3 มิ.ย. เวลา 02:09 • ยานยนต์

หรือ EV จะไปไม่รอด? เมื่ออเมริกาเปลี่ยนใจ ค่ายรถเปลี่ยนแผน หรือนี่คือจุดจบผู้นำยานยนต์โลก

หากเราย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้น การเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความเท่หรือความล้ำสมัยแต่อย่างใดนะครับ
แต่มันมีรากฐานมาจากความจำเป็นทางด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของโลก
ภาคการขนส่งในสหรัฐอเมริกาถือเป็นตัวการอันดับหนึ่งที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนและมลพิษทางอากาศ เช่น ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์และฝุ่นละอองขนาดเล็ก
มลพิษเหล่านี้ไม่ใช่แค่อากาศที่มองไม่เห็น แต่มันคือเพชฌฆาตเงียบที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันหลายหมื่นคนในแต่ละปี…
มันยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจอีกนับล้านกรณี ซึ่งสร้างภาระทางสาธารณสุขอย่างมหาศาล
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและสุขภาพของผู้คน
หน่วยงานอย่าง EPA จึงต้องเข้ามาควบคุมการปล่อยก๊าซเหล่านี้ ซึ่งต่อมาได้นำไปสู่การร่างเอกสารสำคัญที่ชื่อว่า “Endangerment finding”
ในยุคของประธานาธิบดี Obama ผู้ผลิตรถยนต์ทุกรายต่างเดินทางมาที่ทำเนียบขาวเพื่อร่วมเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่…
นั่นเป็นเพราะการกำหนดมาตรฐานก๊าซเรือนกระจกสำหรับรถยนต์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
ทุกคนรู้ดีว่าเส้นทางสู่อนาคตคือระบบไฟฟ้า ไม่ใช่น้ำมันเบนซินแบบเดิม
ยุคสมัยของประธานาธิบดี Biden ยิ่งตอกย้ำทิศทางนี้ รัฐบาลผลักดันกฎหมายระดับประวัติศาสตร์อย่าง “Inflation Reduction Act”
กฎหมายนี้อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จทั่วประเทศ
นอกจากนี้ยังมีเครดิตภาษีมูลค่าสูงสุดถึง 7,500 ดอลลาร์ เพื่อช่วยลดกำแพงราคาให้คนเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น…
ตัวแทนจำหน่ายยังใช้กลยุทธ์ช่องโหว่ทางภาษี หรือ “Leasing loophole” ผ่านสินเชื่อเพื่อกระตุ้นยอดขายอีกทางหนึ่ง
ส่งผลให้ในช่วงปี 2023 ถึง 2025 มีการขายรถยนต์ไฟฟ้าไปมากถึง 1.4 ล้านคัน
ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกต่างเทเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเพื่อปรับปรุงโรงงานในสหรัฐอเมริกา ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะพุ่งทะยานไปสู่อนาคตที่สดใส
แต่แล้วภาพฝันนั้นก็ต้องสะดุดลง เมื่อพายุลูกใหญ่ทางการเมืองพัดเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว…
การก้าวขึ้นสู่อำนาจอีกครั้งของ Donald Trump ได้พลิกกระดานอุตสาหกรรมยานยนต์ในสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง
แนวคิดของรัฐบาลใหม่มองว่ามาตรการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าคือการผลาญเงินภาษีของประชาชนอย่างเปล่าประโยชน์
Donald Trump ประกาศชัดเจนมาตลอดช่วงหาเสียงว่าตัวเขาเองไม่ใช่แฟนคลับของรถยนต์ไฟฟ้า
เขาโจมตีว่ารถเหล่านี้วิ่งได้ไม่ไกลแถมยังมีราคาแพง ข้อพิพาทระหว่างเขากับ Elon Musk กลายเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลก…
ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดคือ รัฐบาลได้สั่งยกเลิก “Endangerment finding” ซึ่งเป็นรากฐานทางกฎหมายในการจัดการปัญหาสภาพภูมิอากาศ
โดยให้เหตุผลว่าข้อบังคับเหล่านี้ไม่ได้แค่ควบคุมมลพิษ แต่มันกำลังทำลายความฝันของชาวอเมริกัน
รัฐบาลมองว่านโยบายสิ่งแวดล้อมเป็นการเพิ่มต้นทุนและสร้างภาระให้ประชาชนเกินความจำเป็น
ผลกระทบจากการยกเลิกเงินอุดหนุนและกฎระเบียบต่างๆ ปรากฏให้เห็นทันทีในตัวเลขยอดขายที่ดิ่งลง…
ไตรมาสแรกของปี 2026 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริการ่วงหล่นลงมากกว่าหนึ่งในสี่
เมื่อลมเปลี่ยนทิศ ผู้ผลิตรถยนต์ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเปลี่ยนแผนธุรกิจอย่างกะทันหันเพื่อความอยู่รอด
กรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดคือ Ford แบรนด์รถยนต์อเมริกันที่เคยตั้งเป้าจะปฏิวัติวงการด้วยรถกระบะไฟฟ้า
รถรุ่น Lightning เคยได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม แต่ล่าสุด Ford ได้ประกาศระงับการผลิตรถรุ่นนี้อย่างไม่มีกำหนด…
Ford กลับตัดสินใจย้ายพนักงานเพื่อเร่งผลิตรถกระบะเครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดแทนอย่างเร่งด่วน
พวกเขาให้เหตุผลตรงไปตรงมาว่า รถเครื่องยนต์สันดาปนั้นทำกำไรได้มากกว่าและตอบโจทย์ธุรกิจในเวลานี้
ข้ามมาดูฝั่งผู้ผลิตจากยุโรปอย่าง Volkswagen กันบ้าง พวกเขาก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากไม่แพ้กัน
ไม่กี่ปีที่ผ่านมาพวกเขาเพิ่งลงทุนเงินมหาศาลเพื่อปรับปรุงโรงงานสำหรับผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น ID.4…
แต่ด้วยยอดขายที่ลดลงอย่างน่าใจหาย Volkswagen จึงตัดสินใจยุติการผลิต ID.4 ในสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ
การตัดสินใจกลับลำครั้งใหญ่นี้ทำให้ Volkswagen ต้องยอมรับผลขาดทุนจากการด้อยค่าทรัพย์สินสูงถึง 500 ล้านยูโร
นักวิเคราะห์เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า หากผู้ผลิตรถยนต์ต้องคอยปรับทิศทางตามนโยบายการเมือง
มันก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขที่วิ่งไล่จับหางของตัวเอง วิ่งวนไปเท่าไหร่ก็ไม่มีวันจับได้สำเร็จ…
สิ่งที่ธุรกิจต้องการมากที่สุดท่ามกลางความผันผวนนี้คือทิศทางที่ชัดเจนและยึดมั่นกับเป้าหมายระยะยาว
ทีนี้เราลองขยับมุมมองออกมามองภาพกว้างระดับโลกกันบ้าง เพื่อดูว่าประเทศอื่นรับมืออย่างไร
ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังเดินถอยหลังกลับไปหาเครื่องยนต์สันดาป โลกใบนี้กลับไม่ได้หยุดหมุนตามไปด้วย
ตลาดรถยนต์ทั่วโลกกำลังเดินหน้าสู่ยุคไฟฟ้าอย่างเต็มตัว และผู้ที่ได้อานิสงส์ก็คือค่ายรถยนต์จากเอเชีย…
แบรนด์ระดับตำนานอย่าง Toyota กลับกลายเป็นผู้กอบโกยผลประโยชน์ในตลาดสหรัฐอเมริกาได้อย่างเหนือความคาดหมาย
ยอดขายรถยนต์พลังงานทางเลือกของ Toyota เติบโตพุ่งกระฉูดถึง 79 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวน
เพราะพวกเขาเลือกใช้กลยุทธ์รถยนต์ไฮบริดเป็นสะพานเชื่อมใจผู้บริโภคที่ยังไม่พร้อมจะก้าวไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า
ในขณะที่คู่แข่งพากันลดความสำคัญของตลาดนี้ลง Toyota กลับสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดมาครองได้อย่างงดงาม…
แต่ภาพที่น่าตื่นเต้นที่สุดกำลังเกิดขึ้นในประเทศฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะการก้าวขึ้นมาของจีน
เรามักจะเข้าใจว่ารถยนต์ไฟฟ้าเป็นของสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วและมีเศรษฐกิจแข็งแกร่งเท่านั้น
แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งกำลังอ้าแขนรับเทคโนโลยีนี้อย่างเต็มที่
ตัวอย่างที่น่าทึ่งคือประเทศเนปาล ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวยเลยแม้แต่น้อย…
แต่เนปาลลับมีอัตราการเจาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าสูงเป็นอันดับสองของโลก ซึ่งสวนทางกับภาพลักษณ์ของประเทศ
เหตุผลเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้เรียบง่ายมาก มันคือเรื่องของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจในยุคที่น้ำมันแพง
ประเทศเหล่านี้ต้องสูญเสียเงินงบประมาณแผ่นดินมหาศาลไปกับการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อใช้ในประเทศ
พวกเขาจึงมองรถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่แค่สินค้ารักษ์โลก แต่เป็นทางออกในการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า…
และที่สำคัญ ที่นั่นไม่มีการหยิบแยกรถยนต์ไฟฟ้าไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีกันเหมือนในสหรัฐอเมริกา
เมื่อตลาดกลุ่มนี้ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาจับต้องได้ ผู้ผลิตจากจีนก็พร้อมเข้ามาตอบโจทย์ทันที
แบรนด์เหล่านั้นพร้อมป้อนสินค้าเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็วและมีต้นทุนที่ถูกกว่าผู้ผลิตจากตะวันตกอย่างเทียบไม่ติด
ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นประเด็นว่า เรามักจะมัวแต่โฟกัสไปที่ตลาดในยุโรปและอเมริกาเหนือ…
แต่ผลกระทบที่ใหญ่หลวงที่สุดกำลังเกิดขึ้นในเอเชีย รวมถึง แอฟริกา และ ละตินอเมริกา อย่างเงียบๆ
ผู้ผลิตจากจีนวางรากฐานและสร้างส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคเหล่านี้ไว้อย่างแข็งแกร่งมากแล้ว
พวกเขากำลังก้าวขึ้นเป็นผู้ท้าชิงเบอร์หนึ่งของโลกอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาเลยด้วยซ้ำ
กลับมาที่สหรัฐอเมริกาอีกครั้ง แม้พวกเขาจะไม่ได้เผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำมันแบบประเทศอื่น…
แต่ประชาชนคนธรรมดาก็ยังต้องรับภาระราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่แพ้กัน
เสียงสะท้อนจากผู้บริโภคเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป
หลายคนเริ่มรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในตอนที่รัฐบาลยังมีเงินอุดหนุนช่วยเหลือ
สถานการณ์ทางกฎหมายเองก็ยังไม่จบลงง่ายๆ รัฐต่างๆ กว่าสองโหลตัดสินใจรวมตัวกันยื่นฟ้องร้องต่อศาลสูงสุด…
พวกเขาต้องการคัดค้านการยกเลิกเอกสารที่ปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาล
แม้ว่าโครงสร้างของศาลสูงสุดในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไป แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็มีความชัดเจนมากขึ้นเช่นกัน
หากกลุ่มรัฐเหล่านี้ชนะคดี ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกันก็อาจจะถูกจับให้พลิกกลับอีกครั้ง
เรื่องราวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นความจริงที่โหดร้ายของโลกธุรกิจและการเมืองที่แยกกันไม่ออก…
ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำหน้าแค่ไหน หรือมีเจตนาดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมากเพียงใด
แต่หากปราศจากการสนับสนุนทางนโยบาย อุตสาหกรรมระดับล้านล้านดอลลาร์ก็สามารถสะดุดล้มลงได้ในพริบตา
บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงเปิดกว้าง สหรัฐอเมริกากำลังพาตัวเองหลุดออกจากวงโคจรการเปลี่ยนผ่านระดับโลก
คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ พวกเขาจะยืนหยัดทวนกระแสนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน…
การตัดสินใจเชิงนโยบายทางการเมือง จะสามารถหยุดยั้งวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่คนทั้งโลกกำลังมุ่งไปหาได้จริงหรือ
หรือมันจะเป็นเพียงแค่การชะลอเวลา เพื่อปล่อยให้คู่แข่งจากอีกซีกโลกก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแทน
References : [dw,reuters,bloomberg,electrek,cnbc]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/or-will-evs-not-survive/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา