4 มิ.ย. เวลา 13:00 • การ์ตูน

อาคิมิจิ โจจิ — วันที่คนคนหนึ่ง เริ่มเชื่อว่าตัวเอง “ด้อยจริงๆ”

ในสนามเด็กเล่นของหมู่บ้านโคโนฮะ
เด็กหลายคนกำลังนั่งล้อมวงกินขนมกันอยู่
เสียงหัวเราะดังสลับกันไปมา
และตรงมุมหนึ่ง
โจจิกำลังเดินถือถุงขนมเข้ามาช้าๆ
ยังไม่ทันได้นั่ง
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาก่อน
“อ้วนขนาดนี้ ยังจะกินอีกเหรอ”
เด็กบางคนหัวเราะตามเบาๆ
บางคนเงียบ
แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร
บรรยากาศมันแปลกไปนิดหนึ่ง
โจจิยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
มือที่ถือขนมค่อยๆ ลดลง
สายตาก้มมองพื้นอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะฝืนหัวเราะเบาๆ
เหมือนพยายามช่วยให้ทุกอย่างกลับไป “ปกติ”
ไม่มีใครรู้หรอกว่า
หลังจากวันนั้น
เขาเริ่มไม่เดินเข้าไปนั่งตรงนั้นอีกแล้ว
บางครั้ง
บาดแผลบางอย่างในชีวิต
ก็ไม่ได้เริ่มจากคำพูดรุนแรงอะไรเลย
แต่มันเริ่มจากการค่อยๆ รู้สึกว่า
ตัวเองไม่ควรอยู่ตรงนั้น
โจจิเป็นตัวละครที่หลายคนจำได้แค่ในฐานะ
เด็กอ้วนสายกิน
ดูตลก
ดูอารมณ์ดี
ดูไม่คิดอะไร
แต่ถ้ามองดีๆ
รอยยิ้มของเด็กคนนี้
เหมือนคนที่กำลังพยายามซ่อนความเหนื่อยบางอย่างไว้ตลอดเวลา
เพราะเวลาคนคนหนึ่งโดนพูดซ้ำๆ ว่า
“ไม่ดีพอ”
วันหนึ่ง
คำพูดพวกนั้นจะเริ่มไม่ใช่เสียงของคนอื่นอีกต่อไป
แต่มันจะกลายเป็น “เสียงในหัว”
ที่พูดกับตัวเองแทนทุกวัน
หลังจากนั้น
คนคนนั้นจะเริ่มเปลี่ยนไปเงียบๆ
พูดน้อยลง
ขอโทษง่ายขึ้น
หัวเราะกลบความอึดอัดเก่งขึ้น
รีบเก็บของเวลาทำอะไรเกะกะ
เดินหลบเวลาที่คนเยอะ
นั่งเงียบๆ ตอนกินข้าว
เหมือนกำลังพยายามทำทุกอย่าง
เพื่อไม่ให้ตัวเองสร้างความลำบากให้ใคร
และหลายครั้ง
พวกเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า
กำลังค่อยๆ ลดพื้นที่ของตัวเองลงทุกวัน
สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของโจจิกับชิคามารุสำคัญมาก
ไม่ใช่เพราะเขาพูดอะไรสวยหรู
แต่เพราะเขาไม่เคยมองโจจิเป็นตัวประหลาด
เขาเรียกชื่อโจจิปกติ
เดินกลับบ้านด้วยกันปกติ
นั่งกินขนมข้างกันปกติ
ไม่มีสายตาสงสาร
ไม่มีการล้อเล่น
ไม่มีท่าทีเหมือนโจจิ “แปลก” กว่าคนอื่น
แค่ปฏิบัติกับเขา
เหมือนมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
และสำหรับคนที่โตมากับความรู้สึกว่า
ตัวเองไม่น่าถูกรักพอ
การถูกปฏิบัติอย่างธรรมดา
อาจเป็นความรู้สึกที่เยียวยาที่สุดแล้วก็ได้
ในภารกิจชิงตัวซาสึเกะ
โจจิเป็นคนที่หยุดจิโร่โบไว้
อีกฝ่ายตัวใหญ่กว่า
แข็งแกร่งกว่า
และทุกหมัดหนักจนพื้นแตก
ยิ่งสู้
ร่างกายของโจจิก็ยิ่งช้าลงเรื่อยๆ
ลมหายใจเริ่มขาดเป็นช่วง
แขนเริ่มยกแทบไม่ขึ้น
เลือดไหลลงมาตามมุมปาก
แต่จิโร่โบยังเดินเข้ามาเรื่อยๆ
เหมือนกำแพงขนาดใหญ่
ที่ไม่มีทางผลักออกได้เลย
และโจจิรู้ดีว่า
ถ้าปล่อยอีกฝ่ายไป
เพื่อนของเขาจะไปต่อไม่ได้
สนามตรงนั้นเงียบมาก
มีแค่เสียงหอบเหนื่อย
กับร่างของเด็กคนหนึ่ง
ที่เริ่มหมดแรงเต็มที
เขาค่อยๆ หยิบยาเม็ดเสบียงศึกสีแดงขึ้นมา
มือสั่นนิดๆ
สายตาหยุดมองมันอยู่ครู่หนึ่ง
เพราะเขารู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว
ยานั้นอาจฆ่าเขาได้
ร่างกายอาจพัง
และเขาอาจไม่มีโอกาสกลับไปอีกเลย
แต่ถึงอย่างนั้น
สุดท้ายโจจิก็ยังกลืนมันลงไป
ไม่มีคำพูดเท่ๆ
ไม่มีฉากประกาศความฝัน
มีแค่เด็กคนหนึ่ง
ที่ยอมเอาชีวิตตัวเองเข้าแลก
เพราะลึกๆ แล้ว
นี่อาจเป็นครั้งแรกในชีวิต
ที่เขารู้สึกว่า
ตัวเอง “อาจมีค่าพอ”
ที่จะปกป้องใครสักคนได้จริงๆ
หลังจากยาออกฤทธิ์
ร่างกายของโจจิเริ่มเปลี่ยนไป
พลังระเบิดออกมาจนพื้นรอบตัวแตกร้าว
แรงกดดันที่เคยถูกมองข้าม
เริ่มทำให้อีกฝ่ายถอย
เด็กที่เคยโดนหัวเราะใส่
กำลังยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ
แต่ยิ่งเห็นแบบนั้น
ฉากนี้ก็ยิ่งเจ็บ
เพราะคนดูรู้ดีว่า
ทุกอย่างที่โจจิทำอยู่ตอนนี้
อาจแลกมาด้วยชีวิตของตัวเอง
สีหน้าของเขา
ไม่ได้เหมือนคนที่มั่นใจว่าจะชนะ
มันเหมือนเด็กคนหนึ่ง
ที่กำลังพยายามพิสูจน์อะไรบางอย่างกับตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย
เหมือนกำลังถามตัวเองว่า
“ถ้าครั้งนี้
อย่างน้อยฉันปกป้องใครได้สักคน
ชีวิตของฉัน
มันจะมีความหมายขึ้นมาบ้างไหม”
และบางที
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่โจจิเป็นตัวละครที่เจ็บมาก
เพราะคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีค่า
มักจะพยายามพิสูจน์ตัวเองหนักที่สุด
พยายามมีประโยชน์
พยายามไม่เป็นภาระ
พยายามทำให้ทุกคนภูมิใจ
ทั้งที่ลึกๆ แล้ว
สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ
อาจไม่ใช่การพิสูจน์อะไรเลย
แค่อยากมีใครสักคน
ที่ทำให้รู้สึกว่า
ต่อให้ไม่สมบูรณ์แบบ
ต่อให้ไม่ได้เก่งพอ
ต่อให้ไม่ได้เป็นอย่างที่โลกต้องการ
ตัวเองก็ยังควรค่า
กับการถูกรักอยู่ดี
เพราะบาดแผลแบบนี้
ไม่ได้จบลงตอนโดนล้อ
แต่มันจะตามไปอยู่ในความสัมพันธ์
ในวันที่ต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
ในวันที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ
และเสียงเงียบๆ ในหัว
ที่คอยพูดกับตัวเองซ้ำๆ ว่า
“อย่าไปสร้างปัญหาให้ใครเลย”
ทั้งที่จริงๆ แล้ว
คนคนนั้น
อาจไม่เคยเป็นปัญหาของใครเลยตั้งแต่แรก
โฆษณา