5 มิ.ย. เวลา 13:00 • การ์ตูน

นารา ชิกามารุ — คนที่ดูขี้เกียจ อาจเป็นคนที่เหนื่อยกับชีวิตที่สุดก็ได้

บางครั้ง
คนที่พูดว่า
“ชีวิตวุ่นวายจังนะ”
อาจไม่ใช่คนขี้เกียจ
แค่เป็นคนที่เริ่มเข้าใจเร็วเกินไปว่า
ทุกอย่างในชีวิต
มีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ
มีหลายฉาก
ที่ชิกามารุนอนเงียบๆ อยู่บนพื้นหญ้า
ลมพัดเบาๆ
เมฆค่อยๆ ลอยผ่านท้องฟ้า
เสียงรอบตัวเงียบจนแทบได้ยินแค่ลมหายใจ
เขานอนมองฟ้าอยู่อย่างนั้นนานมาก
เหมือนกำลังพยายามปล่อยหัวตัวเองให้ว่างสักพัก
หลังจากคิดอะไรบางอย่างมาตลอดทั้งวัน
หลายคนมองชิกามารุในช่วงแรกว่า
ขี้เกียจ
เอื่อยๆ
ไม่ค่อยเอาจริงเอาจังกับอะไร
เขาชอบถอนหายใจ
ชอบพูดว่า “ยุ่งยากชะมัด”
ชอบทำเหมือนไม่อยากเข้าไปวุ่นวายกับโลกมากนัก
แต่ถ้ามองดีๆ
สายตาของเด็กคนนี้
ไม่เหมือนคนที่ “ไม่คิดอะไร” เลย
ตรงกันข้าม
มันเหมือนคนที่คิดมากเกินวัย
จนเริ่มเหนื่อยกับโลกไปก่อนแล้ว
เวลาพูดถึงอนาคต
ชิกามารุมักพูดเหมือนคนที่อยากมีชีวิตธรรมดามากๆ
ไม่อยากเด่น
ไม่อยากแข่งขัน
ไม่อยากมีเรื่องวุ่นวาย
ตอนเด็ก
หลายคนอาจมองว่าเขาไม่มีความทะเยอทะยาน
แต่บางที
คนที่อยากใช้ชีวิตเงียบๆ มากที่สุด
อาจเป็นคนที่มองเห็น “น้ำหนักของชีวิต” เร็วกว่าคนอื่นก็ได้
ตอนที่ผลสอบจูนินประกาศออกมา
ทุกคนเงียบไปพักหนึ่ง
เพราะคนที่ได้เลื่อนขั้น
มีแค่ชิกามารุคนเดียว
หลายสายตามองมาที่เขา
แต่ชิกามารุไม่ได้มีสีหน้าเหมือนคนดีใจ
ไม่มีความตื่นเต้น
ไม่มีท่าทีภูมิใจ
เขาแค่เงียบไปครู่หนึ่ง
เหมือนในหัวกำลังคิดเลยไปถึงบางอย่างแล้ว
หลังจากนี้
ตัวเองจะต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง
ต้องตัดสินใจแทนใครบ้าง
แล้วถ้าวันหนึ่ง
การตัดสินใจของตัวเองทำให้ใครพลาดขึ้นมาล่ะ
สำหรับหลายคน
ตำแหน่งคือความสำเร็จ
แต่สำหรับชิกามารุ
มันเหมือน “น้ำหนัก”
ที่ถูกวางลงบนบ่าเพิ่มอีกชิ้นหนึ่ง
ในภารกิจชิงตัวซาสึเกะ
ชิกามารุเป็นคนวางแผนทั้งหมด
ตอนทุกคนกลับมา
บรรยากาศเงียบมาก
บางคนบาดเจ็บหนัก
บางคนแทบยืนไม่ไหว
และบางคน
เกือบไม่ได้กลับมาด้วยซ้ำ
ชิกามารุนั่งเงียบอยู่ตรงนั้น
สายตาหลุบลงต่ำ
มือกำอยู่เงียบๆ
เหมือนในหัวกำลังย้อนภาพทุกอย่างซ้ำอีกรอบ
ถ้าสั่งเร็วกว่านี้ล่ะ
ถ้าคิดรอบกว่านี้อีกนิดล่ะ
ถ้าตัวเองเก่งกว่านี้ล่ะ
ไม่มีใครพูดโทษเขาแรงๆ
แต่บางครั้ง
สิ่งที่หนักที่สุด
ไม่ใช่คำพูดของคนอื่น
แต่คือเสียงในหัวตัวเอง
และคนแบบชิกามารุ
มักจะลงโทษตัวเองเงียบๆ หนักกว่าคนอื่นเสมอ
วันนั้น
เขาไม่ได้โตขึ้น
เพราะสอบผ่านเป็นจูนิน
แต่โตขึ้น
เพราะเริ่มเข้าใจแล้วว่า
การแบกชีวิตคนอื่นไว้ในการตัดสินใจหนึ่งครั้ง
มันหนักแค่ไหน
แต่ฉากที่หนักที่สุดของชิกามารุ
อาจเป็นหลังการตายของอาสึมะ
กระดานหมากวางอยู่ตรงหน้า
เสียงหมากกระทบกันเบาๆ
กึก
กึก
ชิกามารุพยายามเล่นต่อ
พยายามคิดเรื่องแผน
พยายามพูดเรื่องภารกิจ
พยายามทำเหมือนตัวเองยังปกติ
เหมือนถ้ายังคิดเรื่อง “หน้าที่” ต่อไปได้
ตัวเองจะยังไม่ต้องรู้สึกอะไร
แต่ยิ่งเงียบ
สีหน้าของเขายิ่งเหมือนคนที่กำลังแบกอะไรหนักเกินไป
ลมหายใจเริ่มขาดเป็นช่วง
มือเริ่มสั่นนิดๆ
แต่ก็ยังพยายามกดทุกอย่างเอาไว้
จนสุดท้าย
ตอนร้องไห้ออกมาต่อหน้าพ่อ
มันไม่ใช่แค่ฉากของ “ความเสียใจ”
แต่มันเหมือนช่วงเวลาที่เด็กคนหนึ่ง
แบกความเข้มแข็งต่อไม่ไหวอีกแล้ว
เสียงที่พยายามกลั้นมาตลอดเริ่มสั่น
ลมหายใจเริ่มพัง
และในที่สุด
เขาก็ปล่อยทุกอย่างออกมา
เหมือนคนที่เหนื่อยมานานเกินไปแล้วจริงๆ
และบางที
ความเจ็บของชิกามารุ
อาจเป็นความเจ็บแบบเดียวกับคนจำนวนมากในชีวิตจริง
คนที่ดูนิ่ง
ดูชิล
ดูเอื่อยๆ
แต่ในหัวคิดทุกอย่างตลอดเวลา
คิดเรื่องอนาคต
คิดเรื่องภาระ
คิดเรื่องความผิดพลาด
คิดถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นเสมอ
จนบางวัน
แค่การใช้ชีวิตธรรมดา
ก็เหนื่อยแล้ว
พอเราโตขึ้นเรื่อยๆ
เราจะเริ่มเข้าใจชิกามารุมากขึ้นเอง
เข้าใจว่า
บางที
คนที่ถอนหายใจก่อนตอบรับทุกความรับผิดชอบในชีวิต
อาจไม่ใช่คนที่ไม่พยายาม
แต่เป็นคนที่
เห็นน้ำหนักของทุกอย่าง
ก่อนคนอื่นมากเกินไปแล้วจริงๆ
โฆษณา