28 พ.ค. เวลา 08:57 • ความคิดเห็น

รวยแล้วไม่โกง หรือไม่โกงแล้วรวย?

เมื่อวาน มีคนให้ความเห็นว่า เอ ไม่โกงแล้วน่าจะรวยมากกว่ามั้ย สำหรับมุมนั้น มีงานวิจัยสนับสนุนเรื่องดังกล่าวอยู่เหมือนกันครับ
งานวิจัย Analyzing the Impact of Corruption on Income Levels Disparity Between Countries ได้วิเคราะห์ข้อมูลจาก 131 ประเทศในปี 2018 เพื่อดูผลกระทบของการทุจริตคอร์รัปชันต่อระดับรายได้ โดยมีข้อค้นพบที่ตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจนดังนี้ครับ
1. ยิ่งโปร่งใส ยิ่งมีโอกาสรวย (ไม่โกงแล้วรวย)
- งานวิจัยพบว่า ดัชนีชี้วัดการทุจริตทั้ง 3 ตัวที่ใช้ในการศึกษา มีผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อระดับรายได้ของประเทศ
- การเพิ่มขึ้นของค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI (ค่าที่สูงขึ้นหมายถึงมีการรับรู้ว่าทุจริตน้อยลง) จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านไปยังระดับรายได้ที่สูงขึ้นของประเทศนั้นๆ
- การเพิ่มขึ้นของความมุ่งมั่นด้านจริยธรรม ทั้งในภาคส่วนของรัฐและภาคเอกชน จะนำไปสู่การเพิ่มโอกาสที่ประเทศนั้นจะขยับขึ้นไปสู่ระดับรายได้ที่สูงขึ้น
2. คอร์รัปชันคือ "ทรายในฟันเฟือง" (Sand in the Wheels)
- งานวิจัยนี้สนับสนุนทฤษฎี "Sand in the wheels" ซึ่งเป็นมุมมองที่ว่าการทุจริตส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุน
- การทุจริตทำหน้าที่เสมือนกำแพงอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ประเทศต่างๆ ก้าวขึ้นไปสู่ระดับรายได้ที่สูงกว่าเดิมได้
- สาเหตุเป็นเพราะการทุจริตนำไปสู่การลดลงของการลงทุน การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต การจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด และการเพิ่มขึ้นของความเหลื่อมล้ำทางรายได้
3. จุดเปลี่ยน (Threshold) สู่ความรวย
- ประเทศที่ต้องการย้ายจากกลุ่มระดับรายได้เดิม ไปสู่ระดับรายได้ที่สูงขึ้น จะต้องพัฒนาค่าดัชนี CPI ของตนเองให้สูงกว่า 45
- ยิ่งค่า CPI สูงมากเท่าไร โอกาสที่ประเทศจะย้ายไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงขึ้นก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
- ข้อมูลทางสถิติชี้ว่า เมื่อค่า CPI ทะลุระดับ 70 ความน่าจะเป็นที่ประเทศนั้นจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "ประเทศรายได้สูง" จะเพิ่มขึ้นจนเกือบเป็น 1 (แน่นอนที่สุด)
- ในชุดข้อมูลนี้ จากประเทศกลุ่มรายได้สูงจำนวน 50 ประเทศ มีถึง 47 ประเทศที่มีค่าดัชนี CPI มากกว่า 45
4. ข้อยกเว้น: "รวยแต่โกง" (รวยเพราะทรัพยากร)
- มีข้อสังเกตที่น่าสนใจในงานวิจัยคือ มีกลุ่มประเทศรายได้สูงบางประเทศที่มีค่า CPI ต่ำ (คอร์รัปชันสูง) เช่น คูเวต ตรินิแดดและโตเบโก และบาห์เรน
- งานวิจัยอธิบายว่าประเทศเหล่านี้เป็นรัฐที่พึ่งพารายได้จากการให้เช่าทรัพยากร (Rentier countries) ซึ่งระบบเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก
- ประเทศกลุ่มนี้ยังมีลักษณะเด่นคือมีจำนวนประชากรน้อย (ต่ำกว่า 5 ล้านคน) ทำให้ตัวเลขรายได้ประชาชาติต่อหัวออกมาสูงได้ แม้ระบบภายในจะยังมีดัชนีความโปร่งใสที่ต่ำก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนงานนี้ใช้ข้อมูลจากปี 2018 ปีเดียวในการวิเคราะห์ เลยทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ชัดว่าอะไรเป็นเหตุเป็นผลกัน จริงๆ แล้วมันเป็นเพียง “ความสัมพันธ์ที่มีอำนาจในการทำนายสูง” เท่านั้นครับ
และในงานนี้ ยังมีการอ้างอิงงานอื่นที่น่าสนใจ แต่ผมยังไม่มีเวลาไปอ่านต้นทาง (ยังหา link ที่ download pdf ไม่เจอ ไว้ถ้าว่างๆ ไปขุดเจอ แล้วคงจะอธิบายได้ดีกว่านี้) แต่เขาอ้างถึงไว้ว่างานวิจัยชี้ให้เห็นว่าวงการวิชาการแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน:
มุมมองที่ 1 (Lambsdorff): คอร์รัปชันคือความเลวร้ายที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ (ทิศทาง: คอร์รัปชัน ➔ ยากจน)
มุมมองที่ 2 (Treisman, Paldam): คอร์รัปชันเป็นเพียง "โรคที่เกิดจากความยากจน" (Poverty-driven disease) ซึ่งจะหายไปเองเมื่อประเทศเจริญและพัฒนาขึ้น (ทิศทาง: ยากจน ➔ คอร์รัปชัน)
พอดูในมุมที่สอง ไปตามหาเพิ่ม เลยเจองานอีกอันที่ชื่อว่า The transition of corruption: From poverty to honesty (Erich Gundlach, Martin Paldam) เค้าดูจะมองต่างมุมกับงานที่อ้างถึงอันแรก และบอกว่า ปัญหาของการวิจัยที่ผ่านมาคือ ข้อมูลดัชนีคอร์รัปชันที่เรามีกันมักเป็นข้อมูลระยะสั้นและเกี่ยวพันกันเอง (Autocorrelation) จนแยกไม่ออกว่ารายได้หรือคอร์รัปชันที่เป็นตัวตั้งต้น
เพื่อแก้ปัญหานี้ เขาจึงใช้เทคนิคเศรษฐมิติขั้นสูงที่เรียกว่า Instrumental Variables (IV) โดยดึงเอาข้อมูล "ชีวภูมิศาสตร์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์" (Prehistoric measures of biogeography) มาเป็นตัวแทนของระดับรายได้
เมื่อนำค่ารายได้ (ที่ถูกตรึงด้วยรากฐานทางภูมิศาสตร์) มาเข้าสมการทดสอบ ผู้วิจัยพบว่ามันสามารถใช้อธิบายระดับการคอร์รัปชันของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปัจจุบันได้ผลดีเยี่ยมไม่แพ้กัน
งานนี้จึงสรุปไปอีกทางว่า การทุจริตจึงไม่ใช่สันดานถาวร แต่เปรียบเสมือนอาการป่วยไข้ที่มาพร้อมกับความยากจน เมื่อประเทศมีการยกระดับการพัฒนาจนประชากรมีรายได้สูงขึ้น (รวยขึ้น) กลไกของสังคมจะเปลี่ยนผ่าน และโรคคอร์รัปชันนี้ก็จะค่อยๆ เลือนหายไปเอง (กลายเป็นสังคมที่ไม่โกง) ในที่สุดครับ
สรุปว่า นักวิจัยยังมีเชื่อกันทั้งสองด้านนะครับ
เชื่อแบบไหน เอาตามนั้นเลยครับ แต่ถ้าเชื่อแล้วทำกันได้จริง เราจะได้รวยกันจนไม่ไหวแล้ว
โฆษณา