6 มิ.ย. เวลา 03:00 • หนังสือ

20 ข้อจากหนังสือ'สมองมันร้าย'

พบกับเรื่องราวของสมอง ที่ไม่ว่าเราจะรู้สึกอะไรอยู่ ล้วนมีกลไลการทำงานของสมองที่ซับซ้อนรองรับอยู่เสมอ
ทำไมคนที่ไม่ใช่ทำอะไรก็ผิด และอื่นๆอีมากมาย ภายในเล่ม
โดยผมจะสรุปสิ่งที่น่าสนใจมาแล้ว 20 ข้อครับ
[1] สมองของเราสามารถเปิดรับมุมมองใหม่ๆได้ ถ้าเราสื่อสารด้วยมุมมองใหม่ๆไป
มันคือการไม่ได้เชื่อในแบบเดิมๆที่เราเคยเชื่อ
เป็นการอัพเดตตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น
[2] ในทางประสาทวิทยา ความสุขกับความพึงพอใจ ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่มี
แต่เกิดจาก 'วิธีที่สมองตีความสิ่งที่มี'
[3] ทุกการตัดสินใจของเรามีอารมณ์ปนอยู่ด้วยเสมอ ไม่ว่าเราจะรู้ตัวแค่ไหนก็ตาม
ดังนั้น มันจะมีโอกาสเกิดความรู้สึกทีหลังว่า 'เราทำสิ่งนั้นไปทำไม' อยู่บ่อยๆ
แต่แทนที่จะถามแบบนั้น ให้ลองถามตัวเราว่า 'ตอนนั้นเรารู้สึกอะไรอยู่' มากกว่า
เพราะสมองของเราจะตัดสินใจตามความกลัว ความหวังและความผูกพัน
ซึ่งมันชนะเหตุผลเสมอ
[4] แค่เรามีความหวังเราก็มีความสุขได้
เพียงเราจินตนาการถึงสิ่งที่เรารอคอยในอนาคต สมองจะปล่อยโดพามีนออกมาเพื่อให้เรามีความสุข
ดังนั้น การหวังจึงเป็นความสุขที่เราได้มาโดยไม่ต้องลงทุนใดๆเลย
[5] เจ็บแล้วจำ นั่นคือ สมองของเราถอดเหตุการณ์นั้นออกมาเป็นบทเรียน
แต่เจ็บแล้วทน คือ สมองก็จำ แต่การตัดสินใจคือ การไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อสมองคำนวณแล้วว่าการทนยังคุ้มค่าอยู่ สมองจะบอกให้เรา 'ยังไม่ต้องเปลี่ยน' นั่นเอง
[6] ความรู้สึกสนามหญ้าข้างบ้านเราสวบกว่าเราเสมอมันมีเหตผุลอยู่
เพราะข้างบ้านคือของสิ่งใหม่ มันทำให้เราพอใจได้ในชั่วครู่ เลยรู้สึกดีกว่าสวนของเรา
แต่จริงๆแล้ว สวนของเรามันดีกว่าเสมอ เพราะมันคือความผูกพันที่เราสร้างที่เราดูแลมันเองกับมือ
และผมไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องสวน แต่หมายถึงทุกเรื่องในชีวิต
[7] ความสุขเป็นทักษะ
เพียงเราฝึกทักษะการเปลี่ยนมุมมอง เมื่อเราฝึกไปเรื่อยๆ สมองจะมองหาความสุขได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น
มีตัวอย่างที่ผมชอบอยู่ครับ
จากตอนแรกเราจะได้กินมะม่วงกวนหรือข้าวเหนียวมะม่วง
แต่ปรากฏว่าพายุเข้าจนทำให้มะม่วงร่วงมาก่อนจะสุก
แต่มุมมองของเราจะมีความสุขได้ หากเปลี่ยนมุมมองเป็น
'ดีจัง จะได้กินมะม่วงแช่อิ่ม' ด้วย
[8] เวลาที่เราเกลียดใครสักคน แม้เขาทำดีแค่ไหนแต่เรากลับไม่ได้รู้สึกดีมากขนาดนั้น
มันเกิดจากเหตุการณ์ในอดีต ที่เขาคนนั้นทำให้เราเจ็บ แล้วสมองของเราลดคุณค่าของคน คนนั้นลง
เราไม่สามารถเลือกความรู้สึกที่เราจะเกิดได้
มนุษย์มีความรู้สึกเกลียดได้ แต่เราสามารถเลือกสิ่งที่จะตอบสนองต่อคนอื่นอย่างไรได้
[9] เมื่อไม่มีอะไรดีๆให้พูด จงอย่าพูดดีกว่า
เพราะคำนินทาว่าร้ายของเรา มันแพร่กระจายได้เร็วมาก
และแม้เราจะพูดแบบหนึ่ง แต่มันกระจายไปอีกแบบหนึ่ง
คนจะเชื่อสิ่งที่ได้ยินบ่อยที่สุด แม้มันจะไม่เป็นความจริงก็ตาม
ผมชอบประโยคนี้ของคุณหมอมากครับ
ความเงียบก็อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของการรับผิดชอบครับ
[10] เวลาโกรธใคร การให้อภัยนั้นยากกว่าแก้แค้นเสมอ
แถมการให้อภัย นอกจากเป็นการดึงเวลากลับมายังตัวเรา
ยังเป็นการจัดระเบียบระบบประสาทเพื่อดึงเรากลับมาจากความเจ็บปวด
ความรู้สึกและเวลาของเราเป็นสิ่งที่มีค่ามากเกินกว่าจะเอาไปโกรธแค้นใคร
[11] ทุกๆเรื่องต้องใช้เวลา
หากเราไม่ล้มเลิกและท้อถอยไปก่อน นั่นแหละเราจะเติบโตขึ้นมาได้ครับ
[12] เพราะสมองของเราเก็บความจำได้จำกัด
ดังนั้นสมองจะเลือกจำสิ่งที่มีความหมายกับเรา สิ่งที่มีค่ากับเรา
มากกว่ารายละเอียดปลีกย่อยของสิ่งนั้นๆ
[13] เวลาในสมองไม่ได้วัดจากเวลาจริงๆ
แต่วัดจากอารมณ์ ความผูกพัน ความรู้สึกที่มีร่วมกัน
สมองจำในรูปแบบ 'เกิดอะไรขึ้น + กับใคร'
ความคิดถึงก็เช่นกัน มันเป้นเหมือนข้อสรุปว่าเราใช้เวลากับคนเหล่านั้นคุ้มค่าหรือไม่
หากเราใช้เวลาไม่คุ้มค่าเลย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคงเป็น 'ดีแล้วที่จากกันไป'
แต่ในทางกลับกัน หากเราใช้เลาอย่างคุ้มค่าแล้วมันจะเกิดเป็นความรู้สึก 'คิดถึง' แทน
[14] การตั้งคำถามใหม่ คือการเปิดระบบความคิดใหม่ให้กับสมองของเรา
เมื่อเราเปลี่ยนมุมมอง สมองส่วนที่ใช้เหตุผลก็กลับมาทำงานได้ดีขึ้น
แม้เราจะหลงทางกับชีวิตบ้างก็ไม่เป็นไร
ขอเพียงเราตั้งคำถามใหม่ เราก็สามารถเดินหน้าต่อได้
[15] สมองเราไม่สามารถลบความทรงจำใดๆได้
สิ่งที่มันทำ คือ การเปลี่ยนความหมายให้กับสิ่งเหล่านั้น
และเป็นเราทุกคน ที่เปลี่ยนแปลงมันจากความทุกข์ให้เป็นบทเรียนที่พัฒนาเราไปมากกว่าเดิม
[16] การยอมรับผลลัพธ์ ไม่เท่ากับการพ่ายแพ้
แต่มันคือการเปลี่ยนมุมมองของสมองในเอาชนะตนเองและยอมรับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
เรื่องเล่าจากคุณหมอเกี่ยวกับเรื่องนี้
คือคนไข้ของคุณหมอที่มองภาพถ่ายให้กับคุณหมอ
แต่เขาไม่ได้ใช้มือขวาที่ถนัด เพราะไม่สามารถใช้การได้อีกแล้ว
แต่เขาเลือกที่จะยอมรับผลลัพธ์และฝึกวาดรูปด้วยมือซ้ายแทน
[17] สมองของเรา 'ฝึกใหม่ได้' ถ้าได้รับประสบการณ์เชิงคุณค่าแบบใหม่
ไม่ว่าจะเป็น ความสำเร็จเล็กๆ ความสัมพันธ์ที่จริงใจ หรือ การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ไม่ตัดสิน
แม้เราจะเคยทำผิดพลาด แต่เราก็สามารถเริ่มต้นใหม่ได้เช่นกัน
[18] ตอนที่เราทำอะไรสำเร็จแล้ว แล้วเรารู้สึกไม่ได้ดีใจากอย่างที่คิด
อยากให้รู้ไว้ว่า นั่นคือ ปกติของคนเราครับ
เพราะตอนที่เราฝ่าฟันอุปสรรคในแต่ละก้าวได้
สมองได้หลั่งโดพามีนเพื่อเพิ่มความสุขให้เราตลอดอยู่แล้ว
[19] หนังสือเล่มเดิม เราอ่านกี่รอบมันก็ไม่เหมือนเดิม
เพราะคนเราเปลี่ยนไป เวลาผ่านไป กรอบความคิดเราเปลี่ยนไป
สมองก็ตีความเนื้อหาด้วยมุมมองใหม่ๆตามประสบการณ์ของเรา
[20] คนเรามีเรื่องที่เราไม่รู้อีกมากมาย
ขอเพียงเรายอมรับว่าเรายังไม่รู้
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นว่าเราฉลาดขึ้นแล้ว
ความรู้สึกหลังอ่าน
มีประโยชน์มากครับ
อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้รู้จักการทำงานของสมองมากขึ้น
แถมทุกเรื่องราวอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสคร์ที่มีงานวิจัยรองรับแล้ว
ไม่ว่าจะการตัดสินใจของเราไม่ได้มาจากเหตุผลจริงๆ
ทำไมเราถึงไม่พอใจแม้คนที่เราเกลียดมาทำดีด้วย
เราสามารถเปลี่ยมมุมองทางสมองได้อย่างไร เป็นต้น
อ่านแล้วก็รู้สึกว่า สมองของเราลึกลับซับซ้อนมากครับ
ใครที่สนใจอยากอ่านแบบลงลึกกว่ากว่านี้ แนะนำให้ไปอ่านในเล่มได้ครับ
เพราคุณหมอจะบอกไว้อย่างละเอียดว่าสิ่งที่เกิดขึ้น
เกิดจากสมองส่วนไหน ทำงานอย่างไร ทำไมมันถึงทำแบบนั้น
เหมาะสำหรับคนที่อยากหาความรู้ด้านสมอง ที่อ่านได้ลื่น อ่านสนุก แนะนำครับ
และสุดท้าย สิ่งที่เราทำในแต่ละครั้ง ความรู้สึกที่เกิดในแต่ละช่วงเวลา มันอาจตะเกิดจากสมองของเรา ก็เป็นได้ครับ
ผู้เขียน หมอแพต นายแพทย์อุเทน บุญอรณะ
จำนวนหน้า 304 หน้า
สำนักพิมพ์ KOOB
โฆษณา