30 พ.ค. เวลา 10:40 • บันเทิง
โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ

#อ่านคอนเสิร์ตวันพุธ Wednesday Song Vol. 21 Playlist ป๋าเต็ด Artist: Lipta

ป๋าเต็ดเพลย์แล้ว ขอมาเพลย์อีก
ส่วนลิปตาขอฉีกเพลย์ลิสต์
หรือนี่จะคือเหตุผล
ที่เรารัก Wednesday Song
มันช่างเป็นคอนเสิร์ตที่...
อะไรก็เกิดขึ้นได้ ... จริง ๆ
เป็น Playland ของศิลปิน
ที่เรารักจริง ๆ 🥰💖💖😊
=================================
#อ่านคอนเสิร์ต วันพุธ Wednesday Song Vol.21
Playlist ป๋าเต็ด Artist: Lipta
=================================
*ขอบคุณภาพสวย ๆ จากเพจ Wednesday Song ค่ะ
ต้องเกริ่นเหมือนพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์พูดบนเวที ให้คนที่อาจจะไม่เคยมาอยู่ในบรรยากาศของ Wednesday Song ทราบก่อน ว่าช่วง Playlist คืออะไร มันเป็นช่วงพิเศษที่ไม่เหมือนคอนเสิร์ตไหนที่เราเคยไปดูเลยค่ะ
คอนเสิร์ตอื่นอาจจะมี “วงเปิด” ที่เล่นก่อนเวลาของวงหรือศิลปินหลัก แต่คอนเสิร์ตวันพุธมีความเก๋ ๆ ไก๋ ๆ ไม่เหมือนใคร คือช่วงเปิดของเรา (ทึกทักเป็นคอนฯ ของเราไป ไหน ๆ ก็รักแล้ว 555) เอาใหม่ ... ช่วงเปิดของ Wednesday Song เป็น “Playlist” ค่ะ
ซึ่งเป็นช่วงที่พี่ตุ้ม พี่เอก (สยามพิฆ) เชิญคนในแวดวงดนตรีและไม่ดนตรีมา “เล่น” ด้วยกันค่ะ เล่นในที่นี้คือให้ผู้คนเหล่านั้นเลือกเพลงมาให้เราฟัง 5 เพลง ก่อนฟังเพลง ก็ต้องมาเล่าเรื่องให้เราฟังด้วยว่าทำไมเลือกเพลงนั้น
ดังนั้นความสนุกของช่วงนี้ก็คือ “เราไม่รู้ว่าจะได้ฟังอะไร” 555 ... ซึ่งมันสนุกจริง ๆ นะทุกคน
ตอนที่รู้ว่าป๋าเต็ดจะมี “Pa-Ted Play2” ในคอนเสิร์ตวันพุธครั้งที่ 21 เบ็นแอบเอ็นดูและเข้าใจป๋ามาก ๆ นะคะ ... เอาจริง 555 คือป๋าเป็นคนแรกของช่วงเพลย์ลิสต์ เรียกว่าเป็นหนูทดลองว่างั้นเถอะค่ะ ตอนนั้นทั้งคนจัดและคนรับเชิญต่างคนต่างก็ไม่รู้ว่ามันจะออกมายังไงนะ
ป๋าเลยเลือกเพลงมาแบบไม่มีตงมีตีมอะไรกับใครเค้า (ตีม = theme) ปรากฏว่าครั้งถัด ๆ มาเขามี theme กันหมดเลย ถถถ... แถมบางคนยังเล่นใหญ่ไฟกระพริบ
- พี่เก้งทำภาพยนตร์ประกอบงี้
- พี่นิค วิเชียร (พี่นิค จีนี่) เอาวงเยาวชนที่กำลังทำอยู่มาร้องเพลงให้
- พี่หนึ่ง จักรวาร พกเปียโนมาด้วย แถมยังโชว์แต่งเพลงสด ๆ กะคุณแต๋ม ศุภจีบนเวทีไปอีก
- พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก เชิญตัวเองเป็นแขกเซอร์ไพรส์ ร้องเพลงให้เราฟังกันสด ๆ ไปเลยบนเวที (เสียงกรี๊ดแทบจะทำให้หลังคาโรงเปิด 55)
อ่านแล้วเข้าใจเนอะทุกคน ว่าทำไมป๋าจึงอยากมา “แก้มือ” และป๋าก็แก้มือได้เฉียบมากเลยค่ะ Theme ดี 😁 เรื่องราวมีความหมาย เพลงเพราะมาก ๆ (อันนี้ยกความดีให้นักร้องทั้งสองคนคือน้องอิ้นท์ ซีบิซ และพี่แซม แฮงก์แมนด้วยค่ะ) ที่สำคัญคือมันเต็มไปด้วย ... แรงบันดาลใจ 😊
ป๋าทำให้เบ็นระลึกได้ ... ว่าทำไมเบ็นถึงรัก ... Wednesday Song 💖💖
================================================
Playlist #2 ของป๋าเต็ด
ขอมือเธอหน่อย เอ้ยยย ... ขอแก้มือหน่อย 😊
================================================
ก่อนป๋าจะเริ่มเล่า Playlist ครั้งที่สอง (ย้ำ ... ครั้งที่สอง 55) พี่ตุ้มพี่เอกขอบคุณที่ป๋ายอมมาช่วยเล่นเป็นคนแรก และทำดีมากจนช่วง playlist เกิดและอยู่ต่อมาจนถึงวันนี้ (ครั้งที่ 21 มันคือเกือบ 2 ปีแล้วนะทุกคน)
ป๋าเลยปล่อยมุกที่สองพี่สตั้นท์ไปหนึ่งวิ
“เนี่ยเคยมาแล้ว ทำให้เกิดขึ้น แล้วครั้งนี้มาอีก จะมาทำให้จบลง” 555
พี่เอกบอกให้อยู่ต่อเถอะ ป๋าจะได้มีภาค 3 ... เออ มีเหตุผล 🤣🤣🤣
อย่างที่เล่าไปค่ะครั้งแรกป๋ามางง ๆ ไม่มี theme ครั้งนี้ไม่งงละ ขอมาแก้มือแบบมี theme
ด้วย Theme “เปลี่ยน”
ซึ่งป๋าบอกว่าไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยน ผจก.ทีมลิเวอร์พูลแต่อย่างใด อ่า พาดพิงเรื่องนี้มากไม่ได้ เดี๋ยวจะยาว ว่าแล้วพี่ ๆ ก็ชวนกันเข้าเพลงแรกเลยดีกว่า 555 ไปฟังเพลงที่อยู่ใน 5 ห้วงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตการทำงานบนเส้นทางดนตรีของป๋ากันค่ะ
เอ ... เราเรียกว่าจุดเปลี่ยนของวงการดนตรีไทยก็คงจะได้นะคะ
🌀 เพลงแรก เปลี่ยน “คลื่น”
“เพลงเปลี่ยน” เพลงแรกเป็นเพลงที่อยู่ในช่วง “การเปลี่ยนหน้าตาของคลื่นวิทยุ” ค่ะ
ป๋าเต็ดจบนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เริ่มทำงานครั้งแรกที่ A-time Media กับพี่ฉอด เป็นดีเจจัดรายการตอนดึก ๆ ค่ะ อยู่มาวันนึงพี่ฉอดเรียกประชุม แล้วบอกว่าเราจะสร้าง “format station” กันเป็นครั้งแรกในเมืองไทย
อ่ะ สงสัยเหมือนเบ็นใช่ไหมคะ ... ไอ้ format station นี่มันอิหยังนะ??? อ่ะล้อมวงมาป๋าเต็ดจะเล่าให้ฟัง 😊
คือแต่ก่อนคลื่นวิทยุเขาจัดเวลาเป็น slot ค่ะ … ใครใคร่ซื้อ slot ไหนก็มาซื้อ ดังนั้นผู้จัดแต่ละ slot ก็จะมาจากคนละค่ายกัน เหมือน free TV เลยค่ะ เจ้าของรายการแต่ละรายการใน TV เป็นคนละบริษัทกัน โทนรายการ รูปแบบอะไรก็เลยจะตัวใครตัวมัน คลื่นจึงไม่มีเอกลักษณ์ ไม่มี DNA เป็นของคลื่นเอง
Green wave เป็นคลื่นแรกที่บริษัทเป็นเจ้าของทั้งคลื่นเอง มี theme มี concept หลักของคลื่น รายการทั้งหมดไปในโทนเดียวกัน ตอนนั้นเทรนด์กำลังพูดเรื่องรักษ์โลกกันค่ะ เป็นช่วงที่มีเพลงอย่าง “โลกสวยด้วยมือเรา” ออกมา
คลื่นแรกของ A-Time จึงเป็น Green Wave (กรีนเวฟ) พูดเรื่องสิ่งแวดล้อม ดีเจเสียงนุ่มนิ่ม เปิดเพลงฮิตทั่วไป (ยุคนั้นทุกคลื่นเปิดเพลงเหมือนกันเลยค่ะ แค่วาง concept ต่างกัน ดีเจพูดคนละแนวกัน)
ซึ่งแนวของ Green Wave ก็จะตรงข้ามกับ Hot Wave … ฟัง G ชิลล์ ๆ อยู่หมุนไปคลื่น H จะเจอกับความ young gen มีความโวยวาย ชวนกันเล่นเกม ซึ่งกลายเป็นว่า Hot Wave ดังมากในยุคนั้น ป๋าเต็ดติด top 5 DJ กันเลยทีเดียว
หันมามองกรีนเวฟ… แป้กสนิท นี่คือเราพูดถึงยุคโน้นนนนนะคะ ไม่ใช่ตอนนี้ที่กรีนเวฟฮิตติดลมบน ฟังกันทุกออฟฟิศค่า ยุคโน้นตอนแรก ๆ กรีนเวฟเป็นคลื่นที่เรตติ้งไม่ดีเลย ซึ่งผิดคาดมาก ตอนวางคอนเซปต์ทุกคนคิดว่ามันจะปัง ดังนั้นดีเจเจ๋ง ๆ จึงอยู่กรีนเวฟกันหมด … เอ้า ไม่ไปซะงั้นนนน
ไม่ไปไม่ปังก็ต้อง “เปลี่ยน” เนาะ แล้วจะเปลี่ยนอะไรดีนะ (วะ 🤣) เอ้า ประชุมสุมหัวกันค่า ประชุม ๆ อยู่มีคนเสนอว่าเราลองเปิดเพลงช้าหมดเลยดีไหม ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครทำค่ะ แบบว่าทุกคลื่นก็เปิดทั้งช้าทั้งเร็ว เอาจริงคือเปิดไม่สนจังหวะด้วยซ้ำค่ะ อะไรมา อะไรกระแสก็เปิดอันนั้นกันทั้งบางแหละ)
จะไหวไหม เออีบอกจะหลับนะ ads ไม่น่าจะเข้า
แต่ป๋าเต็ดนึกถึง AC [adult contemporary] ที่เมืองนอกมีคลื่นที่เปิดเพลงแนวร่วมสมัยสำหรับผู้ใหญ่ ... ไม่ใช่ที่ไวรัลเมื่อหลายวันก่อนนะคะ อันนั้นอะดั้ล คอนเทนต์ละ แห่ะ ... คือป๋าเคยไปดูงานแล้วเจอแนวที่เรียกว่า AC ค่ะ มีคนฟังเยอะด้วย
มันคือแนว easy listening อ่ะค่ะทุกคน ไม่ได้เนิ้บบบบเนิบ ผู้หยั้ยผู้หยั่ย และก็ไม่ได้วัยรุ่นจ๋า โครมคราม เป็นเพลงของวัยรุ่นที่มีความ mature และผู้ใหญ่ที่ young at heart 🥰
เอาวะ อยู่ที่เดิมก็ตาย ลอง… ช้ากันไป แบบว่าเก่าใหม่ไม่สน ขอให้มันช้า (แต่ก็ไม่ใช่เก่าปีลึ้กกกก จนไม่คุ้นหูแบบนั้นนะคะ) ปรากฏว่าเรตติ้งพุ่ง และเรื่องเล่าก็เชื่อมโยงกับความกรีนเดิมได้ด้วย (มันเริ่ดนะ)
สิ่งแวดล้อมไม่ได้แค่ต้นไม้ใบหญ้าอากาศเท่านั้น “เสียงที่เราได้ยิน” ก็ควรจะเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย ซึ่งกรีนเวฟตอบโจทย์นั้น คนฟังชอบเพราะเปิดคลอไปเพลิน ๆ ระหว่างที่ทำอย่างอื่นอยู่ด้วยได้ เปิดไปตอนขับรถได้ เปิดทิ้งไว้ในออฟฟิศก็ทำงานได้ 🥰
AC กลายเป็น format ที่นิยมสุดในไทยตั้งแต่นั้นมา
พี่ตุ้มพี่เอก (และเราเหล่าคนดู) เริ่มสงสัย เอ๊ะเราจะเปิดเพลงทั้งคลื่นกันยังไงนะ 555 นี่คือการปูพื้นค่ะ ป๋ากำลังจะเข้าใกล้ “เพลงเปลี่ยน” เพลงแรกแล้วค่ะ
คือพอคลื่นมันปังมาก ๆ พีคสุดแล้วมันขายเวลาไม่พอแล้วค่ะ ไม่มีช่องให้ขายเพิ่มแล้ว ดังนั้นจึงต้องทำกิจกรรม นั่นเป็นที่มาของ “กรีนคอนเสิร์ต” ด้วยความที่ไม่เคยจัด ตอนแรกเลยกะจัดที่หอประชุม AUA ค่ะทุกคน ความจุตอนนั้นคือ 600 คน และนั่นเป็นคอนเสิร์ตแรกที่ป๋าทำ
ศิลปินที่ป๋าเลือกคือ “เบิร์ดกะฮาร์ท” ซึ่ง represent ความกรีนเวฟได้ทุกมิติ ไม่ใหม่สุด ไม่เก่าจนลืม เพลงของพี่ ๆ ทั้งหมดเป็น easy listening ที่เปิดในกรีนเวฟ คือเปิดเพลงไหนของพี่ ๆ ก็ได้ ก็ใช่กรีนเวฟว่าซั่น
เพราะเป็นครั้งแรกชาวเอไทม์ก็เลยทำกันเองทุกอย่างค่ะ ออกแบบงานเอง ขายบัตรเอง ตอนนั้นยังไม่มี Event Pop, Thai Ticket ใด ๆ ก็ประกาศขายบัตรที่ร้านคว้าก สยามสแควร์ (ไม่แน่ใจว่าชื่อร้านถูกไหมนะคะ เกิดไม่ทันค่า 😁)
ปรากฏว่าตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด คนก็มาต่อแถวรอยาววววว จากหน้าร้านม้วนหางวนรอบตึกบล็อคที่เป็นที่ตั้งร้านคว้าก ไม่ใช่แค่หนึ่งนะคะ ม้วนหางพันต่อกันสองรอบ!! ป๋าเลยต้องย้ายที่จัดไป MBK Hall ซึ่งเป็นที่จัดคอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้นค่ะ ความจุ 3,000 คน
เรียกว่ากรีนคอนเสิร์ตเปิดตัวมาได้ success สุด ๆ และพัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็น show biz ของเอไทม์
ป๋าบอกที่ทำตอนนั้นคิดว่าโคตรเท่ มีการออกแบบให้ทำฉากเป็นโปสเตอร์ไว้กลางร้าน แล้วพี่เบิร์ดพี่ฮาร์ทเปิดตัวเท่ ๆ ด้วยการเดินทะลุโปสเตอร์ออกมา หน่อววว เฟี้ยวฟ้าวววว ตอนนั้นน่ะนะคะ มองย้อนกลับไปตอนนี้ ป๋าบอก “เสร่อ” 555 คือมันลำบากค่อด ๆ ทุกคน ไหนจะพี่ฮาร์ทต้องเจาะกระดาษ ไหนพี่เบิร์ดจะต้องแบกกีตาร์มุดออกมาอี๊กกกก ลำบากลำบนแทร่ 🤣
เม้าท์มาถึงจุดนี้ ... พี่ตุ้มพี่เอกเริ่มถามแระ แล้วสรุปเพลงอะไร 555 (วันนี้เลิกตีหนึ่งแน่ ๆ 555)
ป๋าตัดใจไม่เล่าต่อ บอกละก็ได้ว่าป๋าเลือกเพลง “รอรัก” เหตุผลเพราะป๋าชอบเพลงนี้ที่สุด
พี่ตุ้มบอกขอเชิญพบกับเพลงรอรัก ... ไฟดับ
เงียบ ... 555 อ่ะง๊ง ... งง สิ งง ปกติดนตรีต้องมาละนะ ปรากฏว่าคราวนี้ไม่มาฮะ สิ่งที่นักดนตรีรออยู่คือ ...
คือ ...
คื๊อ ...
คือฉากแบบที่ป๋าทำในคอนเสิร์ตแรกค่ะ โอ้โหว flash back แบบของจริงเว่อร์ นักร้องต้องลำบากแหวกจอออกมา tribute 55 เอ็นดูไม่ไหวววว คือมันปุปะมากทุกคน แบบเอากระดาษ flip chart ที่หาได้ในออฟฟิศพี่เอกหลังโรงละครมาแปะต่อกันอ่ะค่ะ 😁 มีความละครคณะงานเด็กมหา’ลัยสุด ๆ 555555
อ่ะของพร้อม มาฟังเพลงกันเถอะ
🎼 เพลง “รอรัก”
“รักแท้ที่เกิดขึ้นมา มีดวงใจของเธอ
รับรู้ก็แค่ตัวเอง ไม่อาจบอกกลัวเก้อเสียใจ
ตัวเธอจะตอบได้ไหม ว่าใจของเธอรักใคร
ไม่ยากไม่มากใช่ไหม ถ้าใจฉันมันเรียกร้องมาจาก...”
Byrd & Heart - รอรัก [Official Version]
งู้ยยยย ดีจัง เพลงเพราะจัง … เสียงน้องใส๊ใส 💖💖 น้องอิ้นท์ มาธวี ศิลปินเดี่ยวเบอร์แรกของค่าย XEBIS Entertainment ค่ายเพลงของ Workpoint Entertainment นั่นเองค่า
ป๋าบอกเท่าที่จำได้งานป๋ามันไม่ปุปะขนาดนี้นะ 555 พี่เอกบอกให้อภัยเหอะค้าบ เพิ่งคิดได้ อุปกรณ์ไม่พร้อม ได้มาแบบนี้ก็บุญแล้ว 555 ก็คือตอนซ้อมไม่มี มิน่าทำไมคิวมันฝืด ๆ 555 น้องอิ้นท์ลำบากไปอีก ซ้อมก็ไม่ได้ซ้อม 555 (โอ๊ย แป้นเลข 5 สึกหมดละค้าบ 555)
🌀 เพลงที่สอง เปลี่ยน “สเตจ”
“ปัง” กรีนเวฟไปแล้ว หันมาฝั่งฮอตเวฟ … คลื่นอันดับหนึ่งวัยรุ่นกันมั่ง ตอนนั้นฮอตเวฟพีคสุด ๆ แล้ว โฆษณาเต็มหมดละ ภาระคือ ... เอ๊ะ แล้วจะหาตังค์เพิ่มจากคลื่นนี้ได้ยังไงน้า (ทึ่งกับความคิดนี้มากค่ะ เออ ... โตสุดแล้วก็ไม่หยุด สุดยอดมาก ๆ อ่ะทุกคน ... เค้าถึงรวยกันอ่ะเนอะ ส่วนเรานั้นปลูกต้นเงินมา support ทุกกิจกรรมที่พี่ ๆ จัดต่อไป 🤣)
หันไปหันมาทำ event นี่แหละ แต่จะทำไงให้โดนใจวัยรุ่น แนวคิดของป๋าเต็ดคือ “ทุกโรงเรียนมันมีเด็กเล่นดนตรีนะ ประกวดวงดนตรีกันแหมะ” แต่ยุคโน้นมันยังไม่ใช่ยุค AF, The Star ค่ะทุกคน ให้มาดูใครก็ไม่รู้เล่น มันไม่อินนะ มีเวทีประกวดตั้งอยู่ที่สยาม ยังไม่มีใครหยุดดูเลย ก็เราไม่รู้จักใคร
Hot Wave ต้องการมวลชนค่ะ คือมันต้องมีคนดู ไม่งั้นจะขายสปอนฯ ยังไง
ความคิดเขบ็ตสองจึงต้องมา เอ๊ ... เด็กสวนมีบอลจตุรมิตร (สวนกุหลาบ เทพศิรินทร์ กรุงเทพคริสเตียน และอัสสัมชัญ) ทีบอลจตุรมิตร บรรดาศิษย์เก่าที่จบไปแล้ว ไม่เห็นจะรู้จักใครสักคน ยังโคตรจะอินเลย เชียร์กันหนักมากด้วย อย่ากระนั้นเลย ...
ป๋าเต็ดเอาการประกวดวงดนตรีกับการแข่งขันฟุตบอลมารวมกันค่ะ ... ยังไง?
การประกวด Hot Wave Music Awards มีกติกา 2 ข้อเท่านั้นค่ะ
1. สมาชิกทั้งวงต้องอยู่โรงเรียนเดียวกัน
2. ตอนแข่งต้องใส่ชุดโรงเรียน จะชุดนักเรียน ชุดพละ อะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นชุดของโรงเรียน
ประกาศปั๊บ มีวงสมัคร 100 กว่าวง เออ... เอาซี้ ความชนเผ่ามาร์เก็ตติ้งนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยนั้นแล้วสินะ ก็คือไม่รู้จักแต่เรารักโรงเรียนเว้ย นี่มันตัวแทนโรงเรียนเรา 🥰 มันกลายเป็นปรากฏการณ์ค่ะทุกคน เอาแค่ก่อนถึงงานประกวด ดีเจในคลื่นเอา demo ที่เด็ก ๆ ส่งมาออดิชั่น มาเปิดในรายการ โหวววว รับสายไม่หวาดไม่ไหว
เพื่อนน้อง ๆ โทรมาค่ะ เพลงดีไม่ดีไม่รู้ แต่เพื่อนโทรมาเชียร์ฉ่ำ ซึ่งมันไม่เคยเกิดปรากฏการณ์นี้มาก่อน ป๋าบอกว่าใจฟูมาก เพราะเสียงน้องที่โทรมามันดีใจแบบบริสุทธิ์มาก ๆ เค้าดีใจจริง ๆ
👦 พี่ ๆ นั่นเพลงเพื่อนโผมมมม เพื่อนผมเท่วะ
👧 พี่คะ ๆ เมื่อกี้วงโรงเรียนหนูค่ะ ดีใจกะเพื่อนมากเว่อร์
บรรยากาศการแข่งก็น่ารัก มีฟีลแบบวงโรงเรียนชายล้วนมาเจอวงโรงเรียนหญิงล้วน อู้ยยย เซอร์วิสสุดใจ ช่วยยกของให้ไหมคับ ตั้งสายเป็นอ๊ะเปล่า เราเชี่ยวนะ ... วิ่ดวิ่ววว นี่มันซีนหนัง “สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก” + “Season Change” ชัด ๆ
จากการแข่งขัน Hot Wave Music Awards กลายเป็น community ของคนรักดนตรีมีความฝันในเส้นทางดนตรี คนเชียร์ก็เชียร์กันเหมือนเชียร์บอล มีความโรงเรียนฉันแข่งแพ้ปีนี้ ปีหน้าต้องมาเอาคืน โรงเรียนฉันแข่งชนะปีนี้ ปีหน้าต้องมาป้องกันแชมป์
เช่น ตัวแทนของโรงเรียนบดินทร์เดชา ปีแรกมีวงชื่อ Dream Project นักร้องนำคือ “ลุลา” ที่ไปไม่ถึง The Winner (ลุลายังแพ้ ... ขุ่นพระ) ปีต่อมามีวงชื่อเดียวกันมาแข่ง ทีมงานก็ถามนี่วงเดิมป่ะเนี่ย ปล๊าววว เป็นรุ่นน้องแต่ตั้งใจใช้ชื่อเดียวกัน เพื่อมาสานต่อความฝันให้รุ่นพี่ อื้อหือ
แล้วนักรองนำวง Dream Project Season 2 คือใคร ก็ไม่แพ้ลุลาค่ะ เธอคือ “นิหน่า”
เรียกว่ากรรมการของเวทีนี้เป็นแมวมองหาเด็กเข้าค่ายน่ะแหละค่ะ พี่นิค จีนี่ (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล) พี่เอก มิวสิค บั๊กส์ (ธเนศ วรากุลนุเคราะห์) วงและศิลปินที่ผ่านเวทีนี้มีไม่น้อยค่ะ ถึงแม้จะไม่ใช่วงที่ชนะเลิศก็ตาม เช่น ลาบานูน แคลช แสตมป์
ป๋าเล่าว่าเคยเจอวง Retrospect มาบอกว่าประกวดด้วยนะ ป๋าก็งง เอ๊ะ ทำไม่จำไม่ได้ วงเฉลยว่าอ๋อมาทุกปี ตกรอบทุกปี ป๋าเลยแซวว่านี่ขนาดตกรอบนะยังโตมาเป็น Retrospect ถ้าเข้ารอบวันนี้เป็น Metallica ละ 🥰
ว่าแล้วคำถามเดิมก็วนกลับมา 555 และเพลงที่พามาวันนี้คือออออ ... 🤣🤣🤣
ป๋าเลือกเพลงที่แชมป์ Hot Wave Music Awards ปีแรกใช้ประกวดค่ะ นั่นคือเพลง “ยืนยัน” ของวง Black Head ซึ่งวันนั้นเล่นโดยวงชื่อ “ละอ่อน” ที่วันนี้ไม่ละอ่อนแล้วค่ะ แกงค์เด็กสวนฯ วันนั้นเติบโตมาเป็น “Bodyslam” ... กรี๊ดดดด
🎼 เพลง “ยืนยัน”
“...จะขอยืนยันยืนยัน ที่จะรักเธอ...ต่อ...ไป
เจ็บช้ำเป็นตายเป็นไป ยังไงไม่หวั่นเลย
จะคอยดูแลและทำให้รักเรา เป็นเหมือนเคย
วันที่ล่วงเลย (วันที่ล่วงเลย) ไม่เคยเปลี่ยนฉัน...ไป...”
ยืนยัน | Blackhead | AUDIO OFFICIAL
เพราะมากกกกก ... โคตรรักแซม hangman (The Voice) กรี๊ดตั้งแต่เห็นแซมเดินออกมาแล้ว (คราวนี้ป๋าไม่มีกิมมิคให้พี่เอกต้องหาทำค่ะ 555) คือชอบแซมร้องเพลงมาก ๆ เชื่อสุดใจตั้งแต่เห็นหน้าว่ามันต้องเพราะ และมันก็เพราะจริง ๆ
เพลงจบคนไม่จบ แซมหันมาบอกป๋าเต็ดว่า “ผมก็ประกวดนะ เข้ารอบ 10 วงสุดท้าย ปี 8 ด้วย”
โหเป็นเรา “เราจะล้องนะ” ปลื้มใจแทนป๋าเลย ป๋าก็ปลื้มแหละ เลยบอกกับพี่ตุ้มพี่เอกว่า “เพลงที่ 2 นี้เปลี่ยนป๋าไม่เยอะ แต่เปลี่ยนชีวิตน้องเยอะเลย” 🥰 งื้อ ... รักป๋าเต็ดขึ้นมาอีก 3 เวลเลยฮะ
พี่ตุ้มฟังรายชื่อศิลปินที่ผ่านเวที Hot Waves แล้วถึงกับบอกป๋าให้ทำคอนเสิร์ต Hot Wave และเหมือนคำพูดพี่ตุ้มจะไปจุดประกายให้ป๋าได้จริง อ่ะ เตรียมเงินกันค่าพี่น้อง ว่าแต่เค้าประกวดกันมากี่ปี มีกันกี่วงนะ น่าจะต้องจัดเป็นเทศกาลแล้วแหละเบ็นว่า คอนฯ เดียวไม่น่าพอ 😊
🌀 เพลงที่สาม เปลี่ยน “เผ่า”
ผ่านไปแล้วสองคลื่น เพลงที่สามเราก็ยังจะวนเวียนอยู่ในคลื่นนี่แหละค่ะ ป๋าบอกทำไงได้ ทำงานอยู่ใน radio มากว่าครึ่งชีวิต
อีกคลื่นที่ป๋าก่อกำเนิดมันขึ้นมาคือคลื่น Fat Radio … ป๋าถามฟัง Fat กันไหม แน่นอนว่าแฟน Lipta ต้องเป็นแฟน Fat ค่ะทุกคน เพราะ Lipta เปิดเพลงที่เป็น Lipta ครั้งแรกใน Fat Radio
แล้วคลื่นนี้มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง อะไรดลใจให้ป๋าเปิดคลื่นใหม่ ... หื้มมมม
เรื่องมีอยู่ว่าป๋าเต็ดอยากทำคลื่นตรงกลางที่อยู่ระหว่างกรีนเวฟกับฮอตเวฟค่ะ แต่ฟังไอเดียแล้วทั้งอากู๋และพี่ฉอดไม่ทำ ป๋าเลยลาออกมาทำเอง (ห้าวเป้งมากบอกเลย) แล้วคลื่นนี้ก็เปิดเพลงที่ป๊อบที่สุดของอินดี้ และเพลงที่อินดี้ที่สุดของป๊อบ ซึ่งตัด mass ออกหมด 555
ถามว่ามีคนฟังไหม ไม่ใช่แค่ฟังค่ะทุกคน แต่แฟนแฟตคือมีความแน่นเหนียวมาก รักแฟตมาก แต่มันไม่เยอะไง ทำ ๆ ไปป๋าบอกรู้เลยว่าทำไมอากู๋กะพี่ฉอดไม่ยอมทำ 555
แต่ป๋าเชื่อในพลังแฟตนะคะ เชื่อว่าถึงไม่เยอะระดับแมส แต่แฟนแฟตล้วนแล้วเป็น trend setter เป็นผู้นำความคิด เป็นคนที่ทำอะไรคนจะทำตาม ... ยกเว้นฟังแฟต 🤣🤣🤣
พอถึงจุดที่ต้องเอาตัวรอด จะอยู่ไม่ไหวแระ ป๋าก็คิดว่าต้องทำ event เพื่อพิสูจน์ให้ agency เห็นว่าแฟตมีคนฟังจริง ๆ แล้วเป็นคนที่มีอำนาจในการซื้อด้วย ดังนั้นงานนี้มันต้องไปจัดในที่ที่อโคจรที่สุด คือจัดกลางเมืองไปมาสะดวก เดี๋ยวเอเจนซี่หาว่าคนผ่านมา เลยแวะ 555
โน่นค่ะ ป๋าเต็ดไปหาทำที่โรงงานยาสูบเก่าที่เจริญกรุงโน่นนนนน ทำเลดีมาก ... ซ้ายวัด ขวาสุสาน 😱 ป้ายรถเมล์ก็ไม่มี คือคนมาต้องตั้งใจมาสุด ๆ อ่ะ แต่ ๆ ๆ เดี๋ยวมันจะหล่อไป ป๋าเลยตบด้วยมุกนี้ค่ะ … เหตุผลมากมาย สุดท้ายคือไม่มีตังค์ ที่จัดที่นี่เหตุผลลึกลึ้กกกกก ที่แท้ทรู ที่ป๋าสารภาพกับพวกเราบนเวทีคือ ... ที่นี่ค่าเช่าถูกสุดแระ 555555 ป๋าาาาาา กำลังจะหล่อละเชียว
ได้ที่ละต้องหาวง ป๋าก็ไปชวนเลยค่ะ Paradox, Groove rider, สยามซีเคร็ทเซอร์วิส … ทุกคนมาแบบไม่คิดค่าตัว คือป๋าบอกว่ามาเล่นฟรีได้ไหม เดี๋ยวเปิดตลาดนัดให้ขายของ จะขายซีดี เสื้อ อะไรใด ๆ ว่าไป ป๋าเล่าว่าที่จริงแค่ชวนก็มาแล้วแหละ ไม่ต้องมีติดปลายนวมเป็นตลาดอะไร เพราะแฟตเปิดเพลงของวงเหล่านี้อยู่คนเดียว คือไม่มีตังค์ด้วยกัน ... ก็มาช่วยกัน (น่ารัก)
ป๋าตั้งเวที 2 เวทีไปเลยค่ะ มีตลาดอยู่ตรงกลาง ระหว่างเวทีนึงเล่นอีกเวทีก็ sound check คนต้องไหลไปมาผ่านตลาด ระหว่างผ่านตลาดคุณจะเห็นเจ มณฑล ป๊อด โมเดิร์นด็อกตะโกนเชียร์แผ่นของตัวเอง … เออ มันเริ่ดดดด
พี่ตุ้มถามว่า success ไหม ... ไม่เท่าไหร่ ก็แค่คนมาวันละหมื่นคน ไม่นับที่มาจากสุสาน ที่มาขายเทปผีซีดีเถื่อน …. 555 มุกนี้มันได้มาก ทุกคนหัวเราะหลุดไปเลย ป๋าเต็ดเกือบกลับมาไม่ได้ 555 ปล่อยมุกเอง ลืมเองว่าสรุปแล้วจะเล่าอะไร
อ่ะ กลับมาจากสุสานก่อน 555 งานนี้ป๋าจึงใช้อวด agency ได้ว่ามีคนฟังแฟตจริง ๆ เว้ย แต่เรื่องราวมันไม่จบแค่นั้นค่ะ ป๋าเล่าต่อว่าวันที่สองของงานมี “วงพรู” เล่น ในโรงงานมันร้อน ป๋าเลยออกมายืนรับลมด้านนอก จังหวะนั้นได้พบกับคุณผู้หญิงคนนึง ซึ่งดูทรงแล้วยังไงก็ไม่ได้มางานแฟตแน่ ๆ
ป๋าเลยชวนคุย ปรากฏก็ไม่ได้มาฟังเองจริง ๆ แหละ เขามารอลูก คุยไปคุยมาป๋าก็เล่า ๆ ๆ ๆ ๆ เล่าคอนส่งคอนเซปต์ ทาก่งทาร์เก็ต อะไรใด ๆ ให้ฟัง ปรากฏเขาคือเจ้าแม่ media buyer รายใหญ่ของประเทศนี้ทุกค๊น
คนมันจะรอดอ่ะเนาะ คือถ้าแค่ “ตี” เอง เอเจนซี่ก็อาจจะขยับแหละ แต่ช้า ตอนนี้มี Media Buyerช่วยตี ฉิวเรยสิคร้าบ คุณแม่ไปถามเอเจนซี่ ... รู้จักคลื่นนี้ไหม คนไปงานเยอะมากเลยนะ เอ๊ะ ทำไมไม่เคยเสนอมาให้ซื้อ ... หน่อววววว
เรียกว่าฟื้นมาได้เพราะ … Fat Fest
และเพลงที่ป๋าเลือกมาให้เราฟังก็คือเพลงที่ “พี่โจ้ วงพอส” เล่นกับ “พี่โอ๋ ธีร์ ไชยเดช” ในงาน Fat Fest ครั้งแรกค่ะ (แค่ได้ยินชื่อพี่โจ้ น้ำตาเบ็นจะมาละ ... คิดถึงเสียงพี่โจ้ คิดถึงพี่โจ้มาก ๆ)
ความที่เป็นงานครั้งแรกเนาะ อะไร ๆ ก็ไม่พร้อม ป๋าเต็ดเล่าว่าทีมงานไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย เก้าอี้ให้พี่โอ๋นั่งเล่นกีต้าร์ก็ไม่มีค่ะ คือไม่รู้ว่าต้องใช้ เอาละซิ จะขึ้นเวทีละ ทำไง? ก็หาเอารอบ ๆ โรงงานนั่นแหละค่ะ ต้องมีที่นั่งให้นั่ง 2 คนใช่ไหม ทีมงานเดินไปเจอม้านั่งยาวที่เอาไว้นั่งพักสูบบุหรี่ อันนี้แหละวะ …
ป๋าบอกว่าเสียงกีต้าร์พี่โอ๋ + เสียงร้องพี่โจ้มันพิเศษมาก ถึงจะอยู่ในโรงงานเก่า ๆ คนดูนั่งพื้นไม่มีเก้าอี้แต่การแสดงนั้นวิเศษมาก
หลังจากการแสดงนั้นได้ไม่นาน พี่โจ้ก็เสียชีวิตค่ะ การแสดงนั้นจึงเป็นการแสดงสุดท้ายของพี่โจ้ที่ป๋าเต็ดได้ดูด้วยตาเนื้อ และการแสดงนั้นคือการแสดงเพลง “ความลับ” ของ Project H ที่พี่โจ้นำมาร้อง cover (เสียงพี่โจ้ก้องขึ้นมาในหูเลยค่ะ เสียงพี่โจ้พิเศษ และฝังอยู่ในสมองของเราแบบไม่สามารถเลือนหายไปได้จริง ๆ)
พูดถึงตรงนี้ป๋าเต็ดเสียงเครือเลย คนดูอย่างเราก็น้ำตารื้น มันจุกในหัวใจ (ทำไมผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว เบ็นยังเสียใจเท่านี้อยู่ก็ไม่รู้ค่ะ อาจเป็นเพราะพี่โจ้พิเศษเหลือเกิน และมันมีที่พิเศษตรงนั้นของพี่โจ้ในหัวใจเรา ที่ไม่มีใครแทนที่ได้เลย)
นอกจากคนร้องพิเศษแล้ว ความหมายของเพลงนี้ก็พิเศษสำหรับป๋าเต็ดด้วยค่ะ เพราะ Fat เองก็เหมือนเป็นความลับ ที่ฟังกันอยู่ในวงเล็ก ๆ ลับ ๆ เป็นสิ่งที่เหมือนจะไม่มีใครรู้ แต่ที่จริง Fat ไม่ใช่ความลับค่ะ Fat แค่เป็นเรื่องที่คุณยังไม่รู้ ... (ลึกล้ำาาาาาา … )
ว่าแล้วม้ายาวก็ต้องมา 555 ป๋าถามพี่เอกว่านี่เราต้องจำลองเหตุการณ์กันขนาดนี้เลยเหรอ 555 พี่เอกบอกพอดีมีอยู่ข้างเวที เลยเอาซะหน่อย 555 โอ้ยยยยย
🎼 เพลง “ความลับ”
“มอง มองเธอมาแสนนาน ฉันไม่กล้า
ต้องคอยหลบตาเธอเสมอ
กลัวว่าวันหนึ่งถ้าเธอ รู้ว่าฉัน
ปิดบังความจริงอะไรเอาไว้
ความลับที่ฉันซ่อนไว้ ไม่เคยบอกใคร
จะอดใจไม่ไหว...”
Pause - ความลับ [Official MV]
คิดถึงพี่โจ้ววววว 😭 ...
สำหรับน้องอิ้นท์ ร้องจบแล้วพี่ฝากยกเก้าอี้กลับด้วย 555 ล้อเล่นนนน
🌀 เพลงที่สี่ เปลี่ยน “สื่อ”
การเปลี่ยนของป๋าเต็ดครั้งที่ 4 ในชีวิต (เท่าที่ป๋าเอามาเล่าให้เราฟังน่ะนะคะ) เกิดจากงาน Fat Fest นี่แหละค่ะ ในงานปีแรกพี่โหน่ง วงศ์ทนงมานั่งขายหนังสือ a day อยู่ด้วย เป็นการรวมตัวกันของสสารเด็กแนว สมคำกล่าวที่เขาว่ากันว่า...
“ในยุคนึงเด็กแนวที่แท้ทรู
ต้องฟังแฟต อ่านอะเดย์
เที่ยวข้าวสาร”
ป๋าเลยบอกชีวิตยังไม่ครบองค์ประกอบ เพราะมีแฟตละ รู้จักคนทำ a day ละ แต่ยังไม่รู้จักเจ้าของผับที่ข้าวสาร อ่ะ ใครอยากให้ชีวิตป๋าครบองค์ประกอบเชิญต่อแถวกันได้ค่ะ 555
พี่โหน่งเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจ และเมื่อเจอกันตัว-ตัว พี่โหน่งก็ทิ้งแรงบันดาลไว้ในใจป๋าเต็ดหยั่ง...แรวง (จงอ่านแบบควบกล้ำ 55) ด้วยประโยคที่ว่า ...
“คนอย่างพี่เต็ดเป็น บ.ก. แม็กกาซีนได้” (โปรดจงอ่านด้วยเสียงเอ๊คโค่ โค่ โค่ โค่ โค่ เพื่ออรรถรส 😁)
คือนึกออกใช่ไหมทุกคน คนระดับพี่โหน่งพูดกะเราอ่ะ คนระดับผู้ก่อตั้ง The Standard ในเวลาต่อมา มาพูดกับเราเลยนะ ว่าเราทำแม็กกาซีนได้ ... ได้ ... ได้ พี่โหน่งอาจจะลืมไปละ แต่ป๋าเต็ดไม่ลืมฮะ ป๋ายังมีเสียงนี้ในหัวตลอดเวลา
จนในที่สุด ทนเสียงในหัวและทนแรงบันดาลใจที่ได้รับมาจากพี่โหน่งไม่ไหว ป๋าเต็ดจึงริอ่านออกแม็กกาซีนจริง ๆ เป็น ’zine เด็กดนตรีที่มีความ “แนว”
แม็กกาซีนหัวนั้นคือ “DDT” ค่ะ เป็นแม็กกาซีนที่เน้นเรื่องเพลง โดยป๋าตั้งใจหลาย + เพื่อให้มันแหวก “แนว” (อ่ะ เริ่มจับทางไม้ตาย ถอดรหัส “การเปลี่ยนวงการ” ของป๋าได้ ... ป๋ามักเอาของที่อยู่คนละขั้วกันมาบวกกัน ผลลัพธ์ออกมาเป็น Innovation สร้าง differentiation และเป็นที่มาของหลาย ๆ Phenomenon ในตำนาน 🥰)
อย่าง DDT ก็คือการบวกความ “สุด” จากสองฝั่งค่ะ
1. สุดฝั่งเนื้อหา ทำให้แน่นให้หนัก แนว “สีสัน” (ชื่อ ’zine ตัวพ่อในวงการดนตรี)
2. แต่รูปเล่มแฟชั่นเป็น “สุดสัปดาห์” … เอานักร้องนักดนตรีมาถ่ายปกเป็นแฟชั่นเซ็ตเลย และเหยื่อ เอ้ยยย นายแบบปกแรกของป๋าเต็ดก็คือ Modern Dog (หูยยยย ... แนวอ่า)
แต่การปะทะ... “ฮะ” กันของสองอย่างนั้น อาจจะยังไม่แรงพอที่จะสร้างปรากฏการณ์
💖 ไม่พอใช่ไหม ป๋าได้แรงบันดาลใจจาก ’zine หนัง อ่ะ แถม poster ด้วย
💖 ไม่พอใช่ไหม เรามัน’สือดนตรี ดังนั้นต้องฟังได้ด้วย แถม CD ไปอีก
อ่า ... ถึงตอนนี้เราก็เริ่มคาดเดาตอนต่อมากันละ ... เอ๊ะ หรือว่าจะไม่รอด 555 แถมเยอะเบอร์นี้ พี่ตุ้มถามผลเป็นยังไง
ป๋าบอกเล่มหนึ่งก็ดีแหละ แต่ป๋าลืมไปว่ามันมีเล่มสองต้องทำ-ต่อ-เลย-นะ เรียกว่าไม่ทันเอ็นจอยความสำเร็จ ความหืดของเล่มสองมาจ่อรอหน้าโต๊ะทำงานเลยข่า...
พี่โหน่งให้แรงบันดาลใจ แต่พี่โหน่งไม่ได้บอกป๋าว่า อันความเป็น บ.ก. นั้นนนน ...
😱 ต้องทวงต้นฉบับ ซึ่งนักเขียนเป็นอะไรกั๊น (หันมาทางพี่ตุ้ม 555) ทำไมไม่ส่งต้นฉบับบบบบ ทำไม่ต้องให้ทวงงงง พี่ตุ้มหัวเราะ แล้วบอกด้วยความหน้าชื่นตาบานว่า ...
“เดดไลน์คือแรงบันดาลใจ” 🤣🤣🤣
😱 ทวงต้นฉบับไม่พอ ต้องมี Layout ทวงงานน้องกราฟฟิกอีก
😱 และกำไรไม่ใช่จะง่าย ๆ สมการ “รายได้หักต้นทุนค่าพิมพ์” ไม่มีอยู่จริง ขอแนะนำให้รู้จักกับ “สายส่ง” ... ซึ่งพี่โหน่งไม่ได้กล่าวไว้ ต้องดีลกะสายส่งอี๊กกกก และมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แวดล้อมอีกมากมาย อื่น ๆ อีกมากมาย ... มากมาย ไม่รู้ (เพลงเฉลียงต้องเข้า)
นั่นทำให้ป๋าได้เรียนรู้ว่า “ขายได้” ไม่เท่ากับ “รอด”
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมี “โฆษณา”
😱 โฆษณาแปลว่า “Agency” ซึ่งก็มีความต้องเจรจาต้าอ่วยอีกแบบไปอีก อยากซื้อโฆษณานะ แต่ว่าฉันอยากได้ปกพี่ลูกเกด (เมทินี กิ่งพโยม) พี่ลูกเกดกำลังฮ้อท ปัญหาละ ... พี่ลูกเกดไม่มีอัลบั้มเพลงว้อยยยย 555 หัวจะปวดแทนป๋าเหมือนกันนะคะ
ก็คือชีวิตหลังจากเล่มแรกดิ้นรนสุด ๆ ดิ้นรนไปจนครบปี อะ เล่มพิเศษต้องเข้า ป๋าไปชวน บ.ก. รับเชิญมาค่ะ ซึ่งก็คือ “แรงบันดาลใจในการอ่าน” ของป๋า ... พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ (หูยยย ... ป๋าพูดชื่อใครออกมาก็ตามบนเวที เสียงนี้จะดังในหัวเบ็นตลอด ๆ เลย ...มันช่าง หูยยยย จริง ๆ)
พี่จิกเขียนเร็วมาก ว่าแล้วป๋าก็ปรายตาไปหาพี่ตุ้ม 555 พี่ตุ้มบอก “ก็พี่จิกไม่ใช่นักเขียนอาชีพไง เขาเป็นผู้บริหารเวิร์คพ้อยท์” เออ ก็จริงเนาะ 🤣
บทบรรณาธิการของพี่จิกเขียนดีมาก และพออ่าน ๆ ไปป๋าเต็ดก็เกิดอาการ “เอ๊ะ” ... เอ๊ะ! หรือพี่จิกจะไม่ได้เขียนให้คนอ่านอ่านวะ น่าจะเขียนให้ตรูอ่านแหละ เพราะพี่จิกเขียนในย่อหน้าสุดท้ายไว้ว่า ...
“การทำสิ่งที่รักนั้นดี แต่แค่รักไม่พอ
เราต้องรู้ให้ละเอียดด้วย ว่าจะทำให้ “ดี” ยังไง
ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ”
พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์
บทบรรณาธิการนี้เปลี่ยนมุมมองของป๋าเต็ดไปเลยค่ะ หลังจากนั้นนอกจากตั้งใจทำในสิ่งที่รัก ป๋าก็ตั้งใจเรียนรู้ที่จะทำสิ่งที่รักนั้นให้ดีด้วย
เราต้องรักสิ่งที่เราทำ ถูกต้องแล้วค่ะ แต่ไม่ใช่รักเพื่อรัก แต่รักเพื่อให้ไม่เหนื่อยที่จะเรียนรู้ 🥰 และนั่นทำให้ DDT อยู่ยาวมาได้ 4-5 ปีเลย
และเพลงที่ 4 คือ ...? 🤣🤣🤣
 
นี่มันเรื่องเล่าอะไรครับเนี่ยยยย เล่ามาอย่างยาว หลายปีผ่านพ้นไป เราก็ไม่สามารถเดาได้ว่านี่คือการนำเข้าเพลงอะไรนะ เป็นเพลย์ลิสต์ครั้งที่มีประโยคจำของพี่เอกและพี่ตุ้มว่า...
“แล้วเพลงที่ ... คือเพลง...?”
555 ชอบ ชอบ ชอบความเรื่องเล่าแบบใหม่แบบสับนี้ นี่มัน never-ending story playlist 🥰💖💖
อ่ะ ถามมาตอบไป เพลงที่ป๋านำมาฝากจากเรื่องเล่า DDT นี้คือเพลงของ “DDT SUPERBAND 2006” ค่ะ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ฉลองครบรอบหนึ่งปีของ DDT (และโปรเจกต์นี้ก็เกิดขึ้นทุกปีหลังจากนั้น ตามการมีอยู่ของแม็กกาซีนเลย)
DDT SUPERBAND ก็คือการรวมตัว MVP แหละ ป๋าชวนตัวเทพของวงการมาช่วยกันทำเพลงแจกคนอ่าน 😊 MVP ในปี 2006 นี่ก็คือโอ้โหวววว เสียงอุทานนี้ไม่ใช่ให้กับ “ความดัง” ค่ะ แต่เหล่าคนดูในโรงละครอุทานให้กับ “ความคลาสสิก” ของภาพประกอบ 🤣
SUPERBAND 2006: เบน ชลาทิศ, ปั๊ม อพาร์ตเมนต์คุณป้า, นอ Crescendo, โต๋ ศักดิ์สิทธิ์, Cyndi Seui, ชัช Bodyslam, กบ Big Ass, อ๊อฟ Big Ass, เลียม ลอร์เรนซ์ (+ ชาตรี คงสุวรรณ)
ภาพขึ้นมาบนจอนี่ฮือฮากันทั้งโรงละคร … พี่ ๆ เค้าเคยเด็กกันด้วย! 555
ป๋าบอก "ช่าย เบ็น ชลาทิศเคยตัวเท่านั้นมาก่อน”
ส่วนพี่เอกกล่าวว่า “ทุกคนมีอดีต”
555 ชอบประโยคนี้ #เพราะเราเองก็เช่นกัน #เราทุกคนมีอดีต
 
อ่ะ กลับมาที่เพลงค่ะ เพลง DDT SUPERBAND ในปี 2006 พี่กบพี่อ๊อฟ Big Ass ช่วยแต่งให้ตามบรีฟของป๋าเต็ดค่ะ …บรีฟสั้น ๆ ตามแรงบันดาลใจที่ได้จากบทบรรณาธิการของพี่จิก
“เพลงอะไรก็ได้เกี่ยวกับความรัก”
เออ สั้นจริง แล้วพี่กบพี่อ๊อฟก็แต่งได้ ... เพราะจริง ๆ
เพลงนั้นคือ ... แค่ความรัก
🎼 เพลง “แค่ความรัก”
“วันดีดี ทุกๆ วันคือวันดีดี
ฉันมีความสุขทุกนาที
เพราะมีเธอ เธอทำให้ฉันรู้ว่า
ว่าโลกใบนี้งดงามเท่าไร...”
DDT Superband 2006 : แค่ความรัก
แซมมมมมม … เพราะจุง แต่ Visual Graphic ที่เป็นฉากหลังบนจอ contrast กับไรหนวดของนายมาก 🤣 เจ้าหญิงเจ้าชายฝ่าอุปสรรคในเกม 8-bit ก็มา 555
บทสรุปที่ป๋าเต็ดอยากฝากไว้จากการเปลี่ยนที่สี่นี้คือ “การให้แรงบันดาลใจเป็นเรื่องที่ดี แต่ให้แล้วช่วยรับผิดชอบด้วย อย่าปล่อยให้เฟ้งฟ้าง” คือไม่ได้ฝากคนดู แต่ฝากไปถึงพี่โหน่งสินะคะ 🤣
🌀 เพลงที่ห้า เปลี่ยน “ขนาด” ความฝัน
นี่คือจุดเปลี่ยนตอนป๋าออกจากงานวิทยุไปทำคอนเสิร์ตค่ะ พอกลับมาอยู่แกรมมี่ อากู๋ คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ก็ถามป๋าว่า “ทำ music fest ให้แกรมมี่ได้ไหม” ไอ้ได้น่ะมันได้ แต่ความยากคือจะทำให้ต่างยังไง?
ตอนเริ่ม Fat Fest มันไม่มีคู่เทียบไงทุกคน ทำไรก็ไม่มีใครสู้ (เพราะยังไม่มีใครทำ 55) แต่ตอนจะทำ fest ใหม่นี้คนทำงาน music fest กันเยอะแล้ว เล่นใหม่ไม่ได้แล้ว มันมีทางให้ไปสองทางเท่านั้น คือ ดีกว่า หรือ ใหญ่กว่า
ไอ้ครั้นจะไปทาง “ดี” ก็ตัดสินยาก มัน subjective เนาะ เถียงกันไม่จบ ดีของใคร งั้นทำ “ใหญ่” ละกัน พิสูจน์ได้ด้วยขนาด ด้วยจำนวนใด ๆ แต่ทีนี้ป๋าคำนวณไปคำนวณมา ถ้าจะให้ใหญ่กว่าคอนฯ ที่ Thunder Dome (สมัยนั้นใหญ่สุดละ) ต้องลงทุน 50 ล้านเพื่อ “เท่าทุน”
แบบมันขายแพงกว่านี้ไม่ได้แล้วอ่ะ ขายยังไงก็สุดแค่นี้แหละ ทีนี้จะไปเสนอแบบนี้ อากู๋ก็คงมีกลับมาประโยคเดียวเลยทุกคน ... “จะทำเพื่อ?”
ทำยังไงง่ะ ต้องพรีให้ผ่าน ไปเลยค่ะ ป๋าเดินไปขอตังค์พี่กริช ทอมมัส สองแสนเพื่อเอาไปทำ research จ้างดีไซเนอร์เทพ ๆ มาช่วยออกแบบ … ตั้งเป้าว่าคนต้องเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ต้องมีภาพจำ ต้องถ่ายรูปมาอวด
ป๋าเต็ดกะดีไซเนอร์ไปกินนอนที่เขาใหญ่ ณ ที่จัดงานเลยค่ะ ไปดูพริ้วหญ้า ทิศทางลม ดูพระอาทิตย์ขึ้นตกยังไง ไปซึมซับสถานที่จัดงาน
กลับจากเขาใหญ่ได้แบบมาละ งานต้องมี 7 เวที ป๋าทำสไลด์ 50 หน้า แบบที่จะต้องตอบได้ทุกคำถามในบอร์ด ลงดีเทลทุกอย่าง พรีเซ็นต์จบ อากู๋ไม่มีคำถามอะไรเลย ... แค่ยิ้ม แล้วเอ่ยว่า “ลงทุนเท่าไหร่” ได้คำตอบปั๊บถามต่อ “กำไรเท่าไหร่” … พอได้คำตอบว่า เท่าทุน หืมมมม
สีหน้าอึ้งย้ง บรรยากาศเดดแอร์ เป็นใครใจก็ต้องสั่นเนาะ แต่แล้ววรรคทองที่ทำให้เกิด Big Mountain ก็ออกมาจากปากของอากู๋ค่ะ
“อืม มันก็ต้องเริ่มแบบนี้แหละเนาะ”
ไฟเขียวสว่างวาบบบบบ ถึงจะมีติดดิสค์เบรคนิดนึงว่า “แต่ปีหน้าจะกำไรใช่มะ” ให้ป๋าต้องตอบว่าใช่ (ไปก่อน) ก็เหอะ 🥰🥰🥰 เย่ ๆ ไป “มันใหญ่มาก” กันนนน
“แล้วเพลงที่เลือกคือ ...” พอถึงเพลงที่ห้า คำถามนี้ก็ไม่ต้องมีเสียงละค่ะ 555 แค่ป๋าหันไปมองตาพี่ตุ้มพี่เอกก็รู้เลยว่าต้องเฉลยเพลงละ 😁
เพลงที่ป๋าเลือกมาอยู่ในเพลย์ทูเป็นเพลงสุดท้าย คือเพลงที่เล่นในเวทีใหญ่ Big Mountain ในปีเปิดตัว เพลงที่มีพลุเพลงนั้น 😊 มันสำคัญต่อใจเพราะมันเป็นครั้งแรกที่ป๋าจะได้จุดพลุในคอนฯ ตัวเอง (ปกติจัดอินดอร์ จุดไม่ได้อ่ะ) ป๋าจึงต้องคิดเยอะมาก ว่าจะจุดเพลงไหน ท่อนไหนดีวะ (แบ่บ...มีตังค์จุดครั้งเดียว ช็อตเดียวเท่านั้น)
ป๋าเลือกจุดในเพลง “ความเชื่อ” ของ Bodyslam ในท่อนที่น้าแอ๊ดร้องรอบแรก
“ชีวิตมันต้องเดินความหาความฝัน” ... ความฝัน ปั๊บ พลุมา
ในภาษาหนัง พลุคือความสำเร็จ ป๋าบอก ณ วินาทีนั้นเข้าใจอย่างแท้จริงกับใจตัวเองเลยว่า เออ มันใช่… ป๋ายืนดูอยู่หน้าเวที วินาทีที่พลุขึ้น น้ำตามันไหลออกมาเองเลย ปิติ 🥰
ตั้งแต่นั้นพลุก็สำคัญกะป๋ามาก ป๋าจะบรรจงเลือกโมเม้นท์ในการจุดมาก ๆ เพื่อให้คนดูอิ่มเอมไปกับโชว์
🎼 เพลง “ความเชื่อ”
“...ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน
หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่
มันจะไปจบที่ตรงไหน
เมื่อเดินเท่าไหร่มันก็ไปไม่ถึง...”
ความเชื่อ - Bodyslam
แซมมมมม ... น้อนเป็ดดดดด แซมไม่ต้องพูดถึง ร้องเพลงนี้ได้สุดใจมาก ๆ Visual ของเพลงนี้ดีงามมากค่ะ เป็นน้องเป็ดมอมแมมที่เดินตามฝูงอย่างทุลักทุเลขั้นสุด และพี่เอกก็ไปบีบบังคับให้น้องกราฟฟิกหา “พลุ” มายิงให้ป๋าแบบบัดเดี๋ยวนาว (แปลว่าแบบไม่แจ้งล่วงหน้า 555 เอาซะน้องไปแทบไม่เป็น) อ่ะ อาจจะขลุกขลักบ้าง แต่ก็ฟุลฟิลป๋าได้อยู่นะ เอาซี้ ...
ดูไปจนจบ ป๋าก็ถามคำถามคาใจว่าทำไมต้องเป็ดวะ … แล้วก็ตบมุกเองว่า อ๋อ สบัดโคลนแล้วเป็นสีแดง 555 แหม่ ยิงจนหยดสุดท้ายจริง ๆ
พี่ตุ้มจบช่วงเพลย์ลิสต์ด้วยการบอกกับป๋าเต็ดว่า...
“ได้ข่าวว่าป๋าฝันอยากเป็นผู้กำกับหนัง อยากให้แรงบันดาลใจว่า #ป๋าเป็นผู้กำกับได้ เรื่องราวของป๋าเป็นหนังได้ 🤣🤣🤣 ขอให้แรงบันดาลใจนี้เข้าไปอยู่ในตัวป๋า แล้วงอกงามขึ้น” 55555
ขอบคุณป๋านะคะที่มามาร์คทู ให้เบ็นได้ทวนเวลากลับไป “ตกหลุมรักเพลย์ลิสต์” อีกครั้ง จำได้เลยว่านี่แหละเหตุผล ที่ทำไมเบ็นถึงมาจมตัวเองอยู่กับ Wednesday Song ทุกครั้ง ไม่ว่าวันนั้นจะยากหรือเหนื่อยแค่ไหน
เพราะที่นี่มีเรื่องราวดี ๆ จากผู้คนที่เป็นพลังชุบชูใจ ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ 💖💖
================================================
คอนเสิร์ต Lipta ลิปตา
บอกเลยว่า มัน “หล่อ” มาก
================================================
พี่คัตโตะเปิดเวทีมาทักทายกับเราด้วยประโยคแรกว่า “ตื่นเต้นมาก นี่แต่งหน้ารอมาตั้งแต่ 4 โมงเย็น” 😊 ไม่แต่งก็หล่อมากแล้วค่า เบ็นเพิ่งเคยดูการแสดงของลิปตา พี่คัตร้องเพลงแล้วหล่อจริงอะไรจริง ละเคมีเวลาพี่คัตโตะอยู่กับพี่แทนบนเวทีมันก็ดีต่อใจจริง ๆ มันเพื้อนเพื่อน ไม่รู้สิคะบอกไม่ถูก แต่แค่พี่ ๆ ยืนอยู่ข้าง ๆ กันเราก็รู้สึกได้ถึงความผูกพัน ความมิตรภาพ ความเพื่อนอ่ะ
มันอบอุ่นหัวใจดีจังเลย 🥰
แล้วนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่เบ็นหลงรัก Wednesday Song … เบ็นได้พบโลกใหม่ที่เบ็นไม่เคยเจอบ่อยมาก บ่อยมาก ๆ อาจเป็นเพราะเบ็นเชื่อในความสุขที่เกิดจากความตั้งใจของคนจัดค่ะ เบ็นเลยมาทุกครั้ง ทั้งที่หลายครั้งมาก ๆ เบ็นก็ไม่รู้จักเพลงของศิลปินใน Vol. นั้น ๆ เลย หรือบางครั้งก็ไม่รู้ว่าเพลงที่เรารักเพลงนี้เป็นของศิลปินคนนั้น ๆ
แต่กลายเป็นว่ามาดู Wednesday Song แล้วทำให้เบ็นได้พบแฟนใหม่
💖💖 เห้ย โปเตโต้มันดียยย์ ตั้งแต่ได้ดูโปเตโต้ใน Wed. ก็กลายเป็น fc ไม่ได้แค่ฟังเพลง ยังตามไปดูสาธุ (ซึ่งถ้าไม่ได้ดูคอนฯ โปเตโต้วันนั้น จะไม่ดูแน่นอน และก็จะพลาดอะไรดี ๆ แบบนี้ไป) และตามกิจกรรมอื่น ๆ ของพี่ปั๊บด้วย
💖💖 โหว เพลงและการแสดงของอาจารย์ไข่ มาลีฮัวน่า ลึกซึ้งจริงอะไรจริง มวลบรรยากาศคอนเสิร์ตมันทำงานกับเรา ให้พลังกับหัวใจเราได้แบบไม่น่าเชื่อเลย มิน่า ... มิน่า
และอื่น ๆ อีกมากมาย วันนี้ถึงคราวของ “ลิปตา” ซึ่งพลิกภาพ “คัตโตะ เสือร้องไห้” ในใจเรา ให้เห็นพี่คัต (และพี่แทนด้วย) ในอีกมุมไปเลย มัน ดี มากกกกกก (ขออภัยแฟนลิปตานะคะ เบ็นเพิ่งเข้าด้อมมาจริง ๆ 😊)
 
พี่คัตบอกว่าที่ตื่นเต้นเพราะเดี๋ยวนี้ลิปตาไม่ได้มีคอนฯ เดี่ยวแบบนี้ แถมเป็นคอนฯ ขายบัตรอีก เลยนอยด์นิดนึงว่าจะมีคนดูไหมวะ แต่แอบโผล่จากหลังม่านมาดูช่วงป๋าเต็ด เห็นแฟนมากันแน่นก็อุ่นหัวใจ
เบ็นเองในฐานะคนดู เห็นความสนิทกันของพี่ ๆ ลิปตากับแฟนเพลงแล้วก็อุ่นหัวใจมากเหมือนกัน ตลอดช่วงเวลาของคอนเสิร์ต เบ็นยิ้มไม่หยุดเลย พี่ ๆ และแฟน ๆ น่ารักจัง
ด้วยความที่วงอยู่มา 21 ปีแล้ว (วงรุ่นเดียวกัน “จบการศึกษา” กันไปหมดแล้ว 😁 แต่ลิปตาเป็นวงผิดผี …. แปลกแยกจากยุค เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไปแจมเวทีก็วงร่วมเจน อย่าง Tattoo Color, Etc. นะคะ ผู้จัดให้เล่นกะ เจฟ ซาเตอร์ - นนท์ ธนนท์ - อิงค์ วรันธร – โบกี้ไลอ้อนงี้ ละจบด้วยลิปตา)
21 ปีผ่านไป แฟน ๆ ของลิปตาจึงมีหลายเจนมาก ๆ ค่ะ เอ็นดูความเช็คเจนของพี่คัต ด้วยการถามคนดูว่าอยากฟังเพลงอะไรกัน เสียงจากคนดูหลากหลายมากค่ะ ตั้งแต่ ... อยู่ได้แล้ว ฝืน อ่อนแอ คิดถึงเสมอ ยัง (พี่คัตมีการเล่นมุกว่า ยังไม่ต้องเล่น 55)
ไม่ต้องกลัว เอิ้ว (พี่คัตบอก ใครขอเพลงนี้นี่จัดอยู่ในกลุ่มหายาก ใกล้สูญพันธุ์ อยาก keep ไว้ 555) ทักคับ (นี่ Gen Z แน่นอน) จากกัน อยากมีแฟนแล้ว ไม่เป็นไร กอดตัวเอง ปฎิเสธอย่างไร (แกงค์นี้คือ Gen Y ปีลึกกกก ย้อนไป 2010 ได้เลย 🤣)
ความพิเศษของคอนฯ นี้จึงคือ … ศิลปินเล่นไม่ตรง song list ที่เตรียมมา (ซึ่งมันเป็นคาแรคเตอร์พิเศษของ Wednesday Song ด้วยค่ะ ศิลปินแทบทุก Vol. จะร้องเพลงตามใจตัวเอง เพลงที่ไม่แมส เพลงที่หาเล่นที่อื่นไม่ได้ 🥰)
พี่คัตบอกว่าปกติลิปตาก็จะเล่นไม่ค่อยตรงลิสต์อยู่แล้ว เพราะพี่คัตมักออกมาเล็งหน้าคนดูก่อน ว่าควรเล่นทรงไหน เจนลึกแค่ไหน 555 แต่ที่ Wednesday Song นี่เป็นขั้นกว่าของความปกติไปอีก คือเล่นเพลงได้ปีลึกม๊ากกกกก ได้ตั้งแต่อัลบั้มแรก 21 ปีก่อนนู้นกันไปเลย
ซึ่งพี่คัตบอกปนเสียงหัวเราะว่า ต้องขอโทษ 2 ภาคส่วนไว้ ณ ที่นี้ หนึ่งคือฝ่าย visual graphic เพราะไอ้ที่เตรียมไว้ไม่ได้ใช้เลย และทีมเครื่องเป่าที่แกะเพลงมา แล้วต้องมายืนนิ่ง ๆ เพราะพี่คัตพี่แทนเล่นแต่เพลงที่ไม่ได้บอกให้แกะ ... ถถถ ... เอ็นดูวไม่ไหวววว
เหมือนจะปลอบใจ (หรอ) พี่คัตปล่อยมุกแซวพี่ ๆ เครื่องเป่าทั้งสามคนว่า มีไม่กี่อาชีพนะที่ยืน ๆ แล้วได้เงิน 555 (แต่พี่โอเล่บอกว่าเสียดายมากเลยค่า เพราะเพลงที่มีพี่ ๆ เครื่องเป่า ดนตรีมันแน่นมาก เลิฟฟฟ)
เพลงของลิปตาน่ารักมากเลยนะคะทุกคน พี่คัตเสียงหล่อ พี่แทนอย่างเท่ ในส่วนของการเอนเตอร์เทนคนดู พี่ ๆ ก็ทำได้แบบพอเหมาะพอดีกับหัวใจมาก ๆ ค่ะ ขอบคุณลิปตานะคะสำหรับชั่วโมงหล่อ ๆ 2 ชั่วโมงในวันพุธ
สัญญาว่าอัลบั้มออกเมื่อไหร่จะไปเปิดคลิปทิ้งไว้ เอ้ยยยย เปิดดูเพิ่มยอดวิวให้แน่นอนค่า 💖💖
และนั่นคือ Wednesday Volume 21 ที่ทำให้เบ็นตกหลุมรักอีกครั้งค่ะ Wednesday Song นี่มันเพลย์แลนด์ของศิลปินที่และผู้คนที่เรารักจริง ๆ ขอบคุณป๋าเต็ด สำหรับบทเพลงที่มีเรื่องเล่าเพราะ ๆ ทั้ง 5 เพลง ขอบคุณพี่คัตโตะ พี่แทนลิปตาสำหรับชั่วโมงเพลงหล่อ
ขอบคุณพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ พี่เอก สยามพิฆเนศ ที่สร้างสรรค์งานดี ๆ และพี่แพน อิศรา Pan Isara ที่ดูแลกันเสมอค่ะ
แล้วพบกับ “อ่านคอนเสิร์ตกับเบ็นโน้ต” ได้ใหม่ในครั้งหน้ากับ Wednesday Song Vol. 22 เพลย์ลิสต์พี่สายชล The Innocent และคอนเสิร์ตพี่ชมพู & พี่ปิง ฟรุตตี้ และ พี่กุ้ง ตวงสิทธิ์ ค่ะ
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับภาพสวย ๆ บางส่วนจากเพจ Wednesday Song ฝีมือ Golf-Sirapop Wannathong ค่ะ
💖💖🥰🥰💖💖
ป.ล. แปะเพลงที่พูดถึงในเพลย์ลิสต์ไว้ให้ในช่อง comment นะคะ ส่วนเพลงของพี่ ๆ Lipta ลองใช้ชื่อเพลง search หากันได้เลยค่ะ
#BennOte #bp_ben
#WednesdaySong #SiamPic
#Lipta #ลิปตา #ป๋าเต็ด
#หนุ่มเมืองจันท์
#benji_went_there
#benji_is_learning
#inspiration

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา