30 พ.ค. เวลา 02:33 • ความคิดเห็น
จิตนั้น พรั่งพรู พรั้งพร้อม มีขันติเป็นบารมี สติสัมปชัญญะ พรั่งพร้อมด้วยปัญญาธรรม ที่จะปลดเปลื้อง อารมณ์กรรม ตัวกระทำจะแสดง ในประจักษ์ แก่จิต มีสติปัญญาเป็นธรรมหรือยัง
หรือว่า อารมณ์นีกคิด อุปโลกน์ว่า ข้าพเจ้า เป็นผู้ที่มีปัญญาเป็นธรรม เพราะอ่านเรียนคำภีร์ ตำรับตำรามามาก เอ้า..อ่านมาเยอะแล้ว รู้มากแล้ว ถึงเวลาใช้ ..ลงมือ ปฏิบัติ ออกศึกสงคราม ในตัวตน ชาติรบ รบให้อารมณ์ ในเรือนกายสงบ ทุกข์ทรมาน ก็ต่อสู่ด้วยสติปัญญาที่มี .ที่ว่า กาย อารมณ์ จิต ..ทำให้เหลือจิตดวงเดียว . ทำให้มันได้ .ที่ว่า นำกายบิดามารดา มาสร้างบุญกุศลบารมี เราเป็นเพียงอาศัยชั่วขณะหนึ่ง ใช้กายนี้ ไปตามตามอารมณ์นึกคิด นึกโลภอยากได้
เรื่องของคำว่า กาย นั้น เราอาศัยในกาย เวลาปฏิบัติธรรม เรามาฝึกหัด ในรอยทั้งสี่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า . เมื่อเริ่มต้นปฏิบัติธรรม ตามรอยท่าน หากไม่เดินตามรอยท่าน คิดเองเออเอง ไม่ต้องทำก็ได้ คิดว่าตนเองทำได้แล้ว ก็ไม่ต้องพึ่งพระ หากจะเดินตามรอยท่าน ทุกครั้งมาปฏิบัติธรรม เรากเห็นพระสูงๆ ท่านนำกล่าว
สิ่งที่เราเคย ถามอยากรู้ ว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ที่ท่านไปนั่ง ในกลางป่า นั่งตากแดด เป็นวันเป็นคืน ท่านนั่งในกิริยาอะไร มีพระท่านบอกให้ฟังว่า ท่านนั่งพับเพียบ ไม่ได้นั่งขัดสมาธิ เพราะท่านก็จากเทพ .นั่งพับเพียบปฏิบัติ .ท่านมีกิริยา ที่นอบน้อม .แล้วเรื่องการนั่งพับเพียบ ที่พระท่านบอก .เราก็เคยพูด ทำนองว่า ทำไมต้องนั่งพับเพียบด้วย หลวงตาท่าน ก็ดุ .ว่า .
ก็ลองดูซิ .
.เราก็เฉลียวใจ ทำท่านดุเรื่องนี้ เราก็ค่อยเรียบๆเครยงสอบถามท่าน .ก็ได้ความว่า เมื่อเราอธิษฐาน ประพฤติปฏิบัติธรรม ต่อ เบื้องพระพักตร์ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า การนั่งขัดสมาธิ เหมือน การตีตนเสมอ พระพุทธเจ้า .แม่คือ พระธรรม ท่านก็ไม่สอนให้
แล้วยังมีหูทิพย์ตาทิพย์ ที่ท่านก็มองเห็น .เรื่องคนธรรพ์ คนลับแล เค้าก็นั่งพับเพียบ กันทั้งนั้น หากร่างกายเราดี ยังแข็งแรง ก็ควรนั่งพับเพียบ ในการปฏิบัติธรรม เหมือนเด็กน้อย จิตน้อยๆ มาฝึกหัด หัดเดิน หัดคลาน นอบน้อมไปหา จิตผู้มีธรรม ช่วยส่งแสง ให้จิตเรามีสติปัญญา สร้างบุญกุศล เรื่องราวกิริยา นั่งสมาธิ ด้วย ท่าทางขัดสมาธิ เราก็ไปสังเกตได้ ว่า จิตของผู้นั้น จะมีทิฐิมาก มากด้วยอารมณ์ ไม่ได้ปลดเปลื้องอารมณ์นั้นอออกไป พอถึงทางตัน ก็ไปต่อไม่ได้ ก็ไปคว้า เรื่องราว คาถาอาคม ปิดประตูตัวเอง
เมื่อพระท่านนำปฏิบัติธรรม..หลังสวดมนต์ .ท่านก็..ปฏิบัติ . พวกเรากนั่ง ปฏิบัติ ฟังท่านบรรยายธรรม….
สาธุ ..จิตของข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในเรือนกายของคุณบิดามารดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้นำธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดาของข้าพเจ้า มาประพฤติปฏิบัติธรรมตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อน้อมถวาย เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยกายวาจาใจ (พูดว่า ) ..กายนิ่ง ....จิตเฉย….(กายตั้งตรง) ..วางมือลงที่หน้าตักมารดา วางมือขวาลงที่หน้าตักบิดา..
ก่อนหลับตา ภาวนา สำรวจตรวจสอบกาย นิ่งมั้ย ตรงมั้ย คอเอียงผซ้ายขวามั้ย มีอะไรค้างคาใจ ห่วงคนนั้นคนนี้ ห่วงมือถือ เงินทอง ตอนนี้ ตัดทิ้งให้หมด เราจะทำกายให้นิ่ง จิตเฉย เมื่อสำรวดดีแล้ว ก็ค่อยหลับตา ตาภาวนา พุทโธ . เรื่องราว สติปัฎฐานสี่ ที่อ่านจดจำมา .ทิ้งไปก่อน เวลานี้ จะปลดปล่อย ปลดเปลื้องอารมณ์นึกคิดต่างออกไป เหลือ คำว่า พุทโธ จิตอยู่กับพระ
รอยทั้งสี่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ต้องนึกคิดอะไร นึกคิดอะไร มันก็เป็นเรื่องของอารมณ์ เรื่องกรรม เรื่องราวปรุงแต่ง เรื่องราวอารมณ์อุปโลกน์.มายาต่างมากมาย
พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านนั่งในที่แจ้ง ตัวคนเดียว นั่งกายนิ่ง จิตเฉย ฝนฟ้าตก แดดออก ก็นั่งนิ่ง จิตเฉย .ไม่ลุกไปไหน นั่งเป็นวันเป็นคืน เป็นสัปดาห์ ท่านทำได้ จิตท่านไม่มีทุกข์ ไม่มีภาระอะไร นั่งปลดเปลื้องทุกข์ไปหมดแล้ว
เรื่องราว กายนิ่ง จิตนิ่ง ได้เหมือนเป็นเส้นตรง กายตรง ตั้งตรง จิตก็นิ่ง เที่ยง ไม่หวั่นไหว กายเหมือนต้นไม้ จิตเหมือรแก่นไม้ เมื่อกายนิ่งจิตนิ่ง แสงธรรม ก็ส่องลงมาที่จิต . จิตนั่น สามารถรับแสงธรรม ได้มั้ย เพียวต้องแสง น้อยนิด ..ธาตุในกาย ที่สกปรกเลอะเทอะ ไหลออกมา มีความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน หากว่า อธิษฐาน กำหนดเวลา เข่น นั่งพีบเพียบ ครึ่งชั่วโมง ก็ต้องไม่ขยับเขยื้อน ยุงกัดหมดกัด แข้งขาจะหัก ที่นั่งปฏิบัติธรรมภาวนา ที่ให้สัจจะไว้ ใครจะมาเรียก ก็ไม่ขยับเขยื้อน จนกว่า จะครบกำหนดที่อธิษฐาน
การอธิษฐาน มิใข่ว่า เราจะไม่มีพยาน มีทั้ง หูทิพย์ตาทิพย์จ้องมอง ทำจริงมั้ย .แม่ทั้งสี่ ทีประกอบกายก็เป็นสักขึ้นพยาน ธาตทั้งสองพ่อแม่ ก็พร้อมหนุนนำจิตของลูก ที่อาสัยกายบิดามารดา หากลูกพร้อม จิตลูกพร้อม ธาตุทั้งาองของพ่อแม่ ก็จะสอนให้ลูกมีขันติ มีสติสัมปชัญญะ รู้จักกรรม รู้จักธรรม ว่าแต่ว่า เมือปฏิบัติธรรม เอาอะไรมา ปฏิบัติธรรม เอาอารมณ์ นึกคิด หรือ ว่า เอาจิตที่อาศัยกายมาฝึกหัด
เรื่องราวของรอยทั้งสี่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่น หลวงปู่พระชีวกโกมารภัจจ์ ท่านบอกว่า ยาที่วิเศษที่สุด คือ ยาเม็ดสี่ขนานขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครนำไปฝึกหัดปฏิบัติ ก็เป็นบุญกุศลบารมี เบาบางจากทุกข์ .
พระอัครสาวก ท่านก็อาศัย รอยทั่งสี่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เดิน ยืน นั่ง นอน จิตอยู่ที่ปลายจมูก ไม่มีอะไรยึดถือ ภาวนาพุทโธ .เหนี่ยวนำจิตให้อยู่กับพระ ไม่ต้องห่วงใยกาย ไม่ต้องห่วงใยบ้านช่อง คนนั้นคนนี้ ตัดทิ้งมัรไปขั่วขณะหนี้ง เจ็บปวดนั้นกอารมณ์ รวบรวมจิตให้เป็นหนึ่ง ให่สติสัมปชัญญะขิงจิตเกิดขึ้นมา
เมื่อปฏิบัติ ในรอยทั้งสี่ .เรื่องราวจดจำ เรื่องราวต่าง ๆ ทิ่งให้หมด เอามาคิดมานึกมันเป็นทุกข์ .ทิ้งมันไป ก่อนที่จะปฏิบัติธรรม. เราเอาจิตเราเข้าหาธรรม ไม่เอาอารมณ์นึกคิด มา .ทิ้งมันไป. เราจะเอาจิตเราไปหาพระ .พระพุทธเจ้า พระธรรมคำสอนท่าน พระอัครสาวก(ไม่ใช่เกจิอาจารย์ ท่องบ่นคาถาอาคม นั้น บริวารพญามาร)
รอยทั้งสี่ นี้ ใครมีบุญกุศลบารมี ก็นอบน้อม นำมาฝึกหัดได้ . จิตที่ไม่สะสมบุญกุศลบารมี มาพอเพียง ก็ไม่สามรถ นำกายบิดามารดา ปฏิบัติธรรม ในกิริยา รอยทั้งสี่ของพระได้เลย
แล้วในการปฏิบัติ เมื่อครบเวลา ก็ต้องกราบลา การประพฤติปฏิบัติ ลาสัจจะ ต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า . เมื่อเริ่มอธิษฐาน นั้น .คำอธิษฐาน จะลอยขึ้น .ก็จะมีเรื่องราว หูทิพย์ตาทิพย์ จ้องมองดู แม้แต่การสวดมนต์ กราบพระ ก็ไม่ได้ ทำคนเดียว มีคนจ้องมองอยู่ ทำดีๆ ก็มีหูทิพย์ตาทิพย์อนุโมทนา เจ้าที่ เจ้าทางอนุโมทนา . เมื่อมาประพฤติ มากราบพระ สวดมนต์ แต่บะครั้งเกิดแสงรัตนะ .ที่เรียกว่า บุญกุศลบารมีเกิดขึ้น .
แม้แต่กราบพระ เอาอะไรมากรายพระ เมือไปนั่งหน้าพระปฏิมากร มองพรปฏิมากร ทะลุไปถึงใคร .จะกราบพระ นำกายบิดามารดาที่จิตอาศัยมาดราบพระ .ใช้กิริยาท่าทางใคร เทพบุตรเทพธิดา เราก็ได้ภาพดีๆ บันทึกลงไปที่ธาตุทั้งสี่ของเรา เรื่องราวของ การระลึกนำกายพ่อแม่ มาสร้างบุญกุศล แม้พระผู้ใหญ่ที่ท่านมา จะกราบพระ ท่านก็พูด .เรื่องที่จิตอาศัยกายบิดามารดา มากราบพระ มาสวดมนต์ ท่านพูดให้หูได้ยิน ส่งไปให้จิตที่อาศัยในกาย ที่ต้องอาศัยวิญญาณหูส่งไปให้ หากคิดนึดในใจ .นั่นคือ อารมณ์กรรม ที่เกิดขึ้น
โฆษณา