2 มิ.ย. เวลา 02:09 • หุ้น & เศรษฐกิจ

รวยด้วยอวกาศหรือขาดทุนย่อยยับ? บททดสอบใจนักลงทุน SpaceX

ลองจินตนาการถึงตัวเลข 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐดูนะครับ
ตัวเลขนี้คือมูลค่าที่มากกว่าขนาดเศรษฐกิจของหลายประเทศรวมกันเสียอีก
และตอนนี้มันกำลังจะกลายเป็นป้ายราคาของบริษัทแห่งหนึ่งที่เตรียมตัวก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์…
นี่ไม่ใช่บริษัทที่ผลิตสมาร์ตโฟนที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน
และไม่ใช่บริษัทที่ผูกขาดการขุดเจาะน้ำมันระดับโลก
แต่คือบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศ
บริษัทนั้นก็คือ “SpaceX”
เรื่องราวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสำเร็จทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยม
แต่มันคือปรากฏการณ์ทางการเงินที่อาจพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ตลาดทุนอเมริกาไปตลอดกาล
เพราะการเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX ครั้งนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะระดมทุนได้สูงถึง 75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ถ้าตัวเลขนี้ยังฟังดูไม่น่าตกใจ ลองเปรียบเทียบกับเจ้าของสถิติเดิมอย่างบริษัทน้ำมันแห่งชาติ Saudi Aramco
บริษัทแห่งนั้นเคยทำสถิติระดมทุนไว้ที่ 29.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019
การมาของ SpaceX ในครั้งนี้คือการทำลายสถิติเดิมแบบราบคาบด้วยตัวเลขที่สูงกว่าถึงกว่าสองเท่าตัว…
นี่คือการทำ IPO ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยจารึกไว้
ย้อนกลับไปในอดีต Elon Musk เคยประกาศอย่างชัดเจนว่าตัวเขาไม่ได้มีความคิดที่จะนำ SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เลยแม้แต่น้อย
เขาต้องการให้บริษัทนี้เป็นอิสระจากแรงกดดันของผู้ถือหุ้นที่มักจะมองหาแต่ผลกำไรระยะสั้น
ความตั้งใจนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกที่เขาก่อตั้งบริษัท
เขาต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในปี 2008 เมื่อจรวด Falcon 1 ประสบความล้มเหลวในการปล่อยถึงสามครั้งติดกัน
ตอนนั้นบริษัทเข้าใกล้คำว่าล้มละลายเพียงแค่ก้าวเดียว…
ทว่าเรื่องราวทั้งหมดกลับตาลปัตร เมื่อวิสัยทัศน์ของเขาเริ่มขยายขอบเขตออกไปไกลกว่าชั้นบรรยากาศโลก
การมาถึงของการควบรวมกิจการกับบริษัท AI อย่าง xAI ได้เปลี่ยนสมการทั้งหมดไปอย่างสิ้นเชิง
เป้าหมายที่ทะเยอทะยานเหล่านี้เรียกร้องหาเงินทุนมหาศาลระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์
นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้แนวคิดเดิมของ Elon Musk ต้องถูกพับเก็บไป
แต่มูลค่า Valuation ที่สูงแตะระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนี้กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของตลาดทุน
มันทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า กระแสความตื่นเต้นที่ถาโถมเข้ามานี้กำลังทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงเกินกว่าความเป็นจริงไปมากน้อยเพียงใด…
หากความสำเร็จทุกอย่างถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว
มันก็จะกลายเป็นเรื่องยากที่เราจะแยกแยะได้ว่า เม็ดเงินที่นักลงทุนเทเข้ามานั้นเกิดจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจริงๆ
หรือพวกเขาแค่กำลังถูกความโลภเข้าครอบงำเพราะเห็นมูลค่าบริษัทที่เติบโตอย่างบ้าคลั่ง
ภาวะแบบนี้คือสิ่งที่เข้าไปบิดเบือนกลไกตลาดอย่างแท้จริง
นักลงทุนจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังเทเงินเพื่อ “ซื้อความฝัน”
เราทุกคนรับรู้ถึงความฝันอันยิ่งใหญ่นี้ดี แต่ในโลกของความเป็นจริงธุรกิจนี้มีหน้าตาเป็นอย่างไร…
ตามธรรมเนียมปฏิบัติในอดีต การทำ IPO คือก้าวแรกและก้าวสำคัญที่สุดสำหรับบริษัทต่างๆ ในการหาเงินทุนมาหมุนเวียน
การได้ยินเสียงระฆังเปิดตลาดในวันแรกเปรียบเสมือนเหรียญตราแห่งเกียรติยศที่รับรองความสำเร็จของธุรกิจ
มองย้อนกลับไปในยุคฟองสบู่ดอตคอมช่วงปลายทศวรรษ 1990
บริษัทอย่าง Amazon เลือกที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ตอนที่บริษัทมีอายุเพียงไม่กี่ปีและยังมีรายได้ไม่มากนัก
พวกเขาอาศัยเงินทุนจากจากการทำ IPO มาใช้เป็นสายป่านในการขยายกิจการ
แต่ในยุคปัจจุบันบริบทของตลาดทุนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
บริษัทต่างๆ มีช่องทางมากมายมหาศาลในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนการเติบโตในช่วงเริ่มต้น
สิ่งนี้ได้กลายเป็นเทรนด์ใหญ่ในตลาดหุ้นอเมริกาไปแล้ว…
บริษัทที่ในอดีตอาจจะต้องรีบเข็นตัวเองเข้าตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันพวกเขาสามารถเลือกที่จะประวิงเวลาออกไปได้นานตราบเท่าที่พอใจ
เพราะพวกเขามีกองทุน Venture Captial มากมาย ที่พร้อมจะอัดฉีดเม็ดเงินให้โดยไม่ต้องง้อเงินจากนักลงทุนรายย่อย
แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนจากจำนวนบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษที่ 90
กรณีของ SpaceX อาจจะเป็นตัวอย่างที่ดูสุดโต่ง แต่มันไม่ใช่ความผิดปกติที่เกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียว
บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากในปัจจุบันเลือกที่จะยังคงสถานะเป็นบริษัทเอกชนต่อไป
พวกเขาเลือกที่จะขยายสเกลธุรกิจแบบเงียบๆ ระดมทุนกันเองในหมู่มหาเศรษฐี
เมื่อถึงเวลาที่ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ตลาดสาธารณะ พวกเขาก็ได้เติบโตกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับ Mega-cap ไปเรียบร้อยแล้ว…
เพื่อที่จะทำความเข้าใจว่าสิ่งนี้มีความหมายต่อตลาดอย่างไร เราต้องลองไปดูในเอกสารยื่นขอจดทะเบียนกับ SEC ของ SpaceX
สิ่งที่ซ่อนอยู่ในหน้ากระดาษเหล่านั้นคือภาพของกลุ่มบริษัทที่กำลังบริหารจัดการเม็ดเงินในสเกลที่ไม่เคยมีใครพบเจอมาก่อน
เอกสารฉบับนี้เปิดแง้มให้เราเห็นถึงสุขภาพทางการเงินของบริษัท
หลังจากผ่านพ้นปี 2023 บริษัทรายงานผลกำไรที่ 791 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่ในตัวเลขคาดการณ์ของปี 2025 พวกเขากลับประเมินว่าบริษัทจะขาดทุนยับเยินถึง 4.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างปี 2024 ถึง 2025 ตัวเลขรายได้รวมของบริษัทก็ยังคงเติบโตอย่างน่าประทับใจ
รายได้ขยับจาก 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไปอยู่ที่ 18.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นักวิเคราะห์ยังมองข้ามช็อตไปถึงการคาดการณ์รายได้ที่ระดับ 22 ถึง 24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้…
แต่เมื่อเราหยิบตัวเลขรายได้อันสวยหรูเหล่านั้นมาวางทาบกับมูลค่ารวมของบริษัทที่ตั้งเป้าไว้ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
เราจะสัมผัสได้ถึงความขัดแย้งที่รุนแรงมาก
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ลองหันไปมองหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอย่าง Tesla และ Nvidia
ปัจจุบันนักลงทุนในตลาดให้มูลค่าของบริษัทเหล่านี้อยู่ที่ P/S Ratio ประมาณ 15 เท่า
ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมากแล้วในมุมมองของนักลงทุนสายเน้นคุณค่า
แต่บริษัทระดับโลกเหล่านี้กลับดูมีราคาถูกเหมือนของเซลล์ไปเลย
เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับ P/S Ratio ของ SpaceX ที่พุ่งทะยานไปถึง 87 เท่า…
แน่นอนว่า SpaceX ในวันนี้ย่อมไม่ใช่บริษัทเดียวกันกับบริษัทสตาร์ทอัปเล็กๆ ที่ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่ายี่สิบปีก่อน
วันนี้พวกเขาผงาดขึ้นเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายดาวเทียมที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล
ด้วยโครงข่าย Starlink ที่มีดาวเทียมหลายพันดวงโคจรอยู่ในระดับ Low Earth Orbit
เทคโนโลยีนี้ใช้ยิงสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงลงมาครอบคลุมทุกพื้นที่บนพื้นโลก
นี่คือโมเดลธุรกิจที่มีตัวตนอยู่จริง สร้างกระแสเงินสดได้จริง และยึดครองส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
นอกจากนี้พวกเขายังคงเดินหน้าให้บริการขนส่งทางอวกาศอย่างต่อเนื่อง
ทั้งการรับจ้างขนส่งสัมภาระและมนุษย์ขึ้นสู่สถานีอวกาศ ไปจนถึงความฝันขั้นสุดยอดอย่างการพาเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคาร
แม้ว่าความฝันเหล่านั้นจะยังดูเป็นเรื่องของการเก็งกำไรในอนาคตและอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสัมฤทธิ์ผล…
โครงการอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดที่ผูกติดอยู่กับการทำ IPO ครั้งนี้ล้วนฝากความหวังไว้ที่ยานอวกาศ Starship
มันเป็นยานพาหนะที่ทรงพลังและทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยออกแบบมาสำหรับการเดินทางข้ามอวกาศ
ยานลำนี้ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้คอนเซปต์ว่าต้องสามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
เงื่อนไขนี้เองที่ทำให้ระบบวิศวกรรมมีความซับซ้อนในระดับที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
เส้นทางการพัฒนายานลำนี้จึงเต็มไปด้วยขวากหนามมากมาย
นี่คือยานอวกาศลำเดียวกับที่เพิ่งเกิดข้อผิดพลาดจนระเบิดเป็นจุลอยู่บนฐานปล่อยในการทดสอบครั้งล่าสุด
แม้ในใจลึกๆ เราทุกคนอยากจะเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะดำเนินไปได้ด้วยดี
แต่มูลค่าบริษัทมหาศาลนี้กลับไปผูกติดอยู่กับนวัตกรรมที่ยังไม่เคยได้รับการพิสูจน์ว่าประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ…
แม้การปล่อยจรวดและการให้บริการดาวเทียมจะเป็นรายได้หลักของบริษัทมาโดยตลอด
แต่มันกลับมีเหตุผลที่ซ่อนเร้นและลึกล้ำยิ่งกว่านั้นที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องรีบระดมทุนเข้าตลาดในเวลานี้
นั่นคือการที่พวกเขากำลังค่อยๆ กลายร่างตัวเองให้เป็นบริษัท AI
พวกเขากำลังมีแผนที่จะสร้างศูนย์ข้อมูลเพื่อใช้ในการฝึกฝนและประมวลผล AI ในอนาคต
ปัญหาคือปริมาณเม็ดเงินที่จำเป็นต้องใช้เพื่อเนรมิตเป้าหมายเหล่านี้ให้เป็นจริงมันมหาศาลมาก
มันเกินกว่าที่พวกเขาจะสามารถดึงมาจากกำไรของหน่วยธุรกิจต่างๆ ภายในระยะเวลาอันสั้นได้
ไอเดียสุดล้ำที่ว่าด้วยการใช้พื้นที่ในอวกาศของ SpaceX เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งใหม่สำหรับศูนย์ข้อมูล AI
สิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็น “ไพ่เด็ด” ที่เปลี่ยนเกมในหัวของ Elon Musk
จนทำให้เขาตกผลึกได้ว่าเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้เดินทางมาถึงแล้ว…
ประเด็นที่น่าจับตามองและอาจจะส่งผลกระทบต่อเราทุกคนมากที่สุดคือการนำบริษัทเข้าไปคำนวณในดัชนี Nasdaq 100
ลองจินตนาการถึงตลาดหุ้นอเมริกาที่มีดัชนีขนาดใหญ่อย่าง S&P 500
ดัชนีนี้ทำหน้าที่ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 500 อันดับแรก
บริษัทแทบทุกแห่งบนโลกนี้ล้วนใฝ่ฝันที่จะได้ถูกจารึกชื่อลงในดัชนีเหล่านี้
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการได้เข้าไปอยู่ในดัชนีหมายถึงการเปิดประตูรับเม็ดเงินมหาศาลจากกองทุนประเภท Passive Funds
แนวคิดการลงทุนที่ริเริ่มโดย John Bogle ผู้ล่วงลับ
หลักการของกองทุนเหล่านี้คือการไม่พยายามเก็งกำไรเอาชนะตลาด
แต่จะใช้เงินลงทุนกวาดซื้อหุ้นทุกตัวที่อยู่ในดัชนีตามสัดส่วนอย่างเคร่งครัด…
เม็ดเงินเหล่านี้ไหลบ่ามาจากทุกทิศทาง ทั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐและนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่
เมื่อรวมเม็ดเงินเหล่านี้เข้าด้วยกัน มันคือเงินระดับล้านล้านดอลลาร์ที่จะถูกระบบอัตโนมัติดูดเข้าไปลงทุน
กองทุนระดับโลกอย่าง Invesco QQQ คือตัวอย่างของการลงทุนอิงตามดัชนี Nasdaq 100
ความน่ากลัวอยู่ตรงที่ หาก SpaceX ได้รับการบรรจุเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของดัชนี
นั่นหมายความว่าชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนจะกลายสภาพเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแห่งนี้ไปโดยปริยาย
ทันทีที่บริษัทก้าวเท้าเข้าสู่ Nasdaq 100 นักลงทุนที่ซื้อกองทุนก็เท่ากับถูกบังคับให้เอาเงินไปลงทุนในธุรกิจอวกาศ
ไม่ว่าพวกเขาจะเห็นด้วยกับการประเมินมูลค่าบริษัทที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์หรือไม่ก็ตาม…
ในอดีตการก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนทำเนียบดัชนีเป็นกระบวนการที่กินเวลายาวนานและเข้มงวด
เมื่อบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ พวกเขาจะต้องผ่านช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ตัวเอง
พวกเขาต้องแสดงให้ตลาดเห็นถึงความสม่ำเสมอในการทำกำไรและสภาพคล่องของการซื้อขายหุ้นที่มากพอ
จากนั้นจึงจะค่อยๆ ได้รับการพิจารณาให้เพิ่มชื่อเข้าไปในดัชนี
แต่วันนี้กฎเหล่านั้นกำลังถูกบิดเบือน
เนื่องจากบริษัทที่เดินเข้าตลาดในปัจจุบันล้วนเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร
กติกาใหม่ที่ถูกนำมาใช้คือระบบช่องทางด่วนหรือ Fast-Track Entry
ตลาด Nasdaq ได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่าพวกเขาพร้อมที่จะใช้ทางลัดให้กับบริษัทกลุ่มนี้…
แทนที่บริษัทจะต้องอดทนรักษาสถานะความเป็นบริษัทมหาชนให้รอดตลอดระยะเวลาสามเดือน
พวกเขาก็สามารถกระโดดข้ามขั้นเข้าไปอยู่ใน Nasdaq 100 ได้ในทันที
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ SpaceX เลือกที่จะจับมือกับตลาด Nasdaq
แต่การใช้ช่องทางด่วนนี้แฝงไปด้วยความเสี่ยงมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาหุ้นที่อาจจะไม่สะท้อนความเป็นจริงและปัญหาสภาพคล่องที่กระจุกตัว
ปัญหาความหนาแน่นของหุ้นขนาดใหญ่เกินไปกำลังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ
ทุกวันนี้พอร์ตการลงทุนของคนส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเคลื่อนไหวของบริษัทระดับบิ๊กเพียงแค่หยิบมือ…
บริษัทแค่ไม่กี่แห่งกำลังเป็นผู้กุมชะตาอนาคตความมั่งคั่งของพอร์ตการลงทุน
ภาวะที่ตลาดถูกครอบงำด้วยบริษัทไม่กี่รายนี้กำลังสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก
ประเด็นคือ SpaceX ไม่ใช่บริษัทเอกชนเพียงแห่งเดียวที่กำลังจ้องมองหาจังหวะเวลาในการสร้างปรากฏการณ์ IPO
หากเราลองขยับมุมมองไปดูบริษัท AI ชั้นนำอย่าง Anthropic หรือ OpenAI
อัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดดเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพวกเขาก็พร้อมที่จะทำ IPO ในระดับที่สั่นสะเทือนวงการได้ไม่แพ้กัน
เราอาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่การระดมทุนของบริษัทขนาดยักษ์กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา…
เมื่อมองไปข้างหน้าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นศูนย์กลางของข้อถกเถียงในวงการการเงิน
ตลาดควรจะยอมให้มีความเหลื่อมล้ำในการกระจายตัวของเม็ดเงินมากขนาดไหน
ใครจะเป็นผู้ชนะตัวจริงในสังเวียนนี้
และเหนือสิ่งอื่นใด นักลงทุนจะยังคงมีความอยากลงทุนหลงเหลือพอที่จะกลืนกิน IPO ขนาดยักษ์ที่จะตามมาอีกหรือไม่
แม้จะมีสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงมากมายปลิวว่อนอยู่เต็มไปหมด
แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่กล้าที่จะประเมินความสามารถของ Elon Musk ต่ำเกินไป
ชายคนนี้ได้สร้างอาณาจักรและแบรนด์ทั้งหมดของเขาขึ้นมาจากการเปลี่ยนเรื่องราวในนิยายวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นจริง…
นักลงทุนจำนวนมากพร้อมที่จะวางเงินเดิมพันกับเขา
ด้วยความเชื่อที่ว่าต่อให้เขาจะไม่สามารถส่งมอบผลงานได้ตามกำหนดเวลาที่รับปากไว้
แต่ความทะเยอทะยานหลายอย่างเช่นศูนย์ข้อมูลที่โคจรอยู่นอกโลกก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่นอกเหนือความเป็นไปได้ทางฟิสิกส์
แต่ในท้ายที่สุดการสวมหมวกของการเป็นบริษัทมหาชนก็มีราคาที่ต้องจ่าย
เมื่อคุณพาองค์กรก้าวเข้าสู่ตลาดสาธารณะ สปอตไลต์ทุกดวงจะสาดส่องไปที่ความสามารถในการทำกำไรระยะสั้น
บริษัทต้องรีดเค้นประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับบรรดาผู้ถือหุ้น
แต่สำหรับธรรมชาติของธุรกิจอวกาศ พวกเขาต้องเผชิญกับวงจรการพัฒนาที่ยาวนานมาก…
ที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาจำเป็นต้องมีอิสรภาพในการที่จะ “ล้มเหลว”
เราเคยได้เห็นผ่านสายตากันมาแล้วกับภาพจรวดมูลค่ามหาศาลระเบิดกลางอากาศ
ภาพความสูญเสียเหล่านี้มักจะเป็นสิ่งที่นักลงทุนในตลาดหุ้นที่รักความมั่นคงยอมรับไม่ได้
ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่เราต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด
ว่าท้ายที่สุดแล้วบริษัทจะสามารถฝ่าฟันแรงกดดันมหาศาลและทำทุกอย่างให้สำเร็จตามที่วาดฝันไว้ได้หรือไม่
สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความทะเยอทะยานที่มีความเป็นไปได้อาจจะจบลงด้วยการเป็นเพียงความหวังที่เลื่อนลอย…
เฉกเช่นเดียวกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สมัยศตวรรษที่ 18 อย่างวิกฤตการณ์ฟองสบู่ South Sea
ในตอนนั้นนักลงทุนทุ่มเงินมหาศาลซื้อหุ้นบริษัทเดินเรือเพียงเพราะความฝันถึงความมั่งคั่งจากการผูกขาดการค้า
แต่สุดท้ายก็ต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่
แต่สำหรับภาพที่เห็นในปัจจุบันตลาดทุนดูเหมือนจะกำลังตกอยู่ในสภาวะอาการกลัวตกรถ (FOMO) ขั้นรุนแรง
มันคือโอกาสในการมีส่วนร่วมใน IPO ที่อาจจะมอบผลตอบแทนระดับมหาศาลในสักวันหนึ่งข้างหน้า
แนวคิดที่ว่าหากกล้าซื้อตอนที่มูลค่าอยู่ที่หนึ่งล้านล้านดอลลาร์ ก็อาจจะมีโอกาสทำกำไรด้วยการขายมันตอนที่มูลค่าไปแตะสองล้านล้านดอลลาร์
เรื่องราวความเชื่อแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหน้าประวัติศาสตร์การเงินโลก
และนั่นคือเหตุผลสั้นๆ ที่อธิบายว่าทำไมเรื่องราวของอวกาศถึงยังคงฟังดูมีเหตุผลและหอมหวานเสมอในสายตาของใครหลายคน…
References : [bloomberg, cnbc, reuters, wsj, forbes]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา