31 พ.ค. เวลา 04:44 • ความคิดเห็น

EP.13 : คำตอบที่ไม่มีใครอยากได้ยิน##โรคมะเร็ง##GIST##ฝากติดตาม

ตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจเรื่องมะเร็งมากนัก
และฉันก็พยายามคิดว่า
มันอาจเป็นแค่ก้อนธรรมดา
แต่คำว่าก้อนขนาด10เซนติเมตร
ก็ทำให้ฉันกลัวแล้ว
สิ่งที่ทำได้ในตอนนั้น
พวกเราพยายามทำใจดีไว้ก่อน
บอกพ่อว่ามันอาจจะเป็นก้อนธรรมดา
ทั้งๆที่ในใจตอนนั้น มันหนักอึ้งมากๆ
วันผ่าตัดมาเร็วกว่าที่คิด
พ่อเตรียมพร้อมอย่างดี ทั้งร่างกายจิตใจ
พวกเรา แม่ พี่สาว ป้า อาและญาติๆ อีก 3-4 คน
ก็มาให้กำลังใจพ่อ อยู่ข้างหน้าห้องผ่าตัด
ในวันนั้นฉันจำบรรยากาศได้ดี
ในตาทุกคนมีน้ำตาคลอๆ
ในความเงียบนั้น
มีเสียงสะอื้นเบาๆ
ของแม่ ฉัน และพี่สาว
ต่างคนต่างพยายามกลั้นความกลัวเอาไว้
มันมีความรู้สึกเยอะไปหมด
ทั้งความกลัว
ความสงสารและความเศร้า
ภาวนาให้การผ่าตัด
ผ่านไปได้ด้วยดี
เราแทบจะดูเวลานาทีต่อนาที
เวลาผ่านไปช้ามาก
ประตูถูกเปิดออกเป็นระยะ
ในชั่วโมงที่2-3
เจ้าหน้าที่เข็นผู้ป่วยออกมา
แต่ยังไม่ใช่พ่อ
เวลาผ่านไป 4ชั่วโมง
ในที่สุด
พ่อก็ถูกเข็นออกมาจากห้องผ่าตัด
การผ่าตัดในวันนั้น
ผ่านไปได้ด้วยดี
เรารีบไปหาพ่อ
เกาะที่รถนอนที่กำลังเข็นพ่อไปห้องพักฟื้น
แล้วเรียก “พ่อ”
พอเห็นพ่อลืมตา
น้ำตาก็ไหลออกมาเป็นทาง
หลังจากออกจากห้องผ่าตัด
พ่อพักฟื้นประมาณ10กว่าวัน
ก็ออกจากรพ กลับมาพักฟื้นต่อที่บ้าน
แต่เรื่องราวมันยังไม่จบ
มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
เรานับวันรอ วันฟังผลชิ้นเนื้อ
ก่อนวันฟังผล เรานอนไม่หลับเลย
ฉันยังจำวันที่ไปฟังผลได้ดี
ทั้งที่เวลาผ่านไปหลายปีแล้ว
แต่ฉันยังจำทางเดิน จำห้องตรวจ
และจำความรู้สึกตอนนั่งรอเรียกชื่อพ่อได้
เมื่อถึงวันนั้น
พวกเราก็พยายามเตรียมใจ
ฉันในตอนนั้น รู้สึกหนักมากๆ
เพราะฉันคือ พยาบาล
ฉันพยายามมองทุกอย่างด้วยเหตุผล
แต่ในฐานะคนที่เรียนด้านสุขภาพ
ฉันรู้ดีว่าก้อนขนาดใหญ่ขนาดนั้น
อาจไม่ใช่ข่าวดี
และฉันคิดว่า
ฉันเตรียมใจมาอย่างดี
ฉันรับได้แน่ๆ
วันนั้นระหว่างที่เรานั่งรอหมอ
อยู่หน้าห้องตรวจ
พวกเรา คุยกันว่า
ผลจะออกมาอย่างไร
เราก็ต้องยอมรับ
แต่ไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิดเลย
เมื่อผลออกมา
คำตอบที่ได้รับ
กลับเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากได้ยินเลย
หมอบอกว่า
ชิ้นเนื้อ เป็นเนื้อร้าย
มันชื่อว่า “มะเร็ง GIST “
มันคืออะไรกันนะ
ฉันที่เป็นพยาบาล ก็ไม่คุ้นเลย
หมอบอกว่า
“มะเร็งชนิดนี้พบได้น้อยมาก
ในเวลานั้นยังไม่มีวิธีรักษาหายขาด
มีเพียงยาที่ใช้ควบคุมโรค
ซึ่งมีราคาสูงเกินกว่าที่ครอบครัวของเราจะจ่ายไหว“
คำพูดนี้ยิ่งทำให้เราสิ้นหวัง
พวกเราไม่มีเงินขนาดนั้น แน่ๆ
แต่แล้ว หมอก็ให้ทางเลือก
ซึ่งเป็นความหวังอันน้อยนิด
ที่ยังพอมีให้กับพวกเรา
หมอบอกว่า
“แต่ตอนนี้มีมูลนิธิของสหรัฐ อเมริกา
ที่กำลังวิจัยตัวยา
ซึ่งตอนนี้รพ.มหาวิทยาลัยนเรศวร
กำลังทำอยู่
ลองสมัครดูไหม ถ้าผ่าน
เราก็จะได้กินยา”
ตอนนั้นพวกเรา เสียใจ
แม่ร้องไห้
สีหน้าพ่อ ฉันบอกไม่ถูก
เหมือนจะเฉยแต่ก็ดูหน้าเสีย
พี่สาวก็น้ำตาไหล
ฉันที่ใจสลายอยู่ไม่แพ้กัน
แต่ก็พยายามรับฟังข้อมูลจากหมอ
เพราะคิดว่า เราต้องห้ามอ่อนแอ
เราต้องเข้มแข็ง
แต่ในใจสงสารพ่อมากๆ
ทั้งที่คนที่เพิ่งได้รับข่าวร้ายที่สุดคือพ่อ
แต่พวกเรา แม่ พี่สาว และฉันก็เศร้าใจ
ไม่ต่างกับพ่อเลย
ฉันไม่อยากเชื่อ
และไม่อยากยอมรับความจริง
หมอบอกว่าผู้ป่วยบางคน
สามารถใช้ชีวิตอยู่กับโรคนี้ได้อีก 5 ปีหรือ 10 ปี
แต่ในวันนั้นฉันไม่ได้คิดถึงตัวเลขเหล่านั้นเลย
ฉันคิดเพียงอย่างเดียว
ขอให้พ่ออยู่ดูความสำเร็จของลูกได้ไหม
ขอให้พ่ออยู่จนเห็นลูกเรียนจบก่อน
เพราะตอนนั้นฉันเพิ่งอยู่ม.5-ม.6 เอง
ระหว่างทางกลับบ้าน
บรรยากาศบนรถเงียบกว่าทุกครั้ง
ไม่มีใครรู้จะพูดอะไร
แต่คนที่ปลอบใจทุกคน
กลับเป็นพ่อ
พ่อบอกว่า
“ในความโชคร้าย ก็ยังมีความโชคดี
อย่างน้อย…พ่อก็ยังมีโอกาสได้กินยา”
ทั้งที่คนที่เพิ่งได้รับข่าวร้ายที่สุดในวันนั้น
คือพ่อเอง
โฆษณา