักลงทุนทั่วไป และยังถือหุ้น 4.4% ใน Volvo Group (AB Volvo) อีกด้วย
1. ปริศนาทางวิศวกรรม: "จะประกาศปัญหาได้ ก็ต่อเมื่อรู้ว่ามันคืออะไรและแก้ยังไง" (ทำไมถึงเงียบไป 5 เดือน?)
1.1 การหาสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause)
เมื่อเกิดปัญหาความร้อนในเดือนกรกฎาคม 2025 ทีมวิศวกรต้องใช้เวลาสืบสวนว่าปัญหานี้เกิดจากอะไร? ซอฟต์แวร์ BMS รวน? หรือเป็นที่ฮาร์ดแวร์? การจะผ่าแบตเตอรี่จนไปเจอความผิดปกติระดับเคมีอย่างการเกิด Lithium Plating ในเซลล์บางลอตนั้น ต้องใช้เวลาในห้องแล็บนานมาก ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนทั้งหมด
1.2 ความตื่นตระหนก
ในมุมของบริษัทรถยนต์ การประกาศว่า "รถมีโอกาสไฟไหม้ แต่เรายังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรและยังไม่มีวิธีแก้" คือหายนะทางการสร้างความตื่นตระหนก (Panic) อย่างรุนแรง Volvo จึงพยายามหาข้อสรุปและขอบเขตของลอตที่ได้รับผลกระทบให้ชัดเจนที่สุดก่อนที่จะออกมาแถลงอย่างเป็นทางการ
1.3 วิธีการแก้
ถ้ายังไม่รู้สาเหตุ ก็แก้ไม่ได้ ซึ่งทางแก้มีหลากหลายกว่าที่เราคิดไว้เยอะ ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ถ้าเป็นเรื่องวิํธีการชาร์จ เขาอาจจะแค่อัปเดตแอปเอาก็ได้ ซึ่งรถไฟฟ้าออกแบบมาให้ทำแบบนั้นได้ง่าย อยู่แล้ว
2. ข้อจำกัดทางซัพพลายเชน: "เปลี่ยนแบตฯ ไม่ใช่อัปเดตแอปฯ" (ทำไมถึงสั่งล็อกการชาร์จที่ 70% ในตอนแรก?)
2.1 ผลิตไม่ทัน
ทีนี้ เมื่อรู้แล้วว่าต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์/โมดูลแบตเตอรี่ใหม่ ปัญหาคือรถที่เข้าข่ายมีมากกว่า 40,000 คันทั่วโลก การสั่งผลิตแบตเตอรี่ก้อนใหม่จำนวนมหาศาลขนาดนี้ ต้องใช้เวลาหลายเดือน ทั้งในการผลิตและโลจิสติกส์จัดส่งข้ามทวีปไปยังศูนย์บริการทั่วโลก
2.2 การจำกัดการชาร์จที่ 70%
การทำแบบนี้ คือ "พลาสเตอร์ปิดแผลชั่วคราว" ที่ดีที่สุดในมุมมองของวิศวกร เพื่อหยุดยั้งความเสี่ยงในการเกิดความร้อนและป้องกันเหตุไฟไหม้ระหว่างที่ลูกค้ากำลังรออะไหล่ชิ้นใหม่เดินทางมาถึง แม้จะรู้ว่าลูกค้าจะไม่พอใจที่ระยะทางวิ่งลดลง แต่มันดีกว่าปล่อยให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ซ้ำรอยที่บราซิล
สำหรับคนที่ออกมาด่าเรื่องนี้ จนเป็นเรื่องใหญ่ มันคือ workaround เท่านั่น ไม่ใช่เรื่องถาวร วัตถุประสงค์หลักคือการลดความเสี่ยงกับการเสียหายของรถทั้งคัน ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเสียหาย และในขณะเดียวกัน ยิ่งทำให้บริษัทเสียหายมากขึ้นไปอีก
3. ติดกับดักห่วงโซ่อำนาจของ Geely (ทำไมการจัดการถึงดูอึดอัด?)
3.1 น้ำท่วมปาก
Volvo ปัจจุบันไม่ใช่แบรนด์สวีเดนที่ยืนหยัดด้วยตัวเองอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นบริษัทลูกภายใต้ร่มเงาของ Geely ปัญหาใหญ่คือ ซัพพลายเออร์แบตเตอรี่ (Sunwoda JV) และผู้พัฒนาระบบแบตเตอรี่ (VREMT) ล้วนเป็นบริษัทในเครือข่ายของ Geely ทั้งสิ้น
3.2 ใครจะเป็นคนจ่ายค่าเสียหาย?
การเรียกคืนแบตเตอรี่มีมูลค่าสูงถึงเกือบ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าเกือบๆ 50% ของรถเลยทีเดียว การจะประกาศ Recall ระดับโลกได้ Volvo ต้องรอให้เกิดการเจรจาตกลงกันภายในเครือก่อนว่า "ใครจะเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้" ซึ่งนำไปสู่การที่ VREMT ต้องฟ้อง Sunwoda เพื่อหาคนจ่ายบิล กว่าที่ทั้งสองฝ่ายจะยอมความกันได้ ก็กินเวลาไปจนถึงต้นปี 2026
4. บริหารความเสี่ยงตามกฎหมายท้องถิ่น (ทำไมรับมือในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน?)
4.1 ในการทำธุรกิจระดับโลก การตอบสนองของบริษัทมักจะแปรผันตาม "ความเข้มงวดของหน่วยงานรัฐ" ในแต่ละประเทศ ในสหรัฐฯ มี NHTSA, ในอังกฤษ มี DVSA ที่มีอำนาจสั่งการรุนแรง Volvo จึงต้องรีบขยับตัวตามกฎเกณฑ์
4.2 ในตลาดเอเชียหรือในไทย ในช่วงแรก Volvo อาจประเมินว่าการจัดการแบบ Case-by-case ผสมกับคำแนะนำ 70% น่าจะเอาอยู่ จนกระทั่งเกิดเคสไฟไหม้ในไทยและ สคบ. เข้ามาจี้อย่างหนักบวกกับสื่อประโคมข่าว Volvo จึงต้องปรับแผนฉุกเฉินเป็นการ "ระงับการขาย" และเร่งเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้ทันที เพื่อหยุดยั้งความเสียหายของแบรนด์ไม่ให้ลุกลาม ส่วนทาง Volvo ของแต่ละประเทศรวมทั้งไทย ก็คงร้อนใจในการขอให้บริษัทแม่รับผิดชอบเช่นกัน แต่กลับมาเรื่อง supply chain ที่จู่ๆ คงจะหาแบตมาเปลี่ยนไม่ได้ทันทีอยู่ดี
4.3 ส่วนในประเทศจีน การดำเนินงานก็ต้องพึ่งพาอิทธิพลของบริษัทแม่อย่าง Geely ในการรับมือกับภาครัฐและสื่อท้องถิ่น
5. วิกฤตตัวตน "แบรนด์แห่งความปลอดภัย" (Brand Identity Crisis)
5.1 นี่คือสิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดของทีมผู้บริหาร Volvo เพราะ Core Value (คุณค่าหลัก) ของแบรนด์นี้ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทคือ "Safety" (ความปลอดภัย) และผมว่ามันยังเป็นคุณค่าหลักขององค์กรเหมือนเดิม
5.2 เมื่อรถยนต์ของตัวเองมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ทีม Volvo ย่อมพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะหาทางออกที่ยั่งยืนที่สุด (นั่นคือการยอมควักกระเป๋าเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้ใหม่หมด) แม้ว่าจะต้องเผชิญกับผลขาดทุนมหาศาลก็ตาม เพื่อรักษาชื่อเสียง "ความน่าเชื่อถือ" ที่สั่งสมมาเกือบ 100 ปีเอาไว้ให้ได้
5.3 และท้ายสุดอย่าลืมว่า ค่าเปลี่ยนแบตนี่เรียกได้ว่า อาจจะทำให้โครงการรถ EV ของ Volvo ขาดทุนยับเลย จู่ๆ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 2-3 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ที่คิดเป็นเกือบครึ่งของราคารถ margin แค่ไหนก็ไม่พอกับความเสียหายในครั้งนี้ ที่ยังไม่รวมความเสียหายของแบรนด์อีก นับเป็นความเจ็บปวดครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้
สรุปในมุมของ Volvo
ส่วนตัวผมคิดว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะละทิ้งลูกค้า แต่พวกเขาติดอยู่ในพายุเพอร์เฟกต์สตอร์ม (Perfect Storm) ที่ประกอบไปด้วยปัญหาทางเคมีที่ซับซ้อน สายพานการผลิตอะไหล่ที่ล่าช้า และการเมืองของบริษัทแม่ที่ต้องเคลียร์กันให้จบก่อนกระดิกตัว เมื่อประกอบรวมกัน มันจึงออกมาเป็นภาพของการแก้ปัญหาที่ดูฉุกละหุกและเชื่องช้าในสายตาของผู้บริโภคนั่นเองครับ
พูดไป ถ้าเป็นผู้บริหารพูด อาจจะฟังดูเหมือนแก้ตัว แต่ผมเดาว่าภาพจริงๆ มันคงเป็นประมาณนี้ ไม่ได้หนีจากนี้มากล่ะครับ
ผมก็ขอให้ทาง Volvo ผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปให้ได้ และทำให้สโลแกนที่ว่า “ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่” กลับมาได้จริงๆ ครับ
1 บันทึก
2
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย