29 พ.ค. เวลา 14:09 • ความคิดเห็น
มีเรื่องราวหนึ่ง หลวงตาท่านให้คนโทรมา บอกว่า ให้ไปที่วัด พอดีเราก็ติดธุระในตอนนั้น พอคราวนี้ เราไปวัด ท่านก็บอกว่า ที่โทรเรียก จะให้ดู ตัวกระทำ ที่หาดูได้ยาก มันมาเกิดขึ้นแสดง ออกมา ที่น้องพยาบาล คนหนึ่งล่ะกัน ท่านบอกว่า ฉันค้นหาอยู่สามวัน ถึงจะเจอ เค้าเรียกตัว นิลลักขะ ที่เป็นมนุษย์สมัย ดึกดำบรรพ์ ตอนยังไม่มีวัฒนธรรม ไม่รู้จัก เร่รอน หากิน ดุร้าย กฤโหด พวกนี้ อยู่ก่อน มนุษย์มิลักขะ ที่ก็โหดร้าย ดุ .ยังกินพ่อแม่ ตัวเอง ยังไม่รู้จัก พัฒนาจิตอะไรเลย
สมัยเรืองราวของพระกฤษณะ ท่านเล่า ว่า (อย่าเขื่อ) ท่านบอกว่า ที่ฉันลงมา เกิด นั้นก็เพื่อช่วยสอนมนุษย์ ยุคสมัย ให้มีความเห็นอกเห็นใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะสมัยมีแต่มนุษย์ที่โหดร้าย กินพ่อแม่ตัสเองก็มี ดีชั่วเค้าไม่รู้ ทำไปตามสัญชาตญาณ ของสัตว์โลกทั่วไป การพัฒนาจิต ให้เป็นมนุษย์ รู้จักดีชั่วได้ ยังไม่เกิดขึ้น
หากจะมีคำถามว่า นับถือพุทธ ทำไมไปสนใจเรื่องราวของเทพ ก็พระพุทธเจ้าท่านก็มาจากเทพ มาจุติ เป็นพระพุทธเจ้า ..ท่านสามารถ ยุติการเกิด สามารถเจ้าดนแดรพระนิพพานได้ เทพทุกพระองค์ก็ ไม่อยากเกิด แต่ก็ต้องเกิด เพราะยังมีกรรม ยังชำระสะสาง หนี้สิน ที่อยู่กัยธาตุทั้งสี่ นั้นยังไม่หมด ยังปิดบัญชีกรรม ของตนเองไม่ได้ พอรู้จักเรื่องราวของเทพ ทุกพระองค์ ก็ชี้ไปที่คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เรื่องราวอย่างนี้ พระที่สอนเรามา เล่าเรื่องราว ทีท่านได้ไป ขึนไปสวรรค์ แล้วท่านก็ได้ ไปชม ไปพบเทพ ที่เรากล่าวขาน รู้จักชื่อท่าน ท่านก็มาเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง แล้วท่านก็ชี้ แนะ ให่้สร้างบุญกุศล ด้วยพระไตรจีวร ทำบุญเจาะจงเทพองค์นั้นองค์นี้ ท่านก็มาอนุโมทนา ก็ทำให้รู้สึกมากขึ้น ในเรื่องราวของเทพ ว่า อวค์ท่านจริงๆเป็นอย่างไร พระท่านบอกว่า หากโยมทำจิตขึ้นไปได โยมก็ไม่อยากลงมา เพราะที่นั้น มีอต่ความสุข ไมมีทุกข์ จิตมีความสุข
ที่สวดเชิญเทพ อัญเชิญ มา ..เช่น ปลุกเสกเครืองรางของขลัง ท่านไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยเลย เพร่าะท่านมีหูทิพย์ตาทิพย์ .เทพนั่น ท่ามีแต่ส่งเสริม อนุโมทนา มนุษย์ที่สร้างบุญกุศล ยิ่งเมื่อสร้างบุญกุศล เกิดแสงสีของบุญเป็นสีเหลืองเกิดขึ้น ท่านก็มาอนุโมทนามไม่ต้องเขิญ ท่านมาเอง
ในการประพฤติปฏิบัติธรรม นั่น พระที่ท่าน มีวาระจิต มี ธรรม ที่สูง จิตท่าน สามารถ มองออกว่า จิตดวงในมีลักษณะเป็นอย่างไร คนถ่อย นั้น ใช้อารมณ์ มักโกรธ มักหงุดหงิด มีอะไรไม่ชอบใจ ไม่พอใจ ก็แสดงอาการ ฟาดงวงฟาดหาง ดีชั่วไม่รู้จักเลย ทำไปตามอารมณ์ที่ปรุงแต่งกาย เยี่ยงอย่างอันธพาล ประเภท มีอะไรนิดหน่อย ก็ยอมไม่ได้ .
คราวนี้ มันมีเรื่องราว ที่เค้าเรียกว่า อารมณ์กรรมตัวกระทำ วาระจิต ที่แสดงออกมา เป็นสี ดำ สีม่วง สีกรมท่า ขี้ข้าของกรรม สีเหลืองไพร่เน่า หลวเนื้อหลงหนัง ก็จะมีแสดงให้ดู . ว่าจิตนั้น มีวาระที่ต้องเป็นไปตามกรรม ในชีวิตนี้ .
พระที่ท่าน ทำจิตเจ้าไปถึงธรรม ถึงคำว่า ดินน่้าลมไฟ หรือ ที่ว่า ดินฟ้าอากาศ ท่านก็สามารถ เปิดบัญชีกรรม ที่อยที่หน้าอก มีเครื่องหมายอยู่ ทำนองว่า ท่านสามารถเปิดมาดูได้ แล้วยมฑูต ท่านก็สามารถดึงบัญชี ที่หน้าออกมาดูได้ ว่ามีชีวิตเป็นมนุษย์ ใช้กาย ใช้วาจา ใช้ใจ ใช้อารมณ์ต่างๆ อย่างไรบ้าง แล้วก็เวลาจะหมดอายุขัย เค้่าดึงมาดูได้ ว่าถึงเวลาที่กำหนด ละยัง ต้องจากสังขารมนุษย์
เรื่องราวยมฑูตเราตื่นนอน ลุกขึ้นมา กำลังตั้งสติ ให้หายงัวเงีย ก็มีภาพ คนมาติดหน้า แนบหน้าเรา เราก็ตั้งสติ .เค้าก็ไปยืนห่างออกไป นั่งผ้าแดง หันข้างให้เรา ยืนก้มหน้า เราก็พยายามมอง ดูเค้า .สักพัก ภาพนั้นก็หายไป เราก็ไปถามพระ ท่านบอกว่า เค้าผ่านมา ก็แวะ ดูบัญชีที่หน้าอกเราหน่อย
ปกติเรื่องราว ยมทูตนั้น เห็นเค้้าได้ยาก แล้วชุดเทวฑูต สี่คน คนที่เป็นหัวหน้า สวมหมวก มีกันหลายชุด พวกที่ว่า คนอันธพาลดุ ร้าย โหดร้าย ก็เจอะชุด ที่โหดๆ มีหัวเป็นสัตว์ก็มี ชุดสีแดง สีเขียว ชุดสีเขียว อยู่เคยเห็นเค้า ขึ้นมาจากท่าน้ำ เราก็ว่ามีใครตายมั้ย ก็ผ่านไป มีคนตาย นอนตาย ติดริมรั่ว ตายเป็นเดือนผ่านไปถึงมีคนเจอ ทั้งที่บ้านแถวนั้น ติดๆกัน เค้่ไม่ได้กลิ่นอะไร ผิดปกคิเลยหรือ .ยมฑูตชุดเขียว พระท่านเคยบอกว่า ชุดนี้ดุ ทำรองไม่พูดพล่าม กระชากลงมือ ทุบตี. ให้สมกับกรรม ที่ทำไว้
เรื่องราวศาสนา นั้นเค้าเป็นเรื่องราว ชี้ให้สร้างบุญกุศลบารมี ให้แก่จิตของตนเอง ที่ว่า สร้างสังขารที่ดี ในวันข้างหน้า เมื่อไม่มีกายมนุษย์ สิ่งที่สะสมบุญกุศล ก็จะนำจิต ไปสู่สถานที่ที่ดี มีความสุข
เรื่องราวที่ว่า ก่อนตาย จิตดวงนั้น จะไปสถานทีใด พระท่านบอกว่า สมัยนี้ เค้าไม่แสดงให้ดู เพราะไปตายโรงพยาบาลกันบ้าง สมัยก่อน เรื่องราวจิตจะออกจากร่าง ไปเป็นไก่ เป็นหมู หรือ สร้างกรรมอะไรมา เค้าแสดงให้ดูก่อนตาย ยุคสมัยนี้ เค้าปิด ไม่มีให้ดูแล้ว
คนถ่อย มันก็ดูที่เรื่องราวอารมณ์นึกคิด ดูกิริยาท่าทาง หยาบคาย โอ้อวด กักขฬะ เย่อหยิ่ง จองหอง .ทำอะไรก็เลอะเทอะ . ทั้งกาย ทั้งวาจา ใจ ไปอยู่ที่ไหน ก็มีแต่ทำให้เค้าเดือดร้อน บางที ก็ขึ้นจากนรกมาเกิด พ่อแม่คนไหน ได้ลผูกอย่างนี้มา ก็ต้อวเดือดร้อนไปตลอด ด้วยลูกคนนี้ บ้างก็มีทำร้ายพ่อแม่ ดุด่าพ่อแมตัวเอง ก็อาศัยการพ่อแม่ที่สงเคราะห์ เลียงดูมาแท้ ๆ กลับด่าว่า พ่อแม่ ก็เหมือนด่าว่าตัวเอง ที่อาศัยสังขารที่พ่อแม่ให้มา แล้วชีวิต มันก็เสื่อมไปเรื่อย ทำอะไรก็วิบัติ ไม่เจริญ .ตกต่ำไปเรือย ..
เรื่องของพระศาสนา เค้ามาช่วยจิต ชี้ให้สร้างบุญกุศล ให้รู้จักกรรม แล้วก็หนีกรรม ด้วยการทำบุญ ใก้เกิดเป็นบุญ ทำทาน ก็ให้เกิดเป็นทาน ไม่ใข่นึกคิดเอาเอง การปฏิบัติธรรม นั้น ยืนเดินนั่งนอน ไม่นึกคิดอะไรเลย ก็ไม่ไม่ได้มีอารมณ์ไปสร้างกรรม ก็มีการบันทึกลงไปที่ธาตุุทั้งสี่ ว่างเว้นจากอารมณ์ ไปชั่วขณะหนึ่ง ก็ยังดี ท่านชี้ให้สะสมไป .ขี้ให้ทำ แบบเจ้าชายสิทธัตถะทำไม่ได้ ก็หัดทิ้ง ทรัพย์สมบัติ แย่งมา เจียดมา แปรสภาพวัตถุนั้นเป็นบุญกุศล
นี่เราเอง ก็ได้ฟัง พระที่ท่านบรรลุธรรม หลายพระองค์ ท่านเมตตา เล่าให้ฟังว่า ฉันก็เคย ตกนรก เป็นเปรต อสุรกาย เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ สร้างบุญกุศล ขึ้รไปเป็นเทพ หมดบุญ ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ พลาดไปลงนรก ไต่ขึ้นมาใหม่ กว่าจะได้กายมนุษย์ สร้างบุญกุศล ขึ้รไปเป็นเทพ ลงมา เป็นมนุษย์ พลาดอีก เพลิดเพลิน มายาของโลก ไม่สร้างบุญกุศล ลงนรกอีก
เรื่องราวที่ว่า เคยตกนรก มันทุกข์ทรมาน พระท่านก็เมตตา สอนให้ มีแสงส่องลงมาที่หน้าอก ขณะที่จะนอน คิดว่า ป่วย . ก็นอนท่องพุทโธๆ มีแสงส่องลงมา ปุ๊บ ก็นอนดิ้น โอดครวญ เมื่อคนเพ้อ ดิ้นทุรนทุราย เหมือนกิ้งกือ ถูกไฟ ถูจับลงกองเพลิง มันแสบร้อนทั้งกาย ไม่มีหยุดเลย ท่านสอนแค่เวลาสั้น เปิดให้ดู สิ่งที่เราเคยตกลงไป .เพียงสามชั่วโมง ก็แย่แล้ว นี่หากเป็นโกฎเป็นกัปป์ มันทุกข์ทรมานยาวนาน
พอรู้สึกตัว ว่าผ่อนทุกข์เวทนา ก็ระลึกได้ว่า ครูท่านมาสอนให้ก็รีบกระตือรือร้น ลุกขึ้นมา กราบพระ .ที่ท่านสอนให้รู้จัก ทุกข์ในนรก ทั้งที่เคยตกมา แต่ก็ระลึกไม่ได้ ต้องกราบขอบพระคุณ ที่ครูท่านมาสอนที่จิตของเรา ดีใจที่ครูท่านเมตตาสอนให้รู้จักนรก เรื่องราวที่ท่านเคยบอกว่า คนที่ว่า เคยเห็นนรก ก็ได้แค่เห็น แต่ไม่ได้รับทุกข์ทรมาน รับความรู้สึกขิงคนที่ตกนรก ว่าทุกข์ทรมานขนาดไหน ..เค้าเห็นนรกก็ได้แค่เห็น แต่รับรู้ความทุกข์ทรมานในนรกไม่ได้ . เราก็ดีใจ ที่ครูท่านเมตตาสอนให้ สอนให้รู้จั.. ทุกข์
ท่านก็บอกว่า มันวนเวียนอย่างนี้ หลายอสงไขย กว่าจะได้ กายมนุษย์ มาเจอะเจอพระพุทธเจ้า ที่จิตท่านเหมือนแสงสว่างของดวงอาทิตย์ พอได้ฟัง ได้สัมผัส ก็สามารถ เดินตามรอย ขององค์พระสัมมาสีมพุทธเจ้า จน บรรลุธรรม แต่ละพระองค์ ต่างก็ใช้ขันติบารมี ที่เคยบำเพ็ญมา ต่อสู้อุปสรรค ใช้กายพ่อแม่ เดินเจ้าป่า ด้วยเสื้อผ้าชุดเดียว ขันน้ำสักใบก็ไม่มี
พระโมคคัลลา ท่านบอกว่า ถึงเวลานั้น โยมไม่ต้องกลัวอดหรอก เป็นเรื่องราวทำรองว่า ชาติสุดท้าย ยังไง ก็ต้องทิ้งทุกอย่าง เพื่อ ยึติการเกิด บุญกุศลที่ทำมาฝากไว้ ดินฟ้าอากาศ ท่านจะช่วยหนุนนำกาย มีทั้งแม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระเพลิง แม่พระพาย แม่พระโพสพ ท่านช่วยสงเคราะห์ ไม่ลำบาก ก็ให้สะสมบุญบารมีไปเรื่อยๆ
หมายเหตุ. เรื่องราวที่ข้าพเจ้านำลง มีเรื่องราวของชื่อพระผู้ใหญ่ มาเขียน นั้นข้าพเจ้าไม่ได้มีเจตนา อวดเก่ง อวดดี ขออย่าได้เกิดเป็นกรรมแก่ข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้า เพียงแค่ บอกกล่าว เรื่องราวที่เคยได้ยินได้ฟังมา ก็บอกเล่าไป ตามที่เคยฟังพระท่านเมตตาแนะนำให้ ก็บอกไป เก็บไว้คนเดียว ก็จากโลก นี้ไป.
โฆษณา