31 พ.ค. เวลา 15:29 • การเมือง

ทีมชัชชาติไม่ได้แค่สร้างเมือง แต่สร้างความหวังให้ทุกคน

"กรุงเทพมหานคร
อมรรัตนโกสินทร์
มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ
นพรัตนราชธานีบูรีรมย์
อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน
อมรพิมานอวตารสถิต
สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์"
เพลง : กรุงเทพมหานคร
ศิลปิน : อัสนี-วสันต์
"ในช่วงที่ผมก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าฯ ใหม่ๆ มีเด็กชายคนหนึ่งอายุประมาณ 8 ขวบ เข้ามากอดขาผมไว้แน่นในขณะที่ผมกำลังเดินไปทำกิจกรรม และบอกกับผมว่า 'คุณลุงครับ คุณลุงเป็นไอดอลของผม' วินาทีนั้นทำให้ผมฉุกคิดได้ว่า ในสายตาของเด็กคนหนึ่ง นักการเมืองยังสามารถเป็นแบบอย่างหรือไอดอลได้ ซึ่งสะท้อนว่า เยาวชนยังไม่สิ้นหวังและไม่ได้รังเกียจระบอบประชาธิปไตย"
"นโยบายเส้นเลือดฝอยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงคนกรุงเทพฯ ทุกคน พร้อมยืนยันว่าการให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเมืองได้ เนื่องจากหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ นโยบายเส้นเลือดฝอยสะท้อนถึงหลักการใจเขาใจเราซึ่งเป็นรากฐานของเมืองที่ใส่ใจผู้คน"
อาจารย์ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
แคนดิเดตผู้ว่ากทม.ที่กำลังเป็นกระแสในขณะนี้
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เรื่องราวของการลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ของอาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ยังมีให้ติดตามต่ออีกวัน วันนี้เราจะมาลงในรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบาย 250+ ที่อาจารย์ชัชชาติจะนำมาใช้หากได้รับชัยชนะการเลือกตั้งจนเป็นผู้ว่ากทม.อีกสมัย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปติดตามกันเลยดีกว่าครับ
ในการก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งสมัยที่สอง อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และคณะกรุงเทพฯทำงาน! ได้ตอกย้ำจุดยืนที่สำคัญในการปราศัยใหญ่ที่สเตเดียมวัน ถนนบรรทัดทอง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครในวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคมพ.ศ.2569 เวลา 18:00 น.ว่าภารกิจของพวกเขาไม่ใช่เพียงการสร้างถนน ขุดลอกคูคลอง หรือการสร้าง Mega Projects เท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการสร้างความหวังให้แก่คนกรุงเทพฯ ทุกกลุ่ม
อาจารย์ชัชชาติกลับมาครั้งนี้พร้อมกับข้อมูลจากสวนดุสิตโพลที่ระบุว่าประชาชนกว่า 78% เชื่อว่ากรุงเทพฯ จะดีขึ้นหลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งใหม่ โดยท่านมองว่าตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่กระแสความนิยมส่วนตัว แต่สะท้อนว่า ประชาชนยังมีความหวังในระบอบประชาธิปไตย
อาจารย์ชัชชาติพบปะ FC
หน้าที่ของทีมชัชชาติจึงเป็นการพิสูจน์ว่าระบอบที่ฟังเสียงประชาชนและเลือกตัวแทนผ่านการเลือกตั้งนั้น ทรงพลังและสามารถแก้ปัญหาเมืองได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกคน ทั้งคนเมืองกรุง คนต่างจังหวัดที่มาหางานทำในเมืองกรุง ชาวต่างชาติที่มาสมผัสบรรยากาศเมืองกรุง
อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีมุมมองต่อผลโพลที่น่าสนใจ โดยมองว่าแม้โพลจะสะท้อนความโดดเด่นและคะแนนนิยม แต่ท่านได้ยึดหลักการบริหารจัดการความคาดหวังและไม่ประมาท ท่านเชื่อว่าทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเวลา 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง
ท่านเน้นย้ำว่าหน้าที่ของทีมงานคือการทำนโยบายให้แม่นยำและเสนอสิ่งที่ดีที่สุดแก่ประชาชน มากกว่าการมุ่งเน้นไปที่ตัวเลขในโพลเพียงอย่างเดียว
การตีความผลโพลให้เป็นความหวังแทนที่จะมองว่าเป็นความดีความชอบของตนเอง นี่คือสัญญาณที่แสดงว่า ประชาชนยังมีความหวังกับเมืองและเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยว่าเป็นระบอบการเมืองที่ดีกว่าระบอบการเมืองแบบเผด็จการหรือเอาความคิดตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลและเป็นระบอบที่พิสูจน์แล้ว่าสามารถเลือกคนมาแก้ปัญหาได้จริง
FC ตัวจิ๋ว X คุณลุงผู้ว่าฯ
แม้ผลโพลจะทำให้ท่านรู้สึกตื้นตันจนเกือบน้ำตาไหล แต่ท่านก็นำความรู้สึกนั้นมาเปลี่ยนเป็นภารกิจในการสร้างความหวัง ท่านมองว่าหน้าที่ของผู้นำคือการทำให้ความหวังของประชาชนที่สะท้อนผ่านโพลนั้นเข้มแข็งขึ้นและกลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้จริง
ท่านจึงต้องมุ่งเน้นที่ผลงานเพราะทีมชัชชาติเชื่อว่าประชาชนเลือก Super Man คนนี้เพราะตัวตนและนโยบาย ไม่ใช่เพราะเบอร์หรือกระแส ท่านจึงให้ความสำคัญกับการเตรียม Action Plan กว่า 250 นโยบายที่พร้อมทำงานได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่ได้รับเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ประชาชนที่ฝากความหวังไว้ต้องผิดหวัง
ขณะที่ท่านกำลังปราศัยที่สเตเดียมวันหลังจากผ่านการรับสมัครเลือกตั้ง ท่านกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เด็กอายุ 8 ขวบมาหาว่า "ในช่วงที่ผมก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าฯ ใหม่ๆ มีเด็กชายคนหนึ่งอายุประมาณ 8 ขวบ เข้ามากอดขาผมไว้แน่นในขณะที่ผมกำลังเดินไปทำกิจกรรม และบอกกับผมว่า 'คุณลุงครับ คุณลุงเป็นไอดอลของผม' "
" วินาทีนั้นทำให้ผมฉุกคิดได้ว่า ในสายตาของเด็กคนหนึ่ง นักการเมืองยังสามารถเป็นแบบอย่างหรือไอดอลได้ ซึ่งสะท้อนว่า เยาวชนยังไม่สิ้นหวังและไม่ได้รังเกียจระบอบประชาธิปไตย"
อาจารย์ชัชชาติขณะลงพทื้นที่เยี่ยมพ่อค้าแม่ค้าในตลาดแห่งหนึ่ง
จากเหตุการณ์นี้ท่านจึงบอกกับทีมงานเสมอว่าหน้าที่ของเราไม่ใช่แค่สร้างเมือง แต่คือการสร้างความหวังและความมั่นใจในระบอบประชาธิปไตยให้ประชาชนเพื่อพิสูจน์ว่าระบอบนี้ยังทรงพลังและสามารถแก้ปัญหาของเมืองได้จริง ความประทับใจนี้กลายเป็นพลังที่ทำให้ท่านและทีมงานมุ่งมั่นทำงานต่อ เพราะท่านมองว่าความหวังของประชาชนคือหัวใจสำคัญ หากประชาชนมีความหวัง เมืองก็จะก้าวต่อไปได้
เมื่อพูดถึงแนวทางการบริหาร อาจารย์ชัชชาติกล่าวว่าตนปฏิเสธคำว่าพ่อเมือง แต่ยึดถือบทบาทผู้รับใช้ประชาชนที่ต้องรับฟังและแก้ปัญหาตามความต้องการของประชาชนเป็นหลักโดยการบริหารด้วยความเข้าใจ
ตนเชื่อว่าการลงพื้นที่ไปสัมผัสปัญหาจริงเพื่อให้รู้สึกถึงความลำบากของประชาชน คือหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดและสร้างความไว้ใจ จากนั้นได้กล่าวต่อไปว่าการปฏิรูปเมืองครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นภารกิจสร้างความมั่นใจในระบอบประชาธิปไตย ว่าเป็นระบบที่ทรงพลังและสามารถแก้ปัญหาเมืองได้จริงผ่านการมีส่วนร่วมของทุกคน
อาจารย์ชัชชาติชนหมัดกับ FC
อาจารย์ชัชชาติเน้นว่าเมืองจะดีได้ต้องมีเส้นเลือดฝอย ที่แข็งแรง ซึ่งหมายถึงคุณภาพชีวิตระดับเส้นเส้นทางเดินเท้า, ท่อระบายน้ำหน้าบ้าน , และแสงสว่างในซอย ใช้เทคโนโลยีควบคู่ไปกับแอป Traffy Fondue เพื่อปฏิรูประบบราชการ โดยให้ประชาชนแจ้งปัญหาได้โดยตรงและติดตามผลได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยเปลี่ยนให้ข้าราชการพร้อมกับสก.หันหน้าเข้าหาประชาชนและทำงานเชิงรุกมากขึ้น
การขับเคลื่อนเมืองในอุดมคติถูกย่อยออกมาเป็นแผนงานที่จับต้องได้มากกว่า 250 นโยบาย ครอบคลุม 4 มิติหลัก คือ คน, เมืองน่าอยู่, เศรษฐกิจ และประสิทธิภาพ สำหรับเมืองแห่งการเรียนรู้ที่ท่านกล่าวถึง เช่น นโยบาย Digital Classroom แจก Laptop ให้เด็กทุกคน ด้านสุขภาพมีการตรวจสุขภาพฟรีถ้วนหน้า และการเพิ่มเตียงโรงพยาบาลอีก 2,000 เตียง ส่วนนโยบายเมืองสีเขียวและยั่งยืนท่านได้รณรงค์ให้คนกรุงเทพฯ ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น สร้างสวน 15 นาทีทั่วเมือง และใช้ระบบแยกขยะพลาสติกอย่างเป็นระบบ
ส่วนการเปลี่ยนเมืองกรุงให้เป็นเมืองอัจฉริยะหรือ Smart City ท่านจะมีการใช้ AI และเทคโนโลยีจัดการปัญหาจราจร วิเคราะห์ต้นตอฝุ่น PM 2.5 และให้บริการภาครัฐผ่านระบบคลาวด์ 100%
อาจารย์ชัชชาติปั่นจักรยานไปปราศัยที่สเตเดียมวัน
เมื่อมีการพูดถึงเรื่องการสร้างเมืองที่แข่งขันได้ในระดับโลก ท่านกล่าวว่าท่านมุ่งเน้นเรื่อง Productivity หรือประสิทธิภาพโดยใช้ทรัพยากรให้น้อยแต่ได้ผลลัพธ์ที่มาก เพื่อให้กรุงเทพฯ แข่งขันกับเมืองทั่วโลกและดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกมาทำงานได้
ควบคู่ไปกับสร้างแลนด์มาร์คและพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ๆ เช่น ศูนย์คนเมืองและหอศิลป์ฝั่งธน เพื่อกระจายความเจริญและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
มีอยู่ช่วงหนึ่งบนเวทีปราศัย ท่านพูดถึงการลงผู้ว่าฯ ในนามอิสระว่า "การไม่สังกัดพรรคทำให้สามารถทำงานได้ดีที่สุด เพราะผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่เหมือน ส.ส. ที่ต้องมีฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล การเป็นอิสระช่วยให้ผมไม่ต้องถูกตัดสินด้วยหมวกหรือสังกัดทางการเมือง แต่ให้ประชาชนตัดสินที่ตัวตนและผลงาน ซึ่งจะช่วยสร้างความไว้ใจให้เกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่ม"
อาจารย์ชัชชาติมาพร้อมสโลแกนกรุงเทพ ทำงาน!
"แม้จะมีตำแหน่งเป็นผู้ว่าฯ แต่ผมมักบอกกับทุกคนเสมอว่าผมคือคนรับใช้ของประชาชน ผมไม่ได้มองว่าตนเองเป็นพ่อเมืองที่อยู่เหนือคนอื่น แต่เป็นฟันเฟืองหนึ่งในระบบที่ต้องรับใช้เจ้าของอำนาจที่แท้จริงคือประชาชน"
"ผมมักจะซ้อมเป็นคนปกติด้วยการนั่งรถเมล์ ขึ้นรถไฟฟ้า และใช้ชีวิตเหมือนประชาชนทั่วไป แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับหลัก Empathy ที่ผมเชื่อว่าการลงไปคลุกคลีกับปัญหาหน้างาน เช่น การเดินคุยกับพี่กวาดถนนหรือคนเก็บขยะ จะทำให้ผมรู้สึกถึงปัญหา ได้เท่ากับที่ประชาชนรู้สึก ซึ่งดีกว่าการบริหารอยู่เพียงบนสำนักงาน"
ไม่เพียงเท่านี้ท่านให้ความสำคัญกับการสร้างระบบการทำงานที่เข้มแข็งผ่านแผนปฏิบัติการกว่า 250 นโยบาย เพื่อให้เมืองขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยตัวมันเอง ท่านเน้นย้ำกับทีมงานเสมอว่า อย่าให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวท่าน โลกต้องขาดท่านได้ และงานของ กทม. ต้องเป็นระบบที่ยั่งยืนแม้ท่านจะไม่อยู่ในตำแหน่งแล้วก็ตาม
อาจารย์ชัชชาติพร้อมแผ่นพับหาเสียง
แม้จะไม่มี ส.ก. สังกัดพรรคของตนเอง แต่ท่านประกาศชัดเจนว่า พร้อมทำงานกับ ส.ก. ทุกคน ที่ประชาชนเลือกมา โดยยึดเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งเหนือความขัดแย้งทางการเมือง
ในช่วง 4 ปีข้างหน้า ท่านตั้งเป้าจะทำให้ระบบนี้ทำงานเชิงรุกมากขึ้น (Proactive) โดยไม่รอเพียงแค่ให้ประชาชนแจ้งเรื่องบ่นเข้ามา แต่จะพัฒนาระบบสแกนเมืองและใช้เทคโนโลยีตรวจหาความผิดปกติโดยอัตโนมัติเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปแก้ไขได้ทันที
ท่านมองว่า Traffy Fondue ไม่ใช่แค่แอปแจ้งปัญหา แต่มันคือการ "ปฏิรูประบบราชการ" โดยใช้เทคโนโลยีมาเปลี่ยน Mindset ให้ข้าราชการหันหน้าเข้าหาประชาชน
ที่ผ่านมามีเรื่องแจ้งเข้ามาถึง 1.3 ล้านเรื่อง และแก้ไขไปได้กว่า 1.6 แสนเรื่อง โดยที่ผู้ว่าฯ ไม่ต้องเซ็นคำสั่งสั่งการเลย เพราะระบบทำให้เจ้าหน้าที่แย่งกันให้บริการประชาชนเพื่อคะแนนความพึงพอใจ
ปริมาณการแจ้งเรื่องที่มหาศาลกว่าล้านเรื่อง อาจารย์ชัชชาติไม่ได้มองว่าเป็นจุดอ่อน แต่เป็นเครื่องสะท้อนว่า ประชาชนไว้ใจ กทม.เพราะถ้าเขาไม่ไว้ใจ เขาก็คงไม่ยกมือถือขึ้นมาแจ้งปัญหาให้เราแก้ หากได้เป็นผู้ว่า Traffy Fondue จะถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในมาตรการต่อต้านทุจริตด้วย โดยเปิดให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการทุจริตผ่านแอปได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน เพื่อลดปัญหาการเรียกรับสินบนในระบบราชการ
ทีมชัชชาติขณะออกหาเสียง
สำหรับการสานต่อโครงการพื้นที่สีเขียวเพื่อมุ่งสู่การเป็น Green Metropolis อาจารย์ชัชชาติมีแผนการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการเพิ่มปอดให้คนกรุงเทพฯ โดยเน้นทั้งการเพิ่มจำนวนต้นไม้และการกระจายพื้นที่สีเขียวให้เข้าถึงชุมชน
ท่านมีแผนว่าจะทำโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นระยะที่สอง หลังจากความสำเร็จในวาระแรกที่ตั้งเป้าไว้ 1 ล้านต้นแต่ทำได้จริงถึง 2.6 ล้านต้น ในภาคต่อนี้ท่านตั้งเป้าปลูกเพิ่มอีก 1 ล้านต้น โดยเน้นเฉพาะต้นไม้ยืนต้นหรือต้นไม้ใหญ่เพื่อความยั่งยืน
พร้อมกันนี้ท่านได้เชิญชวนให้ประชาชนร่วมปลูกคนละ 10 ต้นเพื่อช่วยกันเปลี่ยนเมืองไปพร้อมกับมีแผนสร้างสวนป่าเพิ่ม 6 แห่ง ใน 6 โซน ทั่วกรุงเทพฯ พื้นที่แห่งละประมาณ 10 ไร่ เพื่อให้เป็นกำแพงสีเขียวล้อมรอบเมือง
นอกจากนี้ยังมีโครงการสำคัญคือการเปลี่ยนพื้นที่ 200 ไร่ของโรงขยะอ่อนนุช หลังจากหมดสัญญาเช่าที่ส่งกลิ่นเหม็น ให้กลายเป็นสวนป่าและพื้นที่ต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมหรือที่เรียกว่า Bangkok Green ECU Park
อาจารย์ชัชชาติพร้อมสัญลักษณ์มือเลข 9
สำหรับนโยบายสวน 15 นาทีที่ท่านกล่าวถึงนั้น เป็นการกระจายพื้นที่สีเขียวขนาดเล็กให้กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง เพื่อให้คนแก่และเด็กสามารถเดินจากบ้านไปถึงสวนได้ภายใน 15 นาที ซึ่งในวาระแรกทำไปได้แล้ว 471 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 1,090 ไร่ ซึ่งมากกว่าสวนลุมพินีและสวนเบญจกิตติรวมกัน และจะทำต่อเพื่อให้ครอบคลุมทุกชุมชน
ส่วนเรื่องการอนุรักษ์ต้นไม้มรดก ท่านกล่าวว่าจะมีการสำรวจและขึ้นทะเบียน ต้นไม้ขนาดใหญ่ทั่วกรุงเทพฯ ที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะให้เป็น "ต้นไม้มรดกกรุงเทพฯ" เพื่อสั่งห้ามตัดและต้องดูแลเป็นอย่างดีในฐานะสมบัติของเมือง
หากมีการพัฒนาที่ทำให้พื้นที่สีเขียวเดิมหายไป จะต้องมีกฎระเบียบให้ทำพื้นที่สีเขียวทดแทนกลับมาให้ได้ 100%
เมื่อพูดถึงการเชื่อมโยงสวนลุมพินีและสวนเบญจกิตติเข้าด้วยกัน ท่านกล่าวว่า 2 พื้นที่นี้ปัจจุบันเป็นพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ใจกลางเมืองกว่า 760 ไร่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนเมือง
หากได้รับการเลือกตั้ง ท่านจะเป็นผู้ว่ากทม.ที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกที่อยู่เกิน 4 ปี (Limit สูงสุดคือ 8 ปี)
เมื่อมาดูกันต่อในนโยบายเพื่อสุขภาพของทีมชัชชาติภายใต้แนวคิดกรุงเทพฯ ทำงาน ในวาระที่สองนี้ มุ่งเน้นการยกระดับทั้งในด้านการป้องกัน การเข้าถึงการรักษา และการดูแลสุขภาพจิต
ท่านกล่าวถึงการตรวจสุขภาพฟรีถ้วนหน้าว่าท่านตั้งเป้าให้คนกรุงเทพฯ ทุกคนเข้าถึงการตรวจสุขภาพพื้นฐานได้ฟรี เพื่อลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวจากการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ โดยในวาระแรกได้เริ่มทำไปแล้วกว่า 1 ล้านคน และจะผลักดันให้เป็นสวัสดิการพื้นฐานต่อไป
เมื่อกล่าวถึงเรื่องเมืองสุขภาพดีด้วยการออกกำลังกาย ท่านกล่าวว่าสนับสนุนการออกกำลังกายในฐานะการป้องกันโรคเบื้องต้น ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น เต้นแอโรบิกในสวน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างสวน 15 นาทีเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพื้นที่ทำกิจกรรมได้ง่ายขึ้น
การเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาแก่ชาวกรุง อาจารย์ชัชชาติมีแผนเพิ่มเตียงในโรงพยาบาลสังกัด กทม. อีก 2,000 เตียง จากเดิม 3,000 เป็น 5,000 เตียง เพื่อรองรับการส่งต่อผู้ป่วยจากศูนย์บริการสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมบริหารคิวนัดหมายล่วงหน้า ไม่เกิน 1 ชั่วโมง (ไม่รวมกลุ่ม Walk-in) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการด้านสาธารณสุข
ในเรื่องสุขภาพมีการกล่าวถึงการขยายศักยภาพบัตรทอง เพิ่มความสามารถของศูนย์บริการสาธารณสุขในการรองรับผู้ป่วยสิทธิบัตรทองจาก 800,000 คน เป็น 1,300,000 คน เพื่อให้การรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพอยู่ใกล้บ้านประชาชนมากขึ้น จัดตั้งคลินิกสุขภาพจิตชุมชน และมีนักจิตวิทยาหมุนเวียนลงพื้นที่ทุกเขต
เลขมงคลของแคนดิเดทพ่อเมือง
รวมถึงกิจกรรมฮีลใจในสวน เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพจิตของคนเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งจะเพิ่มนโยบายการจัดตั้งศูนย์กายภาพบำบัดในพื้นที่ชุมชน เพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายโดยไม่ต้องเดินทางไกล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยหนาแน่นอย่างคลองเตย ส่วนการจัดทำห้องเรียนปลอดฝุ่นท่านประกาศจะมีการดำเนินโครงการนี้ในพื้นที่กว่า 115 แห่ง เพื่อปกป้องปอดของเด็กเล็กจากมลพิษ PM 2.5
เมื่อท่านได้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครท่านจะให้ความสำคัญกับคลินิกและโรงพยาบาลสัตว์ ท่านกล่าวว่าจะพัฒนาคลินิกสัตว์และบริการทำหมัน-ฉีดวัคซีนฟรีเป้าหมาย 250,000 ตัว)เพื่อรองรับวิถีชีวิตคนเมืองที่นิยมเลี้ยงสัตว์แทนการมีลูก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสุขและสุขภาพจิตของผู้เลี้ยง
ปัจจุบันมีอีกปัญหาหนึ่งที่ใครมาเป็นผู้ว่าก็ต้องแก้ปัญหานั่นคือเรื่องน้ำท่วมซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของกรุงเทพฯ อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีแนวทางการทำงานที่เน้นการลงพื้นที่จริงและใช้ Empathy เป็นตัวนำในการแก้ปัญหา มากกว่าการนั่งสั่งการอยู่เพียงในห้อง
อาจารย์ชัชชาติเชื่อในหลัก Empathy คือไม่ใช่แค่รู้ว่าประชาชนลำบาก แต่ต้องลงไปลุยน้ำเพื่อให้รู้สึกถึงความลำบากนั้นด้วยตัวเอง  ท่านมองว่าการดูผ่านกล้อง CCTV ไม่สามารถทำให้เข้าใจความรู้สึกของคนที่น้ำท่วมบ้านได้เท่ากับการลงไปสัมผัสหน้างานร่วมกับทีมงาน
เพลงกรุงเทพมหานครมาจากอัลบั้มฟักทองของวงดูโอ้สองพี่น้องสายร็อคอย่างอัสนี-วสันต์ ซึ่งอัลบั้มชุดนี้แกรมมี่ได้ออกวางจำหน่ายในปีพ.ศ.2532
ครั้งหนึ่งขณะลงพื้นที่ดูน้ำท่วมที่ถนนรัชดาภิเษก หน้าศาลอาญา มีประชาชนคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์มาตะโกนด่าทอท่านว่า "เป็นผู้ว่าทำไมไม่แก้เรื่องน้ำท่วมที่ซ้ำซากมาหลายปี" แทนที่จะโกรธอาจารย์ชัชชาติกลับมองว่าประชาชนคงลำบากมากจริงๆ ท่านจึงสั่งให้ทีมงานตามไปดูถึงบ้านเพื่อวิเคราะห์ปัญหา จนนำไปสู่การจัดทำโครงการแก้ไขน้ำท่วมในจุดนั้นถึง 8-9 โครงการ เช่น การทำระบบท่อระบายน้ำออกสู่คลองลาดพร้าว ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ในจุดนั้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับการแก้ปัญหาด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เมื่อเข้ารับตำแหน่งสมัยแรกท่านได้ใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลจนพบว่าจุดเสี่ยงน้ำท่วมในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นจากที่ระบุในแผนที่เดิม 13 จุด กลายเป็น 737 จุด ท่านและทีมงานจึงไล่แก้ปัญหาทีละจุดตามข้อมูลจริง จนปัจจุบันสามารถแก้ไขไปได้แล้วกว่า 70% หรือ 563 จุด
ท่านให้ความสำคัญกับการซ่อมแซมแนวเขื่อนกั้นน้ำตามริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ชำรุดหรือเป็นจุดรั่วซัก (จุดฟันหลอ) ซึ่งมีอยู่ 120 จุด โดยปัจจุบันได้ ดำเนินการแก้ไขไปแล้ว 76 จุด ส่วนที่เหลือมักเป็นพื้นที่เอกชนซึ่งต้องใช้การเจรจาและขอความร่วมมือ
การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านเส้นเลือดฝอย" ท่านมองว่าการขุดลอกท่อระบายน้ำระยะทางกว่า 12,000 กิโลเมตร และการลอกคลองเกือบ 2,000 คลอง คือภารกิจระดับเมกะโปรเจกต์ที่สำคัญไม่แพ้อุโมงค์ยักษ์
เพราะหากเส้นเลือดฝอยคือท่อหน้าบ้านอุดตัน น้ำก็ไม่สามารถไหลไปสู่อุโมงค์ระบายน้ำเส้นเลือดใหญ่ได้
ส่วนการจัดการพื้นที่เฉพาะหน้าอย่างลาดกระบัง อาจารย์ชัชชาติเข้าใจความซับซ้อนของพื้นที่ เช่น เขตลาดกระบัง ที่น้ำไหลคดเคี้ยวและต้องระบายมาทางพระโขนงเพื่อลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
ท่านจึงมุ่งเน้นการขยายคอขวดและซ่อมแซมอุโมงค์ระบายน้ำในจุดที่ชำรุด เช่น อุโมงค์คลองเคล็ด เพื่อให้การระบายน้ำทำได้รวดเร็วขึ้น
อาจารย์ชัชชาติได้ปราศัยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่รอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสมัยที่ 2 ท่านจะได้กลับมาเป็นผู้รับใช้เมืองกรุงอีกครั้งหรือไม่ ส่วนนโยบาย 250+ หากท่านผู้อ่านสนใจก็สามารถไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ teamchatchart.com นับจากนี้เราก็ต้องจับตาดูกันว่าสมัยที่ 2 ของ Super Chatchart จะเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯไปในทิศทางใด แล้วจะมีความหวังหรือไม่ หลังวันที่ 28 มิถุนายนจับตาดูกันต่อไป สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
กฤษณะพงศ์ พงศ์แสนยากร
สา กล้วยสวน
The Room44
ธิติ วรรณมณฑา
สยามรัฐ
ไทยรัฐออนไลน์
สำนักข่าวราษฎร - Ratsadon News'
KHAOSOD
Thairath News - ข่าวไทยรัฐ
ย้ำคิดย้ำฝัน
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา