30 พ.ค. เวลา 15:19 • การเมือง

Super Man ที่ชื่อชัชชาติ

"กรุงเทพมหานคร
อมรรัตนโกสินทร์
มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ
นพรัตนราชธานีบูรีรมย์
อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน
อมรพิมานอวตารสถิต
สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์"
เพลง : กรุงเทพมหานคร
ขันร้องโดย : อัสนี-วสันต์
"ถึงเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ทำงานวิจัย และทำงานบริหารในมหาวิทยาลัย …แต่ก็ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ มีช่วงหนึ่งผมได้ไปช่วยงานที่สำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ กับได้มีโอกาสไปเป็นทีมงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งตอนนั้นก็ไปแบบนักวิชาการ มีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เรียกว่าไปทำงานเพราะความอยากรู้อยากเห็นว่างานคมนาคมเป็นอย่างไรเท่านั้น"
"ผมเข้าไปทำงานที่กระทรวงบ่อย ทำให้รู้จักคุ้นเคยกับทุกคนในกระทรวง …ผมทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่อยากได้ประสบการณ์ อยากมีความรู้เพิ่มขึ้น เมื่อเรามีประสบการณ์เพิ่ม ความรู้เพิ่ม ก็ทำให้มีทางเลือกชีวิตที่หลากหลายมากขึ้นไปด้วย"
รองศาสตราจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
เพลงกรุงเทพมหานครมาจากอัลบั้มฟักทองของวงดูโอ้สองพี่น้องสายร็อคอย่างอัสนี-วสันต์ ซึ่งอัลบั้มชุดนี้แกรมมี่ได้ออกวางจำหน่ายในปีพ.ศ.2532
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้วันที่ 28 พฤษภาคมพ.ศ.2569 เป็นวันสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็มีหลายท่านที่มาจากหลายพรรคการเมือง บางท่านก็มาจากในนามอิสระด้วย แต่จุดที่น่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ คงจะหนีไม่พ้น Super Man ที่ชื่อชัชชาติ เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ
เช้ามืดวันหนึ่งในขณะที่ชายคนหนึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ก้าวเท้าออกจากบ้าน เป็นช่วงเวลาที่คนกรุงยังไม่ตื่นจากภวังค์ดีนัก ท่ามกลางแสงไฟสลัวยามตีสี่ครึ่ง เรามักจะเห็นภาพชายร่างสูงในชุดออกกำลังกาย ก้าวเท้าวิ่งไปตามทางเท้าและสวนสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ
นี่ไม่ใช่แค่การออกกำลังกายส่วนตัว แต่เป็นภาพจำของอาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มักจะวิ่งไปพร้อมกับทักทายประชาชน ชนหมัดกับนักวิ่งคนอื่นๆ และใช้ช่วงเวลานี้ในการตรวจงานไปในตัว สำหรับท่านแล้วการวิ่งไม่ใช่แค่การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพแบบทุกท่านทำกันทั้งเช้าและเย็นบนลู่วิ่งของนามกีฬาแต่เป็นการพูดคุยกับประชาชนที่มาร่วมวิ่งจนเกิดไอเดียในการแก้ปัญหาเมือง
อาจารย์ชัชชาติในวัยละอ่อน
นี่ถือเป็นการลงไปสัมผัสปัญหาเส้นเลือดฝอยอย่างใกล้ชิด ทั้งขยะที่ตกค้าง ไฟทางที่มืดมิด หรือทางเท้าที่ขรุขระ คือตัวตนที่แท้จริง ทีนี้เราจะมาดูชีวประวัติของอาจารย์ชัชชาติในเกือบ 60 ปี ก่อนที่ท่านจะมาวิ่งเป็นกิจวัตร ประจำวันหรือดูแลเมืองกรุงโดยนโยบายที่คนกรุงสามารถจับต้องได้ วันท่านผู้อ่านจะได้รับทราบว่าท่านผ่านอะไรมาบ้าง
รองศาสตราจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมพ.ศ.2509 ท่านมีพื้นฐานครอบครัวและการศึกษาที่โดดเด่น ซึ่งหล่อหลอมวินัยและตัวตนของท่านมาก่อนที่ในอนาคตจะเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครผ่านการเลือกตั้งในนามอิสระ
ท่านมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับคุณแม่ ซึ่งยังคงคอยดูแลและให้คำแนะนำเรื่องการวางตัวและการออกรายการต่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน เพื่อให้มีภาพลักษณ์ที่ดี ไม่เพียงเท่านี้ครอบครัวของท่านมีความสนิทสนมกับครอบครัวของ ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. มาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ
อาจารย์ชัชชาติขณะลงพื้นที่หาเสียง
การออกกำลังกายหรือการวิ่งที่กลายเป็นชีวิตประจำวันของอาจารย์ชัชชาติถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียน ท่านมักใช้เวลาช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากการเรียนหนังสือมาการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นนิสัยที่ติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน
ประกอบกับด้วยความที่ท่านเป็นคนที่ติดตามแนวคิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ เช่น การอ่านหนังสือแนวการบริหารและการจัดการและมักนำแนวคิดจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน ทำให้การงานทั้งตอนเป็นอาจารย์และนักการเมืองมีคนโน้นคนนี้เข้ามาผูกสัมพันธไมตรี
ในชีวิตการเมืองก่อนหน้าที่จะมาเป็นผู้ว่ากทม. อาจารย์ชัชชาติเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยท่านทำงานในตำแหน่งดังกล่าวเป็นเวลาประมาณ 1 ปี 7 เดือน เริ่มตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ไปจนถึงช่วงที่เกิดการรัฐประหาร
อาจารย์ชัชชาติพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งพ่อเมืองกรุงเทพเต็มที่หลังจากไปเยี่ยมลูกชาย
ในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านได้ผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สาย มอเตอร์เวย์ และการพัฒนาสถานีกลางบางซื่อ
แม้ว่าในขณะนั้นพระราชบัญญัติกู้เงินจะไม่ผ่านการพิจารณาของศาลและต้องหยุดชะงักไปเพราะการรัฐประหารในปีพ.ศ.2557 แต่ท่านเห็นความชัดเจนแล้วว่าโครงการเหล่านี้ยังคงเดินหน้าต่อในรูปแบบอื่นในรัฐบาลต่อมา และท่านภูมิใจที่ได้สร้างความตื่นตัวเรื่องการพัฒนาคมนาคมให้เกิดขึ้นในประเทศ
แม้จะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเนื่องจากการรัฐประหารในปี 57 แต่อาจารย์ชัชชาติไม่ได้หยุดทำงานเพื่อสาธารณะ ท่านได้ใช้เวลาหลังจากนั้นลงพื้นที่เก็บข้อมูลและเตรียมตัวเป็นเวลาถึง 2 ปี ก่อนจะตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามผู้สมัครอิสระ เพราะต้องการทำงานที่ใกล้ชิดประชาชนโดยไม่ต้องยึดติดกับพรรคการเมือง
อาจารย์ชัชชาติและ FC ที่มาขอถ่ายรูป
สิ่งที่หล่อหลอมความอดทนให้ท่านชนะการเลือกตั้งได้หนึ่งนั้นคือความมีวินัยในการออกกำลังกายอย่างหนักพร้อมด้วยการออกจากบ้านมาวิ่งตอนตี 4 ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านทำมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน เพราะฉะนั้นการออกกำลังก่ยช่วยให้ท่านมีร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็งพร้อมรับมือกับปัญหาหนัก ๆ ในการบริหารเมืองกรุงให้เป็นเมืองที่น่าอยู่
"ผมเป็นคนตื่นเช้าประมาณตี 4 ก็จะออกไปวิ่ง ผมคิดว่าการวิ่งเหมือนได้ทำสมาธิ ไม่ต้องใช้ความคิด ทำให้เรามีเวลาคิดเรื่องอื่น หลาย ๆ ครั้งที่ผมสามารถค้นหาวิธีแก้ปัญหาได้ในขณะวิ่งออกกำลังกาย และยังทำให้ร่างกายและจิตใจดีขึ้น และที่สำคัญเมื่ออายุมากขึ้นผมไม่อยากเป็นภาระให้กับครอบครัว ผมอยากเป็นคนดูแลเขามากกว่า"
ในช่วงการเลือกตั้งปี 65 อาจารย์ชัชชาติถูกมองว่าเป็นผู้สมัครระดับเต็งหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจที่ระบุว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ร้อยละ 40.8 นิยมสนับสนุนผู้สมัครอิสระมากกว่าผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง แต่มันไม่ได้จบลงแค่นั้น อาจารย์ชัชชาติชนะการเลือกตั้งเหนือศาสตราจารย์ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์หรืออาจารย์เอ้ แคนดิเดทผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น
อาจารย์ชัชชาติลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดวังหลัง
ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่า ท่านได้มีการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ประชาชนจับต้องได้ ท่านได้เปลี่ยนภาพจำจากนักการเมืองระดับชาติสู่ผู้ว่าที่เข้าถึงง่ายไม่ตองอยู่แต่ในห้องแอร์ โดยใช้เทคโนโลยีอย่างระบบ Traffy Fondue เข้ามาปฏิรูประบบราชการและสร้างความไว้ใจกับประชาชน ซึ่งท่านเชื่อว่าเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เมืองหลวงขับเคลื่อนไปได้มากกว่าเรื่องงบประมาณ
นอกจากระบบ Traffy Fondue แล้ว ผลงานของอาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หลายๆสำนักข่าวในไทยต่างออกมาให้ข้อมูลว่าเป็นความพยายามในการเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน โดยเน้นการแก้ปัญหาที่โครงสร้างและการเข้าถึงประชาชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีผลงานที่ถือเป็นงานชิ้นเอก และโครงการสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพฯ
นโยบายที่เน้นเส้นเลือดฝอยส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของชาวกรุงในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางเท้าและแสงสว่าง ท่านและทีมงานไดเปรับปรุงทางเท้าไปแล้วกว่า 1,000 กิโลเมตร และเปลี่ยนไฟส่องสว่างเป็น LED อีกกว่า 100,000 ดวง เพื่อความปลอดภัย
อาจารย์ชัชชาติขณะปั่นจักรยานไปปราศัยหลังจับได้เลขผู้ลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่ากทม.
ท่านเป็นผู้ริเริ่มโครงการสวน 15 นาทีกระจายไป 439 แห่งทั่วเมือง และการปลูกต้นไม้ที่ทำได้เกินเป้าหมายจาก 1 ล้านต้น เป็น 2.5 ล้านต้น มีการปรับปรุงศูนย์เด็กเล็กหว่านเมล็ดพันธุ์ทางการศึกษาผ่าน Digital Classroom และใช้ระบบ Telemedicine เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและทำให้คนเข้าถึงบริการได้ใกล้บ้านมากขึ้น
การแก้ปัญหาเรื้อรังต่อจากผู้ว่ากทม.คนก่อนก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เช่น การสะสางหนี้สิน ท่านบริหารเมืองกรุงได้ดีจากการจ่ายหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวไปกว่า 70,000 ล้านบาท เพื่อเคลียร์ภาระและเตรียมรับรายได้กลับคืนสู่เมืองในปีพ.ศ.2572
ด้านการจัดการน้ำท่วมท่านใช้หลักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์จุดเสี่ยงจากเดิม 13 จุด เพิ่มเป็น 737 จุด และดำเนินการแก้ไขไปแล้วกว่า 80% ทำให้ระบายน้ำได้เร็วขึ้นกว่าในอดีต
ส่วนปัญหาฝุ่น PM 2.5 ท่านลุยแก้ที่ต้นเหตุจากการเผาในที่โล่ง โดยสนับสนุนเครื่องอัดฟางให้เกษตรกร ทำให้จุดเผาในกทม. เป็น 0% และประสานจังหวัดข้างเคียงจนลดการเผาได้ 50% ส่งผลให้อากาศในกทม. จากที่มืดฟ้ามัวดินกลายเป็นท้องฟ้าที่สดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อาจารย์ชัชชาติขณะปราศัยที่สเตเดียมวัน เขตปทุมวัน
อาจารย์ชัชชาติสรุปในการให้สัมภาษณ์กับ Praew Magazine ว่า 4 ปีที่ผ่านมาเป็นการปรับฐาน เพื่อให้กรุงเทพฯ มุ่งสู่ 3 คำหลัก คือ
ความสุข จากพื้นที่สาธารณะและกิจกรรมสันทนาการ
โอกาส สร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเพื่อดึงดูดคนเก่งและสร้างงานคุณภาพ
ความหวัง ทำให้ประชาชนมั่นใจในระบอบประชาธิปไตยว่าสามารถหาคนมารับใช้ประชาชนได้จริง
อย่างไรก็ตาม ท่านกล่าวว่ายังคงมีความท้าทายที่ยังทำไม่สำเร็จ 100% เช่น เรื่อง ทุจริตคอร์รัปชัน ในระดับบุคคลที่ต้องใช้เทคโนโลยีและความโปร่งใสหรือ Open Data เข้ามาสู้ต่อรวมถึงปัญหา เศรษฐกิจปากท้อง ที่ กทม.พยายามช่วยผ่านการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและสาธารณสุขแทนการจ่ายเงินโดยตรง
อาจารย์ชัชชาติพบปะ FC ที่มาให้กำลังใจท่าน
ภาพลักษณ์ของอาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะคุณพ่อตัวอย่างเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจไม่แพ้บทบาททางการเมือง โดยท่านได้แสดงออกถึงความผูกพันและการให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวอย่างเด่นชัดผ่านการกระทำและแนวคิด
เริ่มจากการเสียสละส่วนรวมเพื่อวาระสำคัญของลูก เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้อาจารย์ชัชชาติตัดสินใจ ลาออกก่อนครบวาระผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก่อนที่จะหมดวาระอีกไม่กี่วัน คือความตั้งใจที่จะเดินทางไปร่วมงานรับปริญญาของลูกชายคือคุณแสนดี สิทธิพันธุ์ ที่สหรัฐอเมริกา
เพราะฉะนั้นท่านจึงให้ความสำคัญกับการเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของลูกชายเหนือสิ่งอื่นใด และมองว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
อาจารย์ชัชชาติขณะลงพื้นที่หาเสียงหลังจากวันปราศัยที่สเตเดียมวัน
ท่านเปิดเผยว่าการที่ลูกชายได้ไปใช้ชีวิตและเรียนต่อที่อเมริกาคนเดียวเป็นเวลา 2 ปี ทำให้ลูกชายเติบโตเป็นผู้ใหญ่และรู้จักดิ้นรนมากขึ้น นอกจากนี้ ท่านยังตั้งใจให้ลูกชายเข้ามาช่วยงานอาสาสมัครในฐานะคนธรรมดาโดยไม่อยากให้ใช้ชื่อว่าเป็นลูกผู้ว่าฯ เพราะต้องการให้ลูกเรียนรู้โลกตามความเป็นจริงและป้องกันไม่ให้คนรอบข้างต้องเกรงใจหรือจำนามสกุลลูกของท่านจนเกินไป
อาจารย์ชัชชาติยึดถือว่าการดูแลตัวเองให้แข็งแรงเป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลคนในครอบครัว ท่านเชื่อว่าหากเราไม่ดูแลร่างกายให้ดี ก็จะไม่สามารถดูแลคนที่เรารักได้ ความแข็งแกร่งของท่านจึงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อการทำงานเมือง แต่มีไว้เพื่อดูแลคนในครอบครัวด้วย
แม้ท่านจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งหน้าที่สูง แต่คุณชัชชาติยังคง รับฟังและกตัญญูต่อมารดาเสมอ ท่านมักจะโทรศัพท์คุยกับคุณแม่ ซึ่งคุณแม่ยังคงคอยเตือนสติและแนะนำเรื่องการวางตัวที่ดีในการออกรายการต่างๆและการทำงานในตำแหน่งผู้ว่ากทม.อยู่เสมอ
อาจารย์ชัชชาติและชาวกทม.ท่านหนึ่ง
ในชีวิตการเมือง ท่านมุ่งเน้นการสร้างโอกาสและความหวังโดยหวังว่าไม่ว่าเด็กจะมีพ่อแม่เป็นใคร หรือทำอาชีพอะไร ทุกคนควรจะมีโอกาสเท่าเทียมกันในการพัฒนาตนเองให้ก้าวต่อไปได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจในฐานะหัวหน้าครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับการสร้างวินัย ความรัก และการให้เกียรติซึ่งกันและกันภายในครอบครัว จนนำไปสู่ความสำเร็จที่มีต่อกทม. จนกลายเป็นเมืองที่มีคนจำนวนไม่น้อยมาสัมผัสมหานครอันรุ่งโรจน์
เคล็ดลับการดูแลสุขภาพของอาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไม่ใช่สูตรลับที่ซับซ้อน แต่คือการสร้างวินัยและนิสัยที่ท่านผู้อ่านทุกท่านรวมถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
อาจารย์ชัชชาติไม่ใช่แค่นักการเมืองที่ใครๆรู้จักกันดี ท่านเชื่อมั่นว่าสุขภาพดีไม่มีขายและต้องเริ่มด้วยตัวเราเอง เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาการออกกำลังกายให้กลายเป็นนิสัย จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้เหมือนการกินข้าวหรือแปรงฟัน ท่านหล่อหลอมนิสัยนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน และปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันในวัยเกือบ 60 ปี
ภาพจำที่ท่านตื่นมา วิ่งตอน 04:30 น. เป็นประจำทุกวัน วันละประมาณ 1 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร คือการรักษาความสม่ำเสมอ ต่อให้วันไหนที่ท่านนอนดึกหลังจากลุยงานเพื่อชาวกรุง ท่านก็ยังพยายามตื่นมาออกกำลังกาย หากวันไหนตื่นสายหรืออากาศร้อนเกินไป ก็จะปรับเปลี่ยนมาวิ่งบนลู่วิ่งในร่มแทนเพื่อไม่ให้เสียวินัย
อาจารย์ชัชชาติและเบอร์ 9 เลขแห่งการก้าวกระโดดไปสู้สิ่งที่ดีกว่า
ท่านมองว่าการวิ่งไม่ใช่แค่การบริหารกาย แต่คือการบริหารใจ ท่านเรียกสภาวะนี้ว่า "Automatic Mode" การวิ่งเหมือนกับการนั่งสมาธิที่รู้ลมหายใจเข้าออก ทำให้จิตใจนิ่งและสงบ
เมื่อร่างกายเคลื่อนที่ไปอย่างอัตโนมัติ ความวุ่นวายในใจจะตกตะกอน ทำให้คำตอบของปัญหาหรือไอเดียใหม่ๆ ในการทำงานมักจะวาบขึ้นมาในช่วงเวลาที่วิ่งนี้เอง เมื่อเจอเรื่องหดหู่หรือเซ็ง ท่านจะใช้วิธีออกไปวิ่งเพื่อระบายความเครียดและทำให้จิตใจดีขึ้น
อาจารย์ชัชชาติแนะนำว่าการเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องหักโหม ท่านกล่าวเพิ่มเติมว่าอย่าตั้งเป้าหมายที่ยากเกินไปในตอนแรก ให้นำสิ่งที่สนุกไปแฝงไว้ในงานหรือการออกกำลังกาย เช่น การเต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะ หรือการเดินตรวจงานไปพร้อมกับการวิ่ง ใช้ร่างกายให้เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นสวนด้วยระเวลา 15 นาที หรือทางเท้าใกล้บ้าน ท่านผู้อ่านสามารถเริ่มออกกำลังกายได้ง่ายๆ เพียงแค่เปลี่ยนใจตัวเองและมีวินัยกับตนเองก่อนที่จะไปถึงจุดหมายปลายทาง
การทำหน้าที่ต่อในสมัยที่ 2 ของผู้ว่าชัชชาติ ขวัญใจชาวกทม.จะสมหวังหรือไม่ ท่านบอกว่ายังไม่ใช่คำตอบ เพราะอนาคตเราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ 100% และใครจะมาเป็นผู้ว่ากทม.ก็ไม่มีใครรู้ ตัวตัดสินผลแพ้ชนะที่แท้จริงไม่ใช่ผลโพลเท่านั้น แต่ผลการเลือกตั้งที่จะได้เห็นต่อจากนี้คือคำตอบที่จะบอกว่าผู้ว่าคนใหม่คือคนเดิมที่ทำมาตลอด 4 ปีก่อน หรือคนใหม่ที่เพิ่งมาเป็นพ่อเมืองสมัยแรก สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Budangan John Khayansalung
PRACHACHAT BUSINESS
สำนักข่าวราษฎร - Ratsadon News'
Dailynews - เดลินิวส์ออนไลน์
NationPhoto
KAOSOD
ย้ำคิดย้ำฝัน
Thinkingradio
Praew Magazine
THE SECRET SAUCE
สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
GoodDayPodcast
Thairath News - ข่าวไทยรัฐ
THE STANDARD
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา