29 พ.ค. เวลา 04:23 • ประวัติศาสตร์
อำเภอบางกล่ำ

ตอนที่ 41 ยุทธการอูลูบัต (1403): ปฐมบทแห่งศึกสายเลือด ศึกชิงอำนาจนำในแผ่นดินอนาโตเลีย

หลังสุลต่านบาเยซิดที่ 1 พ่ายแพ้และถูกจับกุมในปี 1402 จักรวรรดิออตโตมันตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศ
แผ่นดินอนาโตเลีย (ฝั่งเอเชีย) ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก
3
♣️ เจ้าชายอีซา (İsa Çelebi) เข้าควบคุมเมืองบูร์ซา (Bursa) ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าและสัญลักษณ์แห่งอำนาจดั้งเดิม
♦️ เจ้าชายเมห์เหม็ด (Mehmed Çelebi) ถอยไปตั้งหลักเงียบๆ อยู่ที่เมืองอามาสยา (Amasya) เมืองชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือที่ห่างไกล
ยุทธการอูลูบัตในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1403 ในที่สุดเมห์เหม็ดก็เริ่มเดินหมากตาแรก เพื่อเป้าประสงคืเดียว ฮุบฝั่งอนาโตเลียให้เบ็ดเสร็จ
🚩 สาเหตุแห่งยุทธการ: เมื่อหนึ่งแผ่นดินไม่มีที่ว่างสำหรับเสือสองตัว
🟨1. ดูเหมือนตอนที่ติมูร์ใช้แผนการแบ่งแยกและปกครอง อัจฉริยะก็ยังเป็นอัจฉริยะ เขามองออกตั้งแต่ยุทธการอังการาแล้วว่าในบรรดาลูกๆของบาเยซิดนั้น เจ้าชายเมเหม็ดมีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับสุลต่านมากที่สุดจึงจัดแจงเมือง อามาสยา (Amasya) ที่เป็นเมืองชายแดนเพื่อลดโอกาสที่เมเหม็ดจะรวบรวมจักรวรรดิขึ้นมาใหม่ ปล่อยให้พี่น้องที่ครองพื้นที่เข้มแข็งกว่ากลื่นกินไปเอง
🟨2. ฝากเจ้าชายเมเหม็ดนั้น ทราบสถานการณ์ของตัวเองดีพระองค์เลือกใช้วิธีค่อยๆรวบรวมหัวเมืองเล็กๆฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน และเตรียมกองทัพอย่างแข็งขันเพราะ เจ้าชายเข้าใจดีว่าหากจะก้าวขึ้นเป็นสุลต่าน เมืองหลวงเก่าอย่างบูร์ซาเป็นเป้าหมายที่ต้องยึดกุมให้ได้
เจ้าชายเมเหม็ดเตรียมกองทัพอย่างแข็งขัน
🟨3. เจ้าชายเมห์เหม็ดไม่ได้เปิดฉากด้วยการใช้กำลังทันที (แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงทางการทูต) พระองค์ส่งสาส์นไปหาอีซา เสนอให้ "แบ่งอนาโตเลียกันปกครอง" โดยให้อีซาครองฝั่งตะวันตก และเมห์เหม็ดครองฝั่งตะวันออก แต่อีซาซึ่งถือตนว่าครอบครองเมืองหลวงบูร์ซาอยู่ ปฏิเสธอย่างหยิ่งยโส และอ้างสิทธิ์เหนืออนาโตเลียทั้งหมด
🟨 ประเด็นเรื่องความชอบธรรม : สำหรับชาวออตโตมัน ใครก็ตามที่ได้นั่งบัลลังก์ที่เมืองบูร์ซา จะได้รับการยอมรับจากขุนนางในวงแพร่หลายมากกว่า เมห์เหม็ดรู้ดีว่าหากปล่อยให้อีซาครองเมืองนี้ต่อไป ตัวเขาเองจะกลายเป็นเพียงกบฏชายแดน
🗺️ แนวทางยุทธการ: การปะทะที่ริมทะเลสาบ
เมื่อการเจรจาล้มเหลว เมห์เหม็ดก็เผยเขี้ยวเล็บ พระองค์เดินทัพจากอามาสยามุ่งหน้าสู่บูร์ซาอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ:
🟦1. ในขณะที่อีซาลำพองใจจากการได้ครองเมืองหลวงเก่า เห็นได้ชัดว่าเขาละเลยเกมการแย่งบังลังก์นี้ขนาดไหน ขณะที่เมเหม็ดมองเกมขาดลอยในแง่การเตรียมตัว
🟦2. อีซากลับพึ่งพากองกำลังทหารเกณฑ์ที่กระจัดกระจายและขาดขวัญกำลังใจจากความพ่ายแพ้ที่อังการา เมห์เหม็ดได้ใช้เวลาที่อามาสยาผูกมิตรกับชนเผ่าท้องถิ่นและทหารผ่านศึกสร้างกองทัพที่เล็กกว่าแต่มี "ความภักดีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน" สูงกว่ามาก
🟦3. เมื่อปะทะกัน อีซาไม่ยอมตั้งรับในกำแพงเมือง แต่เลือกยกทัพออกมาสกัดเมห์เหม็ดที่บริเวณที่ราบใกล้ ทะเลสาบอูลูบัต (Ulubat Gölü) ทางตะวันตกของบูร์ซา
กองทัพเมห์เหม็ดที่เข้มแข็งกว่าสามารถเอาชนะทัพอีซาอย่างง่ายดาย
🟦4. แม้บันทึกทางทหารของยุทธการนี้จะไม่ได้ลงรายละเอียดกลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากนัก แต่ผลลัพธ์แสดงให้เห็นชัดเจนว่า กองทัพของเมห์เหม็ดมีความเด็ดขาดและมีระเบียบวินัยเหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด ทัพของเมห์เหม็ดสามารถทำลายกระบวนทัพของอีซาแตกพ่ายกระจายไปคนละทิศละทาง
ทัพของอีซาแตกพ่ายกระจายไปคนละทิศละทาง
♟️ ผลลัพธ์แห่งยุทธการ: ผู้ชนะจะผูดขาดครอบครองอนาโตเลีย
สมรภูมิอูลูบัตจบลงด้วยชัยชนะอย่างเด็ดขาดของเจ้าชายเมห์เหม็ด:
🟧 หลังทัพแตกพ่ายยับเยิน อีซาต้องควบม้าหนีตายไปซ่อนตัวที่เมืองยาโลวา (Yalova) ก่อนจะล่องเรือข้ามช่องแคบไปขอลี้ภัยกับจักรพรรดิไบแซนไทน์ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล
อีซาหนีไปกรุคอนสแตนติโนเปิล
🟧 การเข้ายึดบูร์ซา: เมห์เหม็ดเดินทัพเข้าเมืองบูร์ซาอย่างผู้ชนะ พระองค์ได้รับการต้อนรับจากเหล่าขุนนางและสถาปนาตนเองเป็นผู้ปกครองฝั่งอนาโตเลียอย่างเป็นทางการ 👑
💥ผลกระทบที่ส่งถึงแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ยุทธการนี้แม้จะมีสเกลที่เล็กกว่าสงครามกับติมูร์ แต่กลับเป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญของสงครามกลางเมืองออตโตมัน
♦️1. ฝ่ายเจ้าชายเมห์เหม็ด: การยึดบูร์ซาได้ทำให้เมห์เหม็ดได้รับ "ความชอบธรรม" สูงสุดในสายตาชาวเติร์ก พระองค์ได้ควบคุมคลังสมบัติ เส้นทางการค้า และฐานกำลังเศรษฐกิจที่สำคัญ ทำให้พร้อมสำหรับการทำสงครามยืดเยื้อกับพี่ชายคนโต (สุลัยมาน) ในยุโรปต่อไป
การเข้ายึดเมืองบูร์ซาทำให้เมห์เหม็ด ได้รับความชอบธรรมเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีศักยภาพ
♣️2. ฝ่ายเจ้าชายอีซา : อีซาสูญเสียฐานอำนาจทั้งหมดและกลายเป็นเพียง "ผู้ลี้ภัย" แม้ในเวลาต่อมา อีซาจะพยายามกลับมาทวงอำนาจคืนโดยได้รับการสนับสนุนแบบลับๆ จากสุลัยมาน (ที่ไม่อยากให้เมห์เหม็ดมีอำนาจเกินไป) แต่อีซาก็แพ้เมห์เหม็ดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนนำไปสู่จุดจบที่ถูกรัดคอในโรงอาบน้ำในที่สุด
จุดจบของเจ้าชายอีซา ที่ถูกรัดคอในโรงอาบน้ำ
♠️3. ฝ่ายเจ้าชายสุไลมาน
ชัยชนะของเมห์เหม็ดทำให้สุไลมานที่เสวยสุขอยู่ในเอดีร์แนต้องสะดุ้งตื่น สุลัยมานตระหนักว่าเมห์เหม็ด น้องชายที่อันตรายและเจ้าเล่ห์ที่สุดได้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่แล้ว นำไปสู่การส่งทัพข้ามมาแทรกแซงในอนาโตเลีย ทำให้ไฟสงครามกลางเมืองลุกโชนรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีกนับทศวรรษ
บทสรุป🚩
อิซาหมาหัวเน่าถูกน้องชายอย่างเมเหม็ดกำจัดออกไปจากกระดาษอำนาจอย่างง่ายดาย แต่การเคลื่อนไหวของเขาก็บังคับให้พี่ชายอย่างสุไลมานเริ่มเดินเกมเช่นกัน นั้จะเป็นการตอบโต้ไปมาระหว่างสองเจ้าชายเป็นเวลาเกือบ 10 ปี ที่แทบไม่มีความคืบหน้า บีบให้เมเหม็ดก็งัดสุดยอดวิชาสายมืดมาใช้
ถ้าทำลายจาภายนอกไม่ได้งั้นก็ทำให้แตกแยกจากภายในสิคิดได้เช่นนั้นแล้วเจ้าชายเมเหม็ดก็เขียนจดหมายเชิญคนเข้าพบ....
ตอนที่ 42 ในห้วงเวลาที่พี่น้องเข่นฆ่ากัน
โฆษณา