เมื่อวาน เวลา 05:00 • ข่าว

266 ต่อ 174 สภาปัดตก กมธ.แลนด์บริดจ์ แล้วใครจะตรวจสอบโครงการระดับล้านล้าน?

โครงการแลนด์บริดจ์ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนทางการเมือง หลังสภาผู้แทนราษฎรลงมติ ‘ไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ’ เพื่อศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบของโครงการเพิ่มเติม
โดยผลโหวตอยู่ที่ 266 เสียงไม่เห็นด้วย ต่อ 174 เสียงเห็นด้วย ทำให้ญัตติดังกล่าวตกไป
ญัตติขอตั้ง กมธ. นี้ถูกเสนอโดย กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ มีเหตุผลว่า “เพื่อสะท้อนความกังวลของประชาชน ถึงความคุ้มค่าของโครงการฯ กับการใช้งบฯ กว่าล้านล้านบาท ซึ่งนักวิชาการ ได้ออกมาประเมินแล้วว่า ไม่คุ้มค่า”
พร้อมกล่าวด้วยว่า “โครงการนี้มีความสุ่มเสี่ยงว่า จะถูกทิ้งร้าง ไม่ถูกเอกชนใช้บริการ ดังนั้น จึงควรให้สภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมกันพิจารณา”
เช่นเดียวกับ สส. อีกหลายพรรค ที่มองว่า โครงการระดับล้านล้านบาทแบบนี้ควรมีการศึกษาอย่างละเอียดและเปิดให้สังคมตรวจสอบมากกว่านี้
สำหรับคนทั่วไป คำว่า ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ อาจฟังดูเป็นเรื่องทางการเมือง แต่จริงๆ แล้ว มันคือกลไกสำคัญของรัฐสภาในการตรวจสอบโครงการใหญ่ของประเทศ
เพราะกมธ. สามารถเชิญนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ ภาคประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบเข้ามาให้ข้อมูล เพื่อให้การตัดสินใจรอบด้านมากขึ้น
สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ คือแผนสร้างท่าเรือน้ำลึก ถนน และรถไฟ เชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน เพื่อให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าในภูมิภาค
ฝ่ายรัฐบาลมองว่า จะช่วยลดเวลาการขนส่งและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ แต่ฝ่ายที่คัดค้านตั้งคำถามว่า โครงการนี้คุ้มค่าจริงหรือไม่ และผลกระทบที่ตามมาจะหนักแค่ไหน
กรณ์ จาติกวณิช ได้อภิปรายในความตอนหนึ่งว่า “การนำเสนอโครงการแลนด์บริดจ์ รัฐบาลขาดความโปร่งใส ขาดแผนที่ชัดเจน และนำเสนอบนสมมุติฐานที่เป็นไปไม่ได้ จึงถือเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงสูง ที่อาจจะทำให้เกิดมหันตภัยกับระบบเศรษฐกิจสถานะทางการคลังของประเทศ”
ขณะเดียวกัน ประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงมากในวงวิชาการและนักสิ่งแวดล้อม คือ ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพราะพื้นที่ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากอยู่ในภาคใต้ ซึ่งมีทั้งชุมชนประมง พื้นที่เกษตร และระบบนิเวศชายฝั่ง หากมีการก่อสร้างท่าเรือหรือเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ย่อมเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายเสนอญัติตอนหนึ่งว่า “จะพัฒนาภาคใต้อย่างไรให้คนใต้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ไม่ใช้ให้ประชาชนได้รับเพียงเศษเสี้ยวของผลประโยชน์ แต่ต้องแบกรับผลกระทบทั้งหมด”
อีกเรื่องคือ ความโปร่งใส เพราะโครงการขนาดมหาศาลมักเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จำนวนมาก ทั้งเรื่องที่ดิน การลงทุน และสัมปทาน หลายคนจึงมองว่า หากไม่มี กมธ. เข้ามาตรวจสอบ อาจทำให้สังคมขาดพื้นที่ในการตั้งคำถามหรือเข้าถึงข้อมูลสำคัญ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า “ไม่มีเหตุผลความจำเป็นใด เลยที่จะปัดตกญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ นอกเสียจากว่ารัฐบาลมีความต้องการที่จะปิดหูปิดตาประชาชน และดึงดันเดินหน้าโครงการอย่างเต็มที่”
ด้านรัฐบาล พีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.พรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าโครงการนี้คือยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการค้า โดยจะช่วยสร้างงานกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง และเพิ่ม GDP 1.5 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี พร้อมชี้แจงว่าช่องแคบมะละกามีปริมาณขนส่งน้ำมันหนาแน่นกว่าช่องแคบฮอร์มุซเสียอีก การมีแลนด์บริดจ์จึงเป็นทางเลือกสำรองที่จำเป็นในภาวะวิกฤตโลก
ทั้งนี้ การโหวตไม่ตั้ง กมธ. ถูกจับตาอย่างมาก และมันอาาจสะท้อนถึงแนวคิดเรื่องการพัฒนาประเทศ ว่าจะเดินหน้าอย่างรวดเร็ว
หรือเปิดพื้นที่ให้มีการตรวจสอบและรับฟังเสียงจากสังคมมากกว่านี้
Stop SEC ACT. And Land Bridge https://stop-sec.com/
โฆษณา