3 มิ.ย. เวลา 06:43 • ดนตรี เพลง

The Archive of 3 “Perfect 10” Albums by Lemme See

เคยสงสัยกันไหมว่า... บทเพลงแบบไหนที่หล่อหลอมให้ศิลปินคนโปรดของคุณกลายมาเป็นพวกเขาในวันนี้? Lemme See ขอพาทุกคนดำดิ่งสู่ซีรีส์ 3 “Perfect 10” Albums คอนเทนต์ที่รวบรวม 3 อัลบั้มในดวงใจระดับเต็มสิบไม่หัก จากปากคำของศิลปินชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 40 ราย
6
และเพื่อความสะดวกของคอเพลงทุกคน นอกจากจะติดตามเราได้บนโซเชียลมีเดียตามปกติแล้ว เรายังได้เพิ่มช่องทางใหม่อย่างหน้าเว็บไซต์ Blockdit แห่งนี้ เพื่อรวบรวมบทความของศิลปินทุกคนมาไว้ในคลังเดียวกัน ให้คุณได้เปิดอ่านและย้อนดูลิสต์กันได้แบบจุใจและเป็นระเบียบที่สุดด้วย
เพราะเราเชื่อว่า... “อัลบั้มที่คุณรู้สึกเฉยๆ ในวันนี้ อาจเป็นอัลบั้มเปลี่ยนชีวิตที่มีความหมายต่อใครซักคนก็ได้”
📍ปักหมุดรอเสพสเปซดนตรีสุดเข้มข้น อัปเดตศิลปินใหม่เป็นประจำทุกวันพุธ แล้วมาค้นหากันว่ามีอัลบั้มไหนตรงกับใจคุณบ้าง และสำหรับศิลปินคนไหนที่สนใจร่วมแชร์ 3 อัลบั้มโปรดกับเรา สามารถติดต่อเรามาได้ในทุกช่องทางเลย!
royboyband
1. Arctic Monkeys — Favourite Worst Nightmare (2007)
“ผมรู้สึกว่าตัวดนตรีของอัลบั้มนี้ให้กลิ่นที่ถูกใจผมมาก การเรียบเรียงไลน์ต่างๆ มันเข้ากันไปหมด และช่วยดันเอเนอร์จีเพลงให้ไปสุดในทางของมันด้วย เป็นอัลบั้มต้นแบบของเพลงส่วนใหญ่ที่ผมทำเลยครับ สำหรับงานชุดนี้ของ Arctic Monkeys ผมให้เป็นที่หนึ่งในดวงใจเลย”
2. Chet Baker — Chet Baker Sings (1954)
“อัลบั้มรวมฮิตเพลงที่ Chet Baker ร้อง ผมชอบน้ำเสียงของเขามาก รวมถึงการเล่นทรัมเป็ตของเขา สไตล์การอิมโพรไวซ์ในแบบ west coast ทำให้ผมรู้สึกว่ามันจับต้องได้ง่ายกว่าการเล่นแบบหวือหวา และสามารถเอา reference ตรงนี้ไปใช้กับงานเพลงที่ทำได้เลย รวมไปถึงอัลบั้มนี้ผมยังสามารถฟังวนได้เรื่อยๆ ไม่มีเบื่อครับ”
3. shame — Drunk Tank Pink (2021)
“สุดยอดความตะลุมบอนของพาร์ทดนตรี ที่ผมคิดไม่ถึงเลยว่าเขาเรียบเรียงดนตรีแบบนี้กันได้ยังไง มันมีทั้งแปลก ขม ดุร้าย แล้วก็แอบน่ารัก เรื่องเนื้อเพลงผมก็ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่นักร้องนำวงนี้ก็ร้องได้ฟาดฟันเหลือเกิน พอจะเดาได้ว่าเนื้อหาก็คงดุดันตามเสียงร้องและดนตรี เวลาที่ผมต้องการไอเดียที่ไม่ได้เป็นไปตามสูตรหรือริเริ่มจากการจับแพะมาชนแกะก่อนแล้วค่อยอธิบายมัน ผมก็จะมาฟังอัลบั้มนี้ครับ”
Pom (Lomosonic)
1. Mew — And the Glass Handed Kites (2005)
“อัลบั้มที่วนเวียนในชีวิตตอนทำเพลงชุด Echoes & Silence ของวง มีอิทธิพลทางความคิดมากๆ อัลบั้มนี้มีเป็นอินดี้ร็อกที่มีส่วนซับซ้อน เพลงเล่นตามยาก แต่ฟังง่าย อธิบายอีกมุมคือ เป็นดนตรีที่มีฮาร์โมนี่ มีเมโลดี้เพราะมากๆ บนดนตรีหนักหน่วงซับซ้อน และ Jonas Bjerre นักร้องก็มีเสียงร้องยังกับเทพบุตร อัลบั้มนี้มันเก็บรักษาภาพการวิวัฒน์แขนงหนึ่งของดนตรีร็อกในแบบเฉพาะตัวเอาไว้ และสำหรับมือกีตาร์ นี่คืออัลบั้มที่ควรฟังมากๆ เพราะ “ทางกีตาร์” ของ Bo Madsen เองก็มีเอกลักษณ์สูงให้ศึกษา”
2. The Doors — An American Prayer (1978)
“เล่าสั้นๆ คือ Jim Morrison นักร้องระดับไอคอนเสียชีวิตไปหลายปี แล้ววันนึงวงกลับมารวมตัวกัน สร้างดนตรีเฉพาะขึ้นมาบนเสียงอ่านบทกวีของเค้าที่บันทึกเหลือไว้“
”แค่แนวคิดในการสร้างอัลบั้มก็สุดจะเฉพาะตัวมากๆ ตัวบทกวีเองก็ลึกล้ำ เมาหลอน ให้สุนทรีย์อย่างยิ่ง เรื่องคุณภาพดนตรีของวงนี้ก็สุดยอดอยู่แล้ว เพลงเด่นในอัลบั้มอย่าง “The Ghost Song” เป็นแทร็กที่ผมฟังทุกเช้าวนซ้ำเกินร้อยรอบแล้ว”
3. Radiohead — The Bends (1995)
“เป็นอัลบั้มที่ฟังทีไรก็ดึงบรรยากาศของยุค 90‘s และวัยรุ่นของผมกลับมา ผมคิดว่านี่คืออัลบั้มร็อคที่ฟังเพราะและฟังวนได้เรื่อยๆเลยสำหรับผม เพลงโปรโมทอย่าง “High and Dry“, ”Fake Plastic Trees“ เป็นเพลงฟังเพราะๆ เพลงทั้งหมดฟังไม่ยากเลย แต่มีอะไรให้ค้นหาไม่น่าเบื่อ มีความเข้ากัน มีความขัดกัน มีความนุ่มนวล มีความหยาบกร้านดุดัน แนะนำด้วยว่ามือกีตาร์ก็ควรฟังอัลบั้มนี้ Jonny Greenwood ออกแบบไลน์กีตาร์ได้เท่มากๆ”
Viticz
1. Linkin Park — Reanimation (2002)
“อัลบั้มนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตวัยเด็กของผมเลย มันหลอมรวมร็อก แร็ป และซาวด์อิเล็กทรอนิกส์เข้าด้วยกันอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน Reanimation แสดงให้เห็นว่าอัลบั้มหนึ่งสามารถสร้างแรงบันดาลใจข้ามเจเนอเรชั่นได้จริงๆ ครับ”
2. Keiichi Okabe / MONACA / SQUARE ENIX MUSIC — NieR Gestalt & NieR Replicant Original Soundtrack (2010)
“นี่คือหนึ่งในงานคอมโพสิชั่นที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยฟังมาเลย มันลึกซึ้งทั้งในเชิงอารมณ์และไอเดีย ส่วนดนตรีก็ถ่ายทอดทุกฉากในเกมได้เกินกว่าคำพูดจะอธิบายได้ นี่เป็นหนึ่งในวิดีโอเกมที่ผมรักที่สุด และมันทำให้ผมตระหนักว่าเสียงดนตรีสามารถพูดแทนความรู้สึกได้ทรงพลังยิ่งกว่าภาษาไหนๆ”
3. Syzy — The Weight of the World (2024)
“การโปรดิวซ์และซาวด์ดีไซน์ของอัลบั้มนี้คือการก้าวกระโดดไปอีกขั้น ทุกองค์ประกอบถูกผูกเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ มันสะท้อนแก่นแท้ของยุคไฮเปอร์ป๊อป ในเฟรมเวิร์กของอีดีเอ็ม และเบสมิวสิคได้ชัดเจนที่สุด อีกทั้งยังบุกเบิกซาวด์ระดับเมนสเตจในแบบที่ฟังที่บ้านก็ยังอินได้เต็มที่ด้วย”
A Night Minor
1. The Strokes – Is This It (2001)
“ตอน ม.3 อ่านเจอใน The Guitar Mag เลยไปเสิร์ช YouTube ดู แต่งงมากว่าเสียงร้องมันแปลกๆ แต่ทำไมฟังเพลงทุกเพลงรอบเดียวละชอบหมด ตอนนั้นมันมีแค่ 3 อัลบั้ม ถือเป็นสารตั้งต้นที่ดีมาก และแล้ว ฝั่งขวา Recommend Videos บน YouTube ก็ขึ้นวงต่างๆ มาให้เราศึกษาจนกลายเป็นเราในวันนี้“
2. Fontaines D.C. – Dogrel (2019)
“ทำให้เราเปิดใจกว่าเดิม มาฝั่งที่แรงกว่า มืดกว่า จากตอนแรกเราเป็นแนว UK เต็มตัว ยิ่งมาเจอกลอนแบบ Grain Chatten ยิ่งฉ่ำ ดนตรีไม่ต้องเล่นยาก ทุกเพลงคือชอบหมด ยิ่งดู live ยิ่งสนุก อัลบั้มนี้ทำให้เราเจอเสียงร้องเราด้วยว่าเราร้องแบบนี้ได้ แล้วทำให้เราชอบการเขียนเนื้อเพลงเยอะๆ ด้วย คือไม่ต้องเล่นให้ยากแต่ต้องเล่นให้ถึงใจ น่าจะเปิดใจให้คนฟังได้“
3. Elias Rønnenfelt – Heavy Glory (2024)
“สำหรับปัจจุบันต้องอัลบั้มนี้เท่านั้น ที่ทำให้เราค้นพบการผสมผสาน การรีมิกซ์เท่ๆ อย่างเพลง “Close (The Dare Remix)” จนทำให้เราเจอ Dean Blunt ส่งผลให้เราอยากทำเดี่ยวจริงจัง เพราะแนวนี้ก็ป๊อปดี แต่ทำไมดูไม่ตลาด ดูเล่นแล้วไม่เขิน สำหรับอัลบั้มนี้คือดีทุกเพลง ฟังเกือบทุกวัน มีการใช้ผู้หญิง (Joanne Robertson) เป็นคอรัสด้วยแบบลั่นๆ ให้ความรู้สึกคาวบอย ถือเป็นอัลบั้มที่เปลี่ยนชีวิตในวัย 30 เลย”
Ford (FORD TRIO)
1. Childish Gambino — Awaken, My Love! (2016)
“Childish Gambino ถวายความเคารพแด่ Funkadelic นำกลิ่นอายคลาสสิคของอัลบั้ม Maggot Brain ขวัญใจนักฟังไซคีฟังก์ ปัดฝุ่นกลับมาไฉไลอีกครั้งในโลกยุคก่อน AI ถือเป็นงานแจ้งเกิดของโปรดิวเซอร์สายเพลงหนัง Ludwig Göransson โดยมีการเรียบเรียงรวมถึงการโปรดักชั่นเพลง ที่ฟังแล้วสนุกจัง สดใหม่ นี้มึง..ละเอียด หรือชุ่ยวะ? ความเซอร์ของพี่ช่างคลุมเครือ มีอยู่ปีนึง ที่ผมฟังชุดนี้แทบทุกวัน พยายามแกะให้ถึงแก่นว่า คนพวกนี้คิดอะไรกันอยู่นะ ทำเสียงแบบนี้.. หนึ่งในใจตลอดกาลอัลบั้มบรมครูของข้า”
“คนกีตาร์.. ควรจะสร้างงานแบบใด? สวรรค์คงส่งมาให้คำตอบคือหนึ่งเดียวคนนี้..”
2. John Mayer — The Search for Everything (2017)
“หัวหน้าชายแทร่ John Mayer (ทุกอัลบั้ม) แต่ขอเลือกชุด The Search for Everything (2017) ตอน น้าจอห์นที่ผมรักกลับมาแล้ว”
“Steve Jordan กลับมาคุมภาพรวม โปรดิวซ์แบบฉบับของคนกลอง ทำเสียงกลองออกมาโคตรดี เพลงที่น้าทำกับจอห์น ตั้งแต่ Trio ถึง Continuum โครงเพลงจะมีเพาซ์ของกรู๊ฟที่มีคอนเซ็ปต์น่าสนใจ เป็นเอกลักษณ์เสมอ เบส (Pino Palladino) กลอง กีตาร์ มักแบ่งกันเล่นนั่นที โน่นที สุดท้ายล็อคกันเป็นกรู๊ฟที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นอาหารหูที่ดีมากสำหรับคนทำเพลง”
“ใครที่ตาม John จะรู้ว่าก่อนชุดนี้ แกไปออกเดินทางค้นหาตัวเอง ซาวด์ออกมาเป็นโฟล์ก คันทรี่ อยู่ 2 ชุด ซึ่งดี! แต่พอแกออกชุดนี้ในตอนนั้นมันเลยเป็นซาวด์ที่ผมคิดถึงสุด เพลงของ John ในแบบที่ผมรัก ผลงานที่อินสไปร์ผมในระดับเดียวกันกับที่ Mk.gee ทำให้มือกีตาร์ Gen Z ต้องบิดเกนของ Audio Interface จนแตกแดง”
3. BOYd-Nop — BOYd-Nop (2001)
“ดูโอ้ที่เกิดจากความหลงใหลในดนตรีอาร์แอนด์บี-โซล งานโปรดักชั่นแบบโอลสคูล และเป็นงานเขียนเพลงชุดที่ผมชื่นชอบที่สุดของเจ้านี้ อัลบั้มนี้ไม่มีหลุดฟอร์มเลยซักเพลง “ชีวิตผิดเลน” ขับร้องโดยคุณอา มนต์สิทธิ์ คำสร้อย (มาได้ไง..) คือส่วนที่ผมชื่นชอบที่สุดของชุดนี้ ให้แรงบันดาลใจมาก ในชีวิตตอนหนึ่ง สารที่ส่งออกมาเหมือนกำลังจะบอกว่า เราเองก็จะกล้าสร้างงานแบบใดก็ได้ งานเรา = เอาที่ชอบ”
SEKI
1. HAIM — Woman In Music Pt. III (2020)
“สำหรับเรา HAIM คือ Bee Gees ของยุคใหม่สำหรับเรา 3 พี่น้องทำวงร้องเพลงเล่นดนตรีด้วยกัน การที่สมาชิกทั้งหมดเป็นพี่น้องกันมันมีบางอย่างที่ทำให้ HAIM as a band มันพิเศษกว่าวงดนตรีทั่วไปโดยเฉพาะอัลบั้มนี้ รู้สึกว่าวงมาถึงจุดที่ลงตัวที่สุด Arragement, Lyrics กับ Sound Elements ต่างๆ มันพอดีไปหมด”
2. Radiohead — In Rainbows (2007)
“คิดว่าถ้าถามแฟนเพลงของ Radiohead ว่าชอบอัลบั้มไหนมากที่สุด น่าจะเป็นไม่กี่วงที่ได้คำตอบแบ่งเป็นหลายเสียงเอาเรื่องอยู่ ถ้าถามเรา In Rainbows คือ Peak Radiohead ทั้ง Story ตอนที่วงปล่อยอัลบั้มที่ให้แฟนเพลงเลือกที่จะจ่ายเงินซื้ออัลบั้มที่ราคาเท่าไหร่ก็ได้หรือแม้กระทั้ง 0 บาทก็ยังได้ ทั้งแต่ละ Track ที่แข็งแรงมากๆ สามารถแยกมาเป็น Stand alone single ได้ทั้งหมดสบายๆ และตัวอัลบั้มเองก็มีไม่มี Drop Moment เลย Perfect 10 tracks album”
3. System Of A Down — Toxicity (2001)
“อัลบั้มที่ดีในอุดมคติของเรามันไม่ใช่แค่การรวมเพลงที่ดีไว้ด้วยกัน แต่รวมถึงการจังวาง Track to track และ Over Theme and Message สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารต่อผู้ฟังในแต่ละเพลง ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประเภทไหนก็ตามในการทำอัลบั้ม นี้คือจุดที่สำคัญมากๆ และ Toxicity มีทุกอย่างที่เราพูดมาทั้งหมดเลย อัลบั้มนี้ไม่ต้องการปุ่ม Skip ทุกอย่างทุกจัดวางเรียบเรียงอย่างดีที่สุดมาแล้ว นี่คือ Best Metal Album of 2000s ตลอดกาลของเรา”
NOTEP
1. Yumiko Morioka & Takashi Kokubo — Gaiaphilia (2025)
”เพิ่งมีโอกาสได้เห็น Yumiko เล่นสดที่ค่ายของ Wonderfruit แล้วรู้สึกซึ้งใจมากๆ เธอถือว่าเป็นหนึ่งใน pioneer ของแนว environmental ambience music จากญี่ปุ่น เค้าเรียกงานตัวเองว่าเป็น bathroom music เพราะคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ดนตรีในห้องน้ำก็เช่นกันที่ต้องผ่อนคลาย สำหรับอัลบั้มนี้ เธอทำ ambience ด้วยเสียงเปียโนเสริมด้วยเสียง naturescape ทั้งเสียงนกและสายน้ำ ชื่ออัลบั้มก็มาจากพระแม่ Gaia ที่เป็นตัวแทนของธรรมชาติ เลยรู้สึกว่าอัลบั้มนี้ดีต่อใจ“
2. Erykah Badu — Baduizm (1997)
”ปีที่แล้วมีโอกาสได้ดูเค้าเล่น และยังได้ร่วมงานกันโดยขึ้นแสดงเป็น opening performance ด้วย เลยยิ่งประทับใจและรู้สึกได้รับพลังงานจากเค้า ดนตรีเค้ามันฟังได้เรื่อยๆ มันสร้างพลังงานที่ทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับความเป็นผู้หญิงของตัวเอง รู้สึกผ่อนคลายและ comfortable กับร่างกายของตัวเอง เสียงร้องกับ beat มันดึงให้เราอยากเคลื่อนไหวไปด้วย”
3. จรัล มโนเพ็ชร — รวมเพลงจรัล มโนเพ็ชร (2015)
“นทเป็นคนเชียงใหม่ โตมากับเพลงของจรัล มโนเพ็ชร เลยรู้สึกว่าเพลงของเขาคลาสสิก ไม่ว่าเพลงไหนก็ฟังแล้วกินใจ เนื้อเพลงเรียบง่าย บ้านๆ แต่ทำให้รู้สึก grounding เหมือนได้กลับบ้าน รู้สึกว่าชีวิตมันเรียบง่าย สบายๆ พาร์ทดนตรีก็ถูก compose มาอย่างดี ฟังได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมดอายุ ชอบที่มีเครื่องดนตรีพื้นเมืองภาคเหนือ ยิ่งทำให้เรารู้สึกอยาก connect กับส่วนนี้ของดนตรีมากขึ้น ตั้งแต่เด็กจนโต อัลบั้มนี้ไม่เคยทำให้เบื่อเลย ฟังทีไรก็ทำให้อารมณ์ดี ยิ้มได้ทุกครั้ง”
Keith Rankin (Giant Claw)
1. Lechuga Zafiro - Desde los oídos de un sapo (2024)
“นี่คือการผสมผสานที่งดงามระหว่างจังหวะอันหนักแน่นกับเสียงจากธรรมชาติที่ทั้งจริงแท้และสังเคราะห์ขึ้น”
2. Geinoh Yamashirogumi - Symphonic Suite Akira (1988)
“อัลบั้มก่อนและหลังซาวด์แทร็ก Akira ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันครับ แต่ตอนที่ผมเปิดฟังอัลบั้มนี้ดังๆ ครั้งแรก ผมรู้สึกตื่นตะลึงในพลังของมันมากๆ”
3. Kate Bush - Hounds of Love (1985)
“อัลบั้มที่ทั้งโด่งดังและสร้างแรงบันดาลใจอย่างมหาศาล ผมชอบที่ยิ่งฟังอัลบั้มนี้ ก็ยิ่งยากที่จะอธิบาย หรือให้คำจำกัดความมันได้ง่ายๆ ครับ”
Ginn (Faustus)
1. MOGA THE ¥5 — PEOPLE + 5 SONGS (1998)
“ก่อนหน้านั้นเราจะตอบสนองแค่กับสเกลเมเจอร์เท่านั้น จนได้เจอบทเพลงของวงนี้ที่ทำให้เราสัมผัสความงดงามของ dissonant chord เป็นครั้งแรก หลังจากนั้น เกณฑ์ “ดนตรีที่ดี” สำหรับเราก็เปลี่ยนไป ฝีมือเก่งหรือการฟังง่ายถูกลดความสำคัญลง สิ่งที่อยู่สูงสุดคือการเป็นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร dissonant chord ได้กลายเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดความโกรธ ความกระวนกระวาย และการฮึดสู้แทนเรา“
2. Tchavolo Schmitt — Seven Gypsy Nights (2007)
“เราได้รู้จัก Jazz manouche ที่ Tchavolo Schmitt เล่นในหนัง Swing ของผู้กำกับ Tony Gatlif ทำนองที่แฝงด้วยความเศร้าหมองที่บาดลึกหัวใจ พอได้สัมผัส Jazz manouche แล้วครอบงำเราไปทันที ฟังซ้ำๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเลือดเนื้อในเรา ไม่ว่าเพลงหรือท่อนที่เราสร้างขึ้นไป ก็ต้องมีกลิ่นอายนี้แฝงอยู่เสมอ”
3. The Mars Volta — Frances the Mute (2005)
“ทุกครั้งที่ฟังเราก็จะได้เห็นแง่มุมใหม่ๆ และเกิดแรงบันดาลใจใหม่ขึ้นมา พร้อมกันนั้นก็ทำให้ผมตระหนักถึงความเล็กของจินตนาการตัวเอง อัลบั้มตลอดกาลที่เต็มไปด้วยการสร้างสรรค์และความเจ็บปวดต่อเรา เหมือนคอยบอกเราว่ามีตัวตนที่ยังพร่องอยู่ในตัวเรา”
Beer/Kgreen
1. Nick Drake — Five Leaves Left (1969)
“Nick Drake ผู้มีชีวิตอันแสนสั้น แต่เขาคือ Genius ที่ทิ้งผลงานโฟล์กอันทรงคุณค่าให้กับโลกใบนี้ และคนฟังดนตรีโฟล์กควรได้ฟัง ได้ศึกษางานของเขา ซาวด์แบบเขาก่อนตายครับ“
2. José Gonzalez — In Our Nature (2007)
”ท่วงทำนองที่สวยงามจากเสียงกีตาร์คลาสสิคสายไนล่อนอันเป็นเอกลักษณ์ มีซุ่มเสียงแห่งบรรยากาศ และสำเนียงแห่งวัฒนธรรมให้ได้สัมผัสผ่านเสียงกีตาร์และเสียงร้อง สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่องานเดี่ยวของผมด้วย“
3. Napat Snidvongs — Fruit (2017)
”ในความเรียบง่ายนั้นมีความงดงาม ในการทดลองนั้นมีความน่าสนใจ ผมไม่เคยได้ยินเพลงไหนจากศิลปินไทย ที่นำเสียงร้องหลัก มาใส่เอฟเฟ็ค Reverse ทำให้งานชิ้นนี้มีความลงตัว ความสร้างสรรค์ที่น่าสนใจมากๆ“
jjamajame (FORD TRIO)
1. The Smile — Cutouts (2024)
“หนึ่งในลิสต์ของอัลบั้มใหม่ๆ ที่ฟังทั้งอัลบั้มเกิน 3 ครั้ง เลือกเพราะชอบวงที่มีความเป็นซูเปอร์กรุ๊ปอยู่แล้ว รู้สึกว่าการหาจุดลงตัวจากการรวมร่างกันของยอดมนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ซึ่งอัลบั้มนี้ลงตัวทุกอย่างในมุมมองผม ทุกคนได้โชว์ศักยภาพของตัวเอง และยังได้เห็นไอเดียมากมายที่ซัพพอร์ตกันอย่างกลมกลืน ที่สำคัญ เพลงก็ไม่ได้มะนุดต่างดาว มันเพราะมาก ทุกเพลง“
2. Paul McCartney — McCartney III Imagined (2021)
“อัลบั้มรวมฮิตศิลปิน rank 10/10 ที่ชอบทั้งหมดรวมไว้ที่เดียว นอกจาก vision ในการตีความเพลงของ Paul ที่ศิลปินทุกคนละเลงมาอย่างสะใจ อีกอย่างที่ชอบคือความไม่ยึดติดและความเป็นหัวก้าวหน้าของ Paul ที่กล้าเลือกศิลปินแต่ละคนมาร่วมงานด้วย บางเบอร์คือ สุด หรือเรียกได้ว่า สุดเบอร์”
3. Damien Rice — My Favourite Faded Fantasy (2014)
“นักร้อง-นักแต่งเพลงคนโปรดของลูกไก่หลงทาง ตอนนี้น่าจะชอบมากกว่าชุดคลาสสิคอย่าง “O” ด้วย รู้สึกว่าโปรดักชั่นที่เต็มขึ้นช่วยส่งเสริมให้เพลงมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าเดิม บวกกับเนื้อเพลงของ Damien มันมีแง่มุมของมนุษย์ที่สมจริง ซึ่งคือความไม่ perfect เต็มไปด้วยความผิดพลาด ต้องยอมรับและรอวันแก้ไข ซึ่งในวันที่เพลงส่วนใหญ่หนักไปทางความบันเทิง อัลบั้มนี้ยังคงแสดงให้ผมเห็นถึง function ของเสียงเพลงที่ไม่พ้นการเป็น ยาดี ที่คอยบรรเทาแผลจากชีวิตจริง หรือเป็นเพื่อนที่เข้าใจเราในบางมุมเสมอ”
Thalassa
1. David Bowie — Aladdin Sane (1973)
“ฉันชอบอัลบั้มนี้ตรงความกล้าที่จะออกจากกรอบของตัวเอง จำได้ว่าเขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าตัวเองไม่อยากถูกมองว่าเป็นแค่อีกวงอย่าง The Beatles หรือ Rolling Stones เพราะงั้นแทนที่จะทำแค่เพลงร็อกแอนด์โรล เขากลับเลือกใส่ทุกอย่างที่ตัวเองรักลงไป แล้วผสมมันออกมาเป็นเสียงของตัวเอง และมันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าดนตรีไม่มีขีดจำกัดจริงๆ”
2. Carpenters — Horizon (1975)
“จริงๆ ฉันก็ชอบทุกอัลบั้มของ Carpenters เลยนะ แต่ชุดนี้คือชอบที่สุด โดยเฉพาะเพลง ‘Desperado‘ ที่เป็นเพลงโปรดของฉันเลย ดนตรีของพวกเขาสวยงามมากอยู่แล้ว แต่เนื้อเพลงก็ยังมีความเป็นบทกวีสุดๆ มันทำให้ฉันอยากพัฒนาให้ตัวเองเขียนเพลงได้มีคุณภาพแบบนั้นบ้าง”
3. Radiohead — OK Computer (1997)
“ฉันรู้สึกว่าอัลบั้มนี้คือจุดเปลี่ยนของพวกเขา จากวงร็อกธรรมดาไปสู่การทดลองมากขึ้น ฉันชอบเพราะมันมีความรู้สึกที่เป็นส่วนตัวมาก เหมือนเราได้เชื่อมโยงกับทั้งวงเลย โดยเฉพาะเสียงของ Thom Yorke ที่ถ่ายทอดออกมาได้อารมณ์สุดๆ”
achi
1. James Blake, Lil Yachty — Bad Cameo (2024)
“ผมชอบทุกอย่างที่ James Blake ทำอยู่แล้ว แล้วพอเขามาร่วมงานกับ Lil Yachty ในอัลบั้ม Bad Cameo มันแบบ… บ้าไปแล้วอ่ะ วิธีที่เขาเล่นกับแนวเพลง หรือพลิกทำนองไปมา มันเหนือความคาดหมายตลอด ไม่มีใครทำซาวด์ที่กล้าและแปลกได้เท่าพวกเขาแล้วจริงๆ ครับ”
2. Fred again.. & Brian Eno — Secret Life (2023)
“อัลบั้มนี้คือเรื่องของบรรยากาศล้วนๆ Fred again.. กับ Brian Eno อยู่ด้วยกันเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็นอะไรที่ลอยๆ ลึกลับๆ ผมชอบเปิดฟังตอนดึกๆ มันมี texture ที่โอบรอบตัวเรา ทำให้เราหลุดไปจากความวุ่นวาย หรืออย่างน้อยก็รู้สึกสงบลงได้หน่อย”
3. BROCKHAMPTON – SATURATION III (2017)
“SATURATION III คือขุมพลังเอเนอจี้ล้วนๆ เลย ฟังแล้วก็รู้สึกได้ทันทีว่า BROCKHAMPTON สนุกสุดเหวี่ยงกับทุกเพลงจริงๆ แล้วแต่ละแทร็กก็เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ของวง ฟังแล้วผมก็อยากกลับไปลองทำอะไรใหม่ๆ กับงานของตัวเองตลอดเลยล่ะ”
neptember
1. Carpenters — A Song For You (1972)
“ตั้งแต่เด็กๆ นัทเองเป็นคนที่ได้รับอิทธิพลการฟังเพลงจากพ่อตัวเองค่อนข้างมาก ถ้าไม่นับ compilation อย่าง Gold - Greatest Hits ของพี่น้องคู่นี้ ก็น่าจะเป็นอัลบั้มนี้ที่รวมเพลงเพราะที่จำได้เยอะที่สุด เสียงร้อง วิธีการเรียบเรียง เครื่องดนตรี เมโลดี้ ไปจนเนื้อเพลงที่มันช่างง่ายและงดงาม ทำให้เป็นอัลบั้มที่จำได้และชอบที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ในใจ
เรื่องนึงที่เสียดายในตัวเองมาเสมอคือการที่เกิดช้าจนไม่มีโอกาสได้เห็นตอนศิลปินที่ตัวเองชอบอย่าง Karen Carpenters ยังมีชีวิตและร้องเพลงอยู่ แต่ในอีกทางก็เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจมาก ๆ เพราะพิสูจน์ให้เชื่อได้เสมอว่าเพลงจะยังอยู่เสมอ แม้ตัวเราไม่อยู่แล้ว ซึ่ง Carpenters เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจชิ้นใหญ่ที่ทำให้ตัวนัทเองเลือกที่จะทำเพลงในทุกวันนี้มากๆ”
2. Superbaker — Joy (2005)
“เริ่มโดนเส้นอัลบั้มนี้จากเนื้อเพลงกับเมโลดี้เพลง “Sensitive” ก่อนเพราะน่าจะเป็นเพลงแรกๆ ที่ทำให้รู้สึกว่า นี่มันเพลงที่เขียนมาให้ฉันนี่นา! 5555555 พอโตขึ้นมาหน่อยก็ค่อยๆ ไล่ไปฟังเพลงอื่นในอัลบั้ม จนได้เจอเพลงอื่นๆ ซึ่งชอบจนกลายเป็นอัลบั้มเพลงไทยที่น่าจะรักที่สุดในชีวิต
ชอบวิธีเขียนเพลงของพี่กอล์ฟมากๆ มันทั้งหวานทั้งขม แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันสามารถเชื่อมโยงกับตัวเองได้หมดเลย เห็นภาพชีวิตตัวเองเป็นฉากๆ ตามทุกคำในเนื้อเพลง และยิ่งโตมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งเข้าใจเรื่องเล่าได้มากขึ้น เป็นอัลบั้มที่มอบความสุขใจได้แบบชื่ออัลบั้มจริงๆ (ทุกวันนี้ยังหาซื้อซีดีอยู่เลยค่ะ ถ้ารู้ว่าหนูซื้อได้ที่ไหนบ้าง บอกได้เลยนะคะ 5555)”
3. Taylor Swift — folklore (2020)
“เป็นอัลบั้มเดียวของ Taylor Swift ที่รักและผูกพันที่สุด เรียกได้ว่ายึดถือชีวิตตัวเองไว้กับอัลบั้มนี้มา 5 ปีจนจวบ 6 ปีแล้ว โดยที่นั่งถามตัวเองทุกวันว่าจะเปลี่ยนไปรู้สึกแบบนี้กับอัลบั้มอื่นได้ตอนไหน น่าจะเพราะว่าอัลบั้มนี้ปล่อยมาตอนอกหักมากๆ ในวัยนั้นแล้วเนื้อเพลงดันมีหลายเรื่องที่เชื่อมต่อกันให้รู้สึกร่วมได้ดีมาก บ้างก็ฟังเอาเนื้อเพลงที่เขียนดี บ้างก็ฟังเอาสงบใจเพราะดนตรีไม่ได้หวือหวามากนักเลยเหมือนฟังแล้วได้ meditate ตัวเองไปด้วย
เรียกว่าเป็นอัลบั้มที่เอาไว้วัดใจตัวเองว่าช่วงนี้แย่แค่ไหน เพราะถ้าฟังแล้วร้องตามแล้วไม่ร้องไห้ ถือว่าโอเค แต่ถ้าช่วงไหนฟังแล้วร้องตามแล้วร้องไห้แปลว่าต้องหาทางออกให้กับตัวเองแล้ว 5555 แต่พอมามองในมุมที่ไม่ได้เอาตัวเองผูกกับอัลบั้ม ก็รู้สึกว่าเป็นวิธีเล่าเรื่องที่กลมดี ชีวิต การงาน ความรัก ผ่านวิธีเขียนที่ละเมียดมาก ฟังครั้งแรกๆ แทบจะต้องเปิดดิคชันนารี เหมือนได้ฟังเรื่องเล่าที่ intimate มากๆ จากศิลปินที่ดูไม่น่ามีวันได้พบได้เจอ แล้วดันกลายเป็นเพื่อนที่ดีมาครึ่งทศวรรษแล้วสำหรับเรา”
Moh (FORD TRIO)
1. mitsume — A Long Day (2016)
“หนึ่งในวงจากญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในยุค 2010s และตัวแทนเทสฝั่งญี่ปุ่นของผมครับ อัลบั้มนี้ผมซื้อแผ่นตอนเขามาเล่นที่ Pow! Fest #3 แล้วฟังซ้ำในรถบ่อยมาก ชอบทั้งในเรื่อง Arrangement แบบ Minimal แต่มีมิติในทุกเครื่อง ทุกแทร็กเหมือนอยู่ในจักรวาลเดียวกัน และ A Long Day น่าจะเป็น จุดพีคที่สุดของวงนี้ ที่ปัจจุบันพักวงกันไปแล้ว ฟังกี่ทีก็คิดถึงพลังงานทั้งของวงและของตัวเองในช่วงนั้น No Skips เลยครับ”
2. Everything Everything — Get to Heaven (2015)
“Minimal กับไปแล้วต้องมาฝั่ง Maximalism หน่อย เป็นวงจาก UK ในยุค 2010s ที่ผมมองว่า Underrated มาก เป็นอัลบั้มที่ฟังครั้งแรกแล้วรู้สึกถึงพลังงานความมันส์ที่พุ่งทะลุออกมาจากทุกแทร็ก มีความกล้าที่จะทดลองจังหวะและ Sound ต่างๆ Arrangement ที่น่าสนใจและไม่ซ้ำกันทั้งอัลบั้ม เป็นอัลบั้มที่ปลุกความ Creative ทางดนตรีของหมอตอนวันรุ่นได้ดีเลยครับ กลับไปฟังก็ยังล้ำอยู่เลย”
3. Red Hot Chili Peppers — Blood Sugar Sex Magik (1991)
“Tribute ให้แก่จุดเริ่มต้นการเล่นดนตรีของผม ผมว่าอัลบั้มนี้เป็นจุดบาลานซ์ระหว่างความเยาว์และความเก๋าของสมาชิกวงนี้ที่ดีที่สุดครับ ในแง่ของความเป็นอัลบั้มก็มีการไล่เรียงที่ดี นอกจากความบู้บ้าระห่ำแล้ว เป็นครั้งแรกที่วงนี้มีแทร็กนั่งซึมอย่าง ”Under the Bridge“ เป็นหมุดคอยเตือนผมเหมือนกันว่า จะทำดนตรีจริงจังยังไงก็อย่าลืมใส่ความจริงใจลงไปบ้าง แล้วก็เป็นอัลบั้มที่หมอตอนเด็กแกะไลน์เบสเป็นบ้าเป็นหลังเลยครับ”
Keta (NINEOKMAI)
1. My Chemical Romance — The Black Parade (2006)
“เติบโตและผ่านช่วงวัยเด็กอีโมมาพร้อมกับอัลบั้มนี้ครับ 5555”
2. Green Day — American Idiot (2004)
“เป็นอัลบั้มที่ติดมากช่วงยุคก่อนจะอีโม เป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่มีเนื้อเรื่อง ผมใช้อัลบั้มนี้ในการแกะกีตาร์ และเล่นได้แทบทุกเพลงเลย”
3. Radwimps — Radwimps 4: Okazu no Gohan (2006)
“เป็นอัลบั้มที่เริ่มทำให้เราเข้าวงการเพลงญี่ปุ่น ชอบทุกองค์ประกอบ มันมีความแปลกใหม่สำหรับเรา ณ เวลานั้น”
Sun (DOOR PLANT)
1. The Beatles — Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band (1967)
“เรียกได้ว่าเป็นอัลบั้มที่เปลี่ยนแนวคิดการทำเพลงของผมเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะการ Arrange ท่อนเพลงและซาวด์ต่างๆ เป็นอัลบั้มที่เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ของพวกเขา ใครจะไปคิดว่าครั้งนึงวงดนตรีที่ Popular ที่สุดวงนึงจะกล้าทำอะไรที่แตกต่างจากสิ่งที่พวกเขาเคยทำมาก่อน แล้วมันก็สุดยอดมากๆ”
2. Oasis — Definitely Maybe (1994)
“เป็นอัลบั้มที่ทำให้วงการเพลงของอังกฤษกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ความเรียบง่ายความซื่อตรงของซาวด์และเนื้อหา แสดงถึงจิตวิญญาณความซื่อสัตย์ของตนเอง มีใครที่ไหนที่ประกาศตนตั้งแต่เพลงแรกของอัลบั้มว่าเขาคือ Rock ‘n’ Roll Star นี่ก็เป็นความขบถในอีกรูปแบบนึง”
3. One Click Straight — One Click Straight (2023)
“ปกติแล้วเรามักจะโฟกัสเพลงจากตะวันตกซะส่วนใหญ่ หรือเพลงจากเอเชียก็อาจจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน หรือของไทยเราเอง แต่นี่คือวงดนตรีจากฟิลิปปินส์ ซึ่งเราจะไม่ค่อยได้นึกถึงกันมากนัก เป็นวงดนตรีจาก South East Asia อีกวงนึงที่มีสไตล์และคุณภาพเทียบเท่ากับฝั่งตะวันตก ถึงแม้ว่าพวกเขาจะใช้ภาษาถิ่นของตัวเอง แต่เราจะเข้าใจสิ่งที่พวกเขาสื่อผ่านเสียงเพลงได้อย่างเข้าถึง และสัมผัสได้ถึงตัวตนของพวกเขาอย่างแน่นอน”
Dews (The AA)
1. The Strokes — Is This It (2001)
“เป็นอัลบั้มเปิดโลกของเราเลย ทำให้รู้สึกอยากกลับมาเล่นดนตรีอีกครั้ง กล้าทำอะไรที่ไม่เคยทำ ทำให้มองเห็นอะไรหลายๆ อย่างในการใช้ชีวิต ถูกบ้าง ผิดบ้าง รู้ตัวอีกที Is This It อยู่กับเราทุกช่วงชีวิตเลย ถ้าจะให้จัด Rank อีกกี่ครั้ง Is This It ก็จะอยู่ top chart เราเสมอ”
2. The Libertines — Up The Bracket (2002)
“ชอบสำเนียงการเล่นของ The Libertines มาก ผลงานของเขาทำให้เรารู้สึกถึงความดิบของวัยรุ่น ด้วยทั้งเนื้อร้อง การเปรียบเปรย การร้องประสานของ Pete และ Carl ที่แม่งโคตรจะใช่ ซาวด์กีตาร์แตกๆ ที่โคตรจะธรรมดา ท่าทีของเบสที่สุขุม กลองที่ทำให้รู้สึก juke เหมือนกับเวลาเราเล่นเกม เรียกได้ว่า Libertines คือจุดเติมพลังวัยรุ่นของเราเลย”
3. Fontaines D.C. — Skinty Fia (2022)
“เป็นอัลบั้มที่ฟังแล้วรู้สึกว่า ”แม่งคิดได้ไงว่ะ?“ ด้วยความเก๋ของ riff กีตาร์ ที่ไม่ต้องเทคนิคอะไรมากมาย บวกกับซาวด์ที่หม่นๆ line bass ที่เล่นไม่กี่ Notes แต่กลับรู้สึกเต็ม การร้องของ Grian ที่วรรคโคตรเข้ากับดนตรี ให้อัลบั้มนี้เพราะความเก๋ของทุกอย่างเลยจริงๆ”
Jira
1. John Mayer — The Search for Everything (2017)
“อัลบั้มที่เหมาะกับทุกการเดินทาง Lift up อารมณ์ ฟังเเล้วอยากจะเต้นไปกับเพลงเลย จำได้ว่าฟังอัลบั้มครั้งนี้ครั้งเเรกตอนนั่งรถไปเที่ยวกับพ่อเเม่ เเล้วอัลบั้มนี้ออกพอดี ซึ่งออยเป็นคนที่ชอบฟังดนตรีที่ไม่ใช่เเค่เมโลดี้หรือเทคนิคการร้อง ซึ่งอัลบั้มนี้ทำออกมาได้ดีมากทุกเพลงเลย ตอนนั้นออยอยู่ ม.ปลาย เรียกได้ว่าการฟังเพลงก็อาจจะไม่ได้กว้างมาก พอได้ยินอัลบั้มนี้ออยเลยได้เเรงบันดาลใจ เเละได้พบว่าตัวเราชอบฟังเพลงเเละร้องเพลงสไตล์นี้เหมือนกันนะ”
2. Bruno Major — To Let A Good Thing Die (2020)
“อัลบั้มที่ปลอบโยนหัวใจ กลับมารักตัวเอง เเละยอมรับความเป็นไป ชอบเนื้อเพลงของอัลบั้มนี้ เเต่จริงๆก็ชอบผลงานของ Bruno Major มากๆอยู่เเล้ว เขาเป็นคนเขียนเนื้อได้เเบบสวยงาม เพราะ มีความหมาย เเละก็รู้สึกว่าเนื้อเพลงซื่อสัตย์กับคนฟังมากๆเลย เป็นอีกอัลบั้มที่ชื่นชอบ 10/10 ค่ะ”
3. Olivia Dean — The Art Of Loving (2025)
“อัลบั้มที่เหมือนเเสงแดดยามเช้า ยามบ่าย เเละยามเย็น เพิ่งออกมาหมาดๆเลย เเต่ให้ 10/10 ทั้งในเรื่องของเนื้อเพลง ความหมาย เเละดนตรี ทุกองค์ประกอบรวมกันเป็นอัลบั้มนี้ได้สมบูรณ์มากเลย ฟังเเล้ว Lift Up อารมณ์ หรือบางเพลงที่เศร้า ก็เศร้าได้เเบบสุดๆ รู้สึก Relate ได้กับหลายๆ เพลงในอัลบั้มนี้ค่ะ“
PAMI
1. Gracie Abrams — Good Riddance (2023)
“เป็นอัลบั้มที่เรากลับไปฟังตลอดเวลาเลยค่ะ เนื้อเพลงมันเรียลมาก แต่ก็ไม่เคยรู้สึกหนักเกินไป ทุกเพลงเหมือนมีเพื่อนคนนึงนั่งอยู่ตรงหน้า เล่าเรื่องของเขาให้ฟังแบบตัวต่อตัวเลย”
2. Billie Eilish — HIT ME HARD AND SOFT (2024)
“มันให้ความรู้สึกเหมือนนั่งรถไฟเหาะที่ลื่นไหลมากๆ แต่ก็คาดเดาท่อนดรอปแต่ละจุดไม่ได้เลยค่ะ ฮ่าๆ อัลบั้มนี้ทำให้เราอยากทดลองเล่นกับดนตรีหลายๆ แนวในอัลบั้มชุดเดียวด้วย“
3. Phoebe Bridgers — Punisher (2020)
”อัจฉริยะมากค่ะ การเขียนเพลงคือสุดจริง เป็นอัลบั้มที่เหมือนปลุกอะไรบางอย่างในตัวเรา ฟังตอนขับรถกลางคืนคือที่สุด…แบบ chef’s kiss เลยค่ะ”
Joy (The Octopuss*)
1. Red Hot Chili Peppers — Californication (1999)
“เป็นอัลบั้มแรกที่ทำให้รู้จัก Red Hot Chili Peppers วงที่ชอบที่สุด จะบอกว่าโตมากับอัลบั้มนี้ก็ว่าได้ เพราะยังจำภาพตัวเองในปี 1999 นั่งดูมิวสิควิดีโอทุกเพลงทางทีวีได้อยู่เลย ฟังทีไรก็เหมือนย้อนเวลาไปช่วงนั้น ชอบซาวด์อัลบั้มนี้ เพลงของพวกเขามีไม่กี่ชิ้น ไลน์เบส ไลน์กีตาร์ กลอง เล่นกันไปคนละทาง แต่พอเอามารวมกันแล้วสนุก โจ๊ะ เพลงออกแนวกวนตีน ชวนเต้น ชวนกระโดดด้วย”
2. Jamiroquai — Emergency on Planet Earth (1993)
“รู้จัก Jamiroquai ครั้งแรก ตอนเพลงประกอบหนัง Godzilla แต่มีช่วงนึงที่ไปร้านป้าโดเรมี เลยซื้อแผ่นมาทดลองฟัง หลังจากนั้นชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกเลย อัลบั้มนี้เหมือนเปิดประตูสู่โลกแห่ง funk, acid jazz และทำให้เราไปตามฟังแนวอื่นๆ เช่น disco อัลบั้มนี้ดีทุกเพลง แทบไม่ต้องกด skip สัก track ทุกเพลงมีเอกลักษณ์ มีทั้งฟังแล้วโยกไปกับไลน์เบส หรือฟินๆ ลอยๆ กับเสียงคีย์บอร์ดและเครื่องเป่าที่ทำให้อากาศดูมีสีสัน”
3. New Radicals — May Be You‘ve Been Brainwashed Too (1998)
“อัลบั้มเพลง pop ที่ดีที่สุดตลอดกาล จะบอกว่า Gregg Alexander เป็นอัจฉริยะก็ได้ แต่เสียดาย ที่วงนี้มีอัลบั้มเดียวแล้วเขาไม่ได้ทำต่อ ทุกเพลงเป็น time machine ชวนให้นึกถึงซาวด์ยุค 90s เป็นเพลง pop ที่ให้ความรู้สึก positive และ cheer up ชวนยิ้ม ตลอด ฟังได้ทั้งอัลบั้มโดยไม่ต้องกดข้ามเลย”
Oat (DOOR PLANT)
1. The Paper Kites — On the Corner Where You Live (2018)
“อัลบั้มนี้คืออัลบั้มอันดับ 1 ของผมตลอดกาล เรียกได้ว่าเป็นผลงานที่เปลี่ยนทั้งวิธีคิดและวิธีเล่นกีตาร์ของผมไปเลย มันทำให้ผมค้นพบสไตล์การทำเพลงของตัวเอง รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองชอบอะไร และเข้าใจว่าเพลงที่เพราะไม่จำเป็นต้องเล่นยากเสมอไป บางครั้ง ความง่ายที่จัดวาง ถูกที่ถูกเวลา ต่างหากที่ทำให้เพลงเข้าถึงคนฟังได้มากที่สุด”
2. beabadoobee — This Is How Tomorrow Moves (2024)
“อัลบั้มนี้โดดเด่นเรื่องคุณภาพงานโปรดักชั่น และเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่มีความเป็น “ไอคอนิค” ของยุคนี้อย่างแท้จริง มันพูดถึงการเติบโต การค้นหาตัวเอง และการลองเสียงดนตรีใหม่ๆ ผมได้แรงบันดาลใจจากอัลบั้มนี้เยอะมาก ทั้งไอเดียการทำเพลงและแนวทางซาวด์กีตาร์ ทำให้มุมมองการสร้างเพลงของผมกว้างขึ้นมากจริงๆ”
3. Blink-182 — Take Off Your Pants and Jacket (2001)
“อัลบั้มนี้ทำให้ผมอยากปรับตัวเองในหลายเรื่อง มันสะท้อนความรู้สึกแบบ “ขบถต่อชีวิต” เบื่อสิ่งเดิม ๆ เบื่อกติกาของโลกที่เราไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น แต่ท้ายที่สุดมันก็ทำให้ผมรู้ว่า ต่อให้รู้สึกแบบไหน เราก็ต้องอยู่กับโลกใบนี้ให้ได้ ต้องปรับตัว และค่อยๆ เติบโตขึ้นไปพร้อมกับมัน ความรู้สึกที่ได้จากอัลบั้มนี้คือความจริงของการโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทั้งงง เหนื่อย แต่ก็จำเป็นต้องเดินต่อไป”
Micky (imhavingabadday.)
1. ROLE MODEL — Kansas Anymore (The Longest Goodbye) (2025)
“อีกหนึ่งอัลบั้มที่ชอบฟังมากๆ สำหรับปีนี้ มีครบทั้ง Pop-Modern-Country ในบั้มเดียวเลยจริงๆ เป็นบั้มที่ผมฟังหมดทุกเพลงจริงๆ โดยไม่ต้องพยายามเลย ชิลๆ ไปเรื่อยๆ มาก เราชอบความหมายและวิธีการสื่อสารของเพลงมากๆ มีความเป็นทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ใน concept เดียวกัน เหมือนจะมั่นใจนะ แต่ไม่ได้มั่นใจ
โดยเฉพาะ “The Longest Goodbye” ให้ Vibe อกหักแบบปล่อยวางแต่ก็ไม่ได้ปล่อย เราอาจจะชอบเพลงความวกวนอยู่ในเพลงเดียวด้วยแหละ55 ”Look At That Woman“ ดีมากก! แต่ชอบสุดๆคือ “So Far Gone” น่าจะเป็นเพลงที่ผมชอบฟังก่อนนอน อยากแนะนำให้ลองฟังหลายๆเพลงครับ เหมาะกับชายหนุ่ม softboy สุดๆ”
2. Bleachers — Bleachers (2024)
“อัลบั้มที่ฟังแล้ว “Produce อะไรกันเนี่ย” เพลงแปลกมากๆ ตามสไตล์ Jack เลย สำหรับวงตัวเอง ช่วงนี้ใช้ Bleachers เป็น Inspire หลักในการคิดและ Produce เพลงเลย แนะนำ “Call Me After Midnight”, “Modern Girl” ให้ความ Cinematic สุดๆ เหมือนออกจากหนัง 70s - 80s มาก ดนตรีและจังหวะที่แปลกแหวกแนวสุดๆ “Self Respect” คืออีกเพลงที่แปลก แต่ฟังแล้วมีพลังเฉย สำหรับคนที่อยากไอเดียทำเพลง ผมว่าบั้มนี้มีครบเลยครับ”
3. The 1975 — Notes on a Conditional Form (2020)
“อัลบั้มสุด Nostalgic ย้อนวันวานอันหอมหวานของตัวเองมากๆ เพราะช่วงที่ทำอัลบั้มแรกกับวง บั้มนี้คือ Inspire หลักมากๆ ในการทำเพลงเลย เรียกได้ว่าโตมากับบั้มนี้เลยดีกว่ามั้ง วีธีการร้อง produce และ sound design ต่างๆ
จำได้ว่าแอบไปฟัง leak อัลบั้ม รอพรีเมียร์ MV “If You’re Too Shy (Let Me Know)” ตอนเที่ยงคืน จากแฟนคลับ 1975 บั้มนี้ไม่ได้ดีที่สุด แต่ประทับใจที่สุด และ deep dive กับมันมากที่สุดแล้ว ป้ายยา “Me & You Together Song”, “People”, “Tonight (I Wish I Was Your Boy)” หวังว่าคุณจะเอ็นจอยกับการเข้าสู่โหมด Nostalgia นะครับ”
Bo (TOFU)
1. Radiohead — A Moon Shaped Pool (2016)
“เป็นอัลบั้ม Radiohead ที่ผมชอบที่สุด ผมได้ฟังครั้งแรกตอน ม.4 แล้วรู้สึกว่าเปิดโลกมาก ทั้งเรื่อง orchestration และโครงสร้างเพลงที่ไม่ยึดสูตรสำเร็จ พาร์ท electronic ก็ถูกลดบทบาทลง เหลือเป็นแค่ texture อย่าง ambient / noise / reverse ที่ช่วยสร้างบรรยากาศมากกว่าเป็นจุดขายหลัก”
2. Silica Gel — POWER ANDRE 99 (2023)
“อัลบั้มนี้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญของผมเลยครับ ถึงแต่ละเพลงอารมณ์จะต่างกัน ผมชอบการทำ transition ระหว่างเพลงที่ต่อกันได้ดีมาก และความดิบของกีตาร์ การใช้ Sound Design ทำให้ผมทึ่ง แถมมีตั้ง 18 เพลงแหนะ ไปดูสดมาแล้ว 2 ครั้ง เลยหยิบแนวคิดนี้มาใช้กับการเรียงแทร็กในอัลบั้มของตัวเองดู”
3. Beach Fossils — Bunny (2023)
“เพื่อนๆ ชอบแซวว่าถ้าอยากรู้จักผม ให้ลองฟัง Beach Fossils ซึ่งก็จริงนะครับ 5555
อัลบั้ม Bunny สะท้อนตัวตนและแนวคิดการ Arrange ผมได้ชัดมาก ผมชอบเพลงป๊อป แต่เป็นป๊อปที่เลือกใช้ sound หรือ material ที่เวียร์ด ไม่เดินตามสูตรสำเร็จ ซึ่งอัลบั้มนี้ตอบโจทย์ตรงนั้นพอดี”
Q (MAKARA)
1. Cream — Royal Albert Hall London May 2-3-5-6, 2005 (2005)
“สามชิ้นสดๆ เก๋าๆ ไม่ขาดไม่เกิน”
2. The Kills — Midnight Boom (2008)
“ซาวด์กลองโคตรเท่ กีตาร์คือไอดอลของผมเลย ผมขโมยไอเดียจากเขามาเยอะ”
3. Billie Eilish — When We All Fall Asleep, Where Do We Go? (2019)
“น้อยแต่มาก ซาวด์มิกซ์แบบในฝัน เป็นมาตรฐานที่อยากทำให้ได้กับอัลบั้มของตัวเองสักครั้ง”
Saradan Brez (Beltigs)
1. The Oppressed — Oi! Oi! Music (1984)
“ผมได้ฟังอัลบั้มนี้ครั้งแรกประมาณปี 1999 ตอนนั้นยังเรียนอยู่ระดับมัธยมต้น จากการอัดเทปคาสเซ็ตต่อมาจากเพื่อนคนหนึ่ง ซาวด์สตรีตพังก์ที่ดุดันและเนื้อเพลงที่ทรงพลังได้ทิ้งร่องรอยไว้กับผมอย่างมาก และมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมตัวตนของผมในเวลานั้น”
2. Riverside — One (1992)
“ตอนที่ผมเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย ผมได้รู้จักเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ Cepy ซึ่งคลั่งไคล้อินดี้ป๊อปมาก และหลงใหลวง Riverside เป็นพิเศษ ในปี 2006 วงของเขายังเคยคัฟเวอร์เพลงของ Riverside ด้วยซ้ำ หลายปีต่อมา เมื่อผมตั้งวงอินดี้ป๊อปของตัวเองอย่าง Beltigs ผมมักจะกลับไปฟัง One อยู่เสมอ อัลบั้มนี้กลายเป็นหมุดอ้างอิงสำคัญ และเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจหลักของซาวด์ในงานของ Beltigs เลย”
3. Another Sunny Day — London Weekend (1992)
“เพลงแรกที่ผมได้ฟังจากอัลบั้มนี้คือ “Anorak City“ เพื่อนสนิทสองคนของผม Diki และ Teguh เป็นคนแนะนำ Another Sunny Day และแชร์อัลบั้มนี้ให้ฟัง มันกลายเป็นเพลย์ลิสต์ประจำในช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยของผมไปโดยปริยายเลย ความซื่อสัตย์ หม่นเศร้า และเรียบง่ายของซาวด์อินดี้ป๊อป / แจงเกิ้ลป๊อปในอัลบั้มนี้ทำให้มันกลายเป็นงานโปรดส่วนตัว โดยเฉพาะในช่วงที่ความรักของผมกำลังพังทลาย อัลบั้มนี้สอนให้ผมรู้ว่าความเปราะบางสามารถสร้างพลังในดนตรีได้มากแค่ไหน”
Miho (Moon In June)
1. Supercar — Futurama (2000)
“อัลบั้มที่เลือกเล่าเรื่องผ่านการจัดวางเสียงและช่องว่าง มากกว่าการปะทะอารมณ์ตรงๆ แม้จะมีซาวด์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามา แต่ความไม่เนี้ยบ ความเป็นมนุษย์ และลมหายใจของวงยังชัดเจนอยู่เสมอ Futurama เป็นเหมือนบทตั้งต้นที่ค่อยๆ ชี้ทิศทางให้ดนตรีอินดี้และอัลเทอร์เนทีฟญี่ปุ่นหลังปี 2000 โดยไม่ต้องส่งเสียงดังเลย”
2. DIIV — Oshin (2012)
“ริฟฟ์กีตาร์ชุ่มรีเวิร์บที่ไหลวนซ้ำไปมาเหมือนคลื่น เสียงร้องไม่ได้ทำหน้าที่เล่าเรื่อง แต่กลายเป็นอีกชั้นของซาวด์ที่หลอมรวมอยู่ในนั้นทั้งหมด Oshin ให้ความรู้สึกเคลิบเคลิ้ม สวยงาม แต่แห้งและว่างเปล่าในเวลาเดียวกัน และที่สำคัญคือมันไม่เคยพาเรากลับไปยืนอยู่ที่จุดเดิมซ้ำสอง”
3. Lucid Express — Lucid Express (2021)
“ซาวด์นุ่มๆ พร่าเลือน และอารมณ์ที่ลอยค้างอยู่ในอากาศ ทำให้อัลบั้มนี้ไม่จมอยู่กับความคิดถึงอดีตแบบหนักหน่วง แต่เลือกถ่ายทอดระยะห่างชื้นๆ ของฮ่องกงในยามค่ำคืนอย่างเงียบงัน มากกว่าจะนิยามตัวเองด้วยแนวเพลง Lucid Express สร้างโลกและบรรยากาศของตัวเองขึ้นมาให้เราเดินเข้าไปอยู่อย่างน่าอัศจรรย์”
Neng (FIBK)
1. Arctic Monkeys — Favourite Worst Nightmare (2007)
“ผมไม่ถึงกับจะบอกว่าเป็นท็อปไฟว์อะไรขนาดนั้นนะ แต่มันเหมือนเป็นงานบุกเบิกบางอย่างที่ผมอยากให้มันอยู่กับผมนานๆ เกินครึ่งชีวิตไปเลย และแค่นั้นมันก็มีความหมายมากพอแล้ว”
2. Queens of the Stone Age — Villains (2017)
“นี่คืออัลบั้ม QOTSA ที่ผมรักที่สุดตลอดกาล (รวมถึงยุค Kyuss ด้วย) มันเดาทางไม่ถูก มีความละเอียดอ่อน และผมก็ไม่เคยกดข้ามสักแทร็กในอัลบั้มที่ชิ้นเยี่ยมชุดนี้เลย”
3. Psychedelic Porn Crumpets — High Visceral, Pt. 1 (2016)
“ความครีเอทีฟ พลังงานล้นๆ แล้วก็ความสดใส มันครบหมดแล้ว สำหรับผม ไม่มีอะไรจะขอมากไปกว่านี้ในฐานะแบบอย่างของวงดนตรีแล้วครับ”
T (Jinta)
1. Sigur Rós — Valtari (2012)
“อันนี้ชอบมาก อัลบั้มครูเลย เราชอบเสียงเสียดสี เสียงลม เท็กเจอร์พวกนี้ทำให้รู้สึกมนุษย์ และซับซ้อน ความนิ่งเงียบ ยิ่งทำให้อารมณ์รุนแรง อัลบั้มนี้เลยตอบโจทย์ได้งดงาม”
2. Ryuichi Sakamoto, Jaques Morelenbaum & Judy Kang — THREE (2012)
“เป็นอัลบั้มที่เปิดฟังช่วงอยู่ ปี 1 เกือบทุกคืนก่อนนอน เป็นอัลบั้มครูที่ทำให้รู้ว่า ความถูกที่ถูกเวลาของเสียง มันเป็นแบบนี้นี่เอง”
3. Hiatus Kaiyote — Mood Valiant (2021)
“ส่วนใหญ่วงที่เราชอบ จะเน้นพวกงาน emotional วงนี้ก็เหมือนกัน แต่ความรุนแรง สีสัน ของอัลบั้มนี้ เหมาะกับอายุ และวัยของเราตอนนี้มาก เลยฟังบ่อยเป็นพิเศษในช่วงนี้”
Man Wisarut
1. Marvin Gaye — I Want You (1976)
“เตรียมเรือคุณไว้ให้พร้อม เพราะคุณกำลังจะล่องลอยไปในมหาสมุทรแห่งอารมณ์มนุษย์ที่โคตรลึกซึ้ง แถมดีกรีความเข้มข้นยังสูงปรี๊ด”
2. Quincy Jones — The Dude (1981)
“ถ้า James Bond คือความเท่ในโลกภาพยนตร์ The Dude ก็คือความเท่ในโลกดนตรีนั่นแหละ... ดูแพง ฉลาด มีเสน่ห์ แต่ก็ร้ายกาจจนเอาเรื่อง”
3. Michael Jackson — Off the Wall (1979)
“Michael + Quincy = รางวัล Grammy... จบนะ!”
Joe (LAAN)
1. Arcade Fire — Funeral (2004)
“ ‘ค่ำคืนที่เหน็บหนาวและมืดสนิท กองไฟลุกโชนขึ้นส่องสว่างไปทั่ว... แล้วผู้คนก็มารวมตัวกัน เต้นรำและร้องเพลง เสมือนว่าวันพรุ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น’ เป็นความรู้สึกเดียวกันกับสิ่งที่ผมอยากให้คนฟังรู้สึกกับอัลบั้มใหม่ของลาน”
2. Big Red Machine — Big Red Machine (2018)
 
“ ’ความงาม ไร้รูปแบบ’ ทั้ง Justin Vernon (Bon Iver) และ Aaron Dessner (The National) ไม่ได้พูดไว้... และผมก็ไม่ได้คิดเอง จำเขามาอีกทีนึง”
3. Fred again.. — Actual Life 3 (January 1 – September 9 2022) (2022)
“ ‘ปาร์ตี้จบลงเเล้ว แต่บางสิ่งยังก้องดังในใจ…‘ เพลงเต้นรำทำไมจะสอดแทรกปรัชญาที่ลึกซึ้งไม่ได้”
Walm
1. Built to Spill — There’s Nothing Wrong with Love (1994)
“ทุกเพลงในอัลบั้มนี้มันขยี้ใจจนความทรงจำเก่าๆ พุ่งพล่านไปหมดเลยครับ ซาวด์ดนตรีมันเหมือนกับการเอาความเจ็บปวดมาชนกับความสุขจนกลายเป็นเนื้อเดียว มันทำให้ผมรู้สึกว่า... อ๋อ เหตุผลที่ผมทำดนตรีอยู่ทุกวันนี้ มันซ่อนอยู่ในอัลบั้มนี้เองนั่นแหละ”
2. Brian Blade & The Fellowship Band — Landmarks (2014)
“ท่วงทำนองที่นุ่มนวลสุดใจ กับการเดินคอร์ดที่ตื่นเต้นเร้าใจ สองอย่างนี้มันอยู่ด้วยกันได้อย่างสมดุลแบบไร้ที่ติเลยครับ ฟังแล้วรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ หรือลึกไปกว่านั้นคือเหมือนฟังเสียงของสิ่งมีชีวิต เหมือนเสียงของโลกใบนี้ มันทำให้ใจผมสงบมาก ถ้าอัลบั้มของ Built to Spill คือตัวตนของผมในอดีต อัลบั้มนี้แหละคือซาวด์ที่ผมอยากจะทำออกมาให้ได้ในอนาคตครับ”
3. Hiroshi Yoshimura — Music for Nine Post Cards (1982)
“การวางเสียงของเขา ผมขอเรียกว่าเป็นการ ’หยิบวาง‘ อย่างประณีต มากกว่าแค่การเล่นดนตรีธรรมดาๆ นะ ฟังแล้วนึกถึงภาพสวนหินญี่ปุ่นที่เงียบสงบ ผมมักจะหยิบอัลบั้มนี้มาฟังเสมอ เวลาที่ในหัวหรือในใจเริ่มจะวุ่นวายจนเสียงดังเกินไปครับ”
Yvette Young (Covet)
1. Mew — No More Stories Are Told Today... (2009)
“จริงๆ สำหรับฉันนะ อัลบั้มนี้ รวมถึง Frengers และ Glass Handed Kites คือผลงานศิลปะดาวล้านดวงที่ลืมไม่ลงเลยล่ะ แต่ที่จิ้มเลือกชุดนี้มา เพราะมันมีเพลงโปรดตลอดกาลอย่าง ’Introducing Palace Players’ อยู่ด้วย! เพลงนี้มีท่อนอินโทรกับซาวด์กีตาร์ที่เท่ที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาเลย
วง Mew ทำเพลงแนวร็อก อินดี้ ป๊อป (หรือจะเรียกว่าอะไรก็เถอะ) ได้มีความซับซ้อนของคอร์ดที่น่าสนใจมาก ไม่มีใครเสียงเหมือนพวกเขาเลยจริงๆ Mew ทำทุกอย่างที่ฉันโหยหาจากดนตรี... ทั้งพาเราออกเดินทาง และทำให้เรารู้สึกด่ำดิ่งไปกับมัน เหมือนได้หนีออกจากโลกความจริงผ่านเสียงเพลงเลยล่ะ ฉันรู้สึกว่าอัลบั้มของพวกเขามันเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ แต่อัลบั้มนี้คือรวมเพลงเด็ดไว้เพียบ! มันทั้งติดหู สนุก กล้าเสี่ยง และที่สำคัญคือฉันกดข้ามไม่ได้เลยแม้แต่เพลงเดียว”
2. Town Portal — Chronopoly (2012)
“ขอบอกเลยว่า ‘เด็ดทุกเพลง!‘ ทั้งการเปลี่ยนคอร์ดและจังหวะรับส่งกันระหว่างเบสกับกลองมันจี้จุดในสมองฉันมาก อัลบั้มล่าสุดเขาก็เจ๋งนะ แต่ชุดนี้คือชุดแรกที่ทำให้ฉันรู้จัก Town Portal มันเลยมีคุณค่าทางใจเป็นพิเศษ อัลบั้มนี้ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับการแต่งเพลงขึ้นมาเลย ทุกคนในวงรู้ใจกันไปหมด ว่าใครควรจะพูดอะไรออกมาในจังหวะไหน และต้องใส่มาแค่ไหนถึงจะพอดีเป๊ะ”
3. DIIV — Deceiver (2019)
“นี่คืออัลบั้มที่กระชากอารมณ์ฉันมากตั้งแต่แทร็กแรกยันแทร็กสุดท้าย มีทั้งความสวยงาม ความตึงเครียด และความดิบสลับกันไป ทุกเพลงให้ความรู้สึกที่แตกต่างและไม่มีคำว่าจำเจเลย โดยเฉพาะเพลง ‘Like Before You Were Born‘ จะเป็นโมเมนต์ที่ฉันประทับใจที่สุดในการค้นพบเพลงดีๆ เลยล่ะ”
แถมให้อีกนิด (Honorable Mention):
Jesu — Conqueror (2007)
“อัลบั้มนี้ฟังแล้วให้ความรู้สึกถวิลหาอดีตมากๆ มันพาฉันเดินทางไปสู่ความรู้สึกที่ตัวเบาหวิว เหมือนกับว่าไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องกังวลอีกต่อไป”
Name (JPBS)
1. Ryuichi Sakamoto — CHASM (2004)
“สำหรับผมอัลบั้มของ Ryuichi Sakamoto เกือบทุกอัลบั้มได้ 10/10 ครับ แต่ที่เลือกอันนี้มาเพราะเป็นอัลบั้มที่ทำให้ผมได้ “ตื่นรู้” ถึงขีดจำกัดในการสร้างดนตรีทั้งในแง่การออกแบบเสียงและการเรียบเรียง อัลบั้มนี้ประกอบไปด้วยส่วนประกอบจากดนตรีเกือบทุกแนวที่ผมรู้จักในขณะนั้นผสมผสานเข้าด้วยกันจนทำให้เส้นแบ่งที่เราเคยรู้จักอาจไม่จำเป็นต้องมีอยู่อีกต่อไป”
2. Radiohead — The King of Limbs (2011)
“อัลบั้มที่ผมฟังครั้งแรกไม่ได้รู้สึกอะไรและไม่เข้าใจว่าทางศิลปินต้องการทำอะไร แต่พอฟังรอบที่สองขึ้นไปประกอบกับได้อ่านเบื้องหลังและแนวคิดก็ทำให้รู้ว่าเสียงที่เราได้ยินมันไม่ใช่อย่างไรเราเข้าใจในตอนแรก ที่เลือกอัลบั้มนี้เพราะความพิเศษของเพลงในอัลบั้มที่สามารถตั้งใจและไม่ตั้งใจฟังก็ได้ ซึ่งจะได้ความรู้สึกและการรับรู้คนละแบบโดยสิ้นเชิง”
3. คนนท์ ชาญคลีเช่ — นิสิต (2020)
“มหากาพย์ที่อธิบาย Coming of age ของวัยรุ่นส่วนน้อยในสังคมได้สมจริงมากๆ และยังมีการออกแบบเสียงที่เข้ากับเนื้อหาแต่ยังมีความดิบและสุดโต่งทำให้รู้สึกตื่นเต้นและอยากติดตามฟังต่อไปเรื่อยๆ ผมชอบมากที่อัลบั้มนี้เป็น concept album ที่แข็งแรงและเล่าปัญหาใหญ่ที่ผู้คนในสังคมเจอแต่กลับโดนบอกให้ทำเป็นเรื่องเล็ก”
X (Soft Pine)
1. Sault — 11 (2022)
“ในอัลบั้มใหม่ๆ ที่ยกให้สิบคะแนนเต็ม นึกถึงอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มแรกเลย เป็นอัลบั้มที่ส่วนผสมทุกอย่างถูกย่อยมาอย่างพอดี ไม่ต้องมีอะไรมาก แบบว่าแค่นี้ก็พอแล้ว พอดีมากๆ แล้วก็ชอบซาวด์ของการ recording ที่ฟังแล้วรู้สึกเป็นธรรมชาติ ฟังสบาย เหมือนถูกพาไปนั่งอยู่ในห้องเดียวกันกับวง”
2. Lou Reed — Transformer (1972)
“เป็นอัลบั้มที่รู้สึกว่า Timeless มาก ผ่านมาหลายสิบปีแล้วแต่ฟังกี่ครั้งก็ยังรู้สึกว่ามีความ fresh อย่างน่าประหลาด เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องหวือหวามาก มีความดิบที่พอดี ใช้ความเรียบง่ายเป็นความเท่ ทำให้อัลบั้มนี้มีคาแรคเตอร์ที่เป็นธรรมชาติ ฟังแล้วรู้สึกว่าเพลงมีชีวิตจริงๆ”
3. Fishmans — 宇宙 日本 世田谷 [Uchu Nippon Setagaya] (1997)
“เวลาฟังอัลบั้มนี้ทุกครั้งจะรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในฝัน ทุกส่วนผสมของอัลบั้มนี้ไหลไปอย่างสมูธ ใจเย็น จนเหมือนกำลังอยู่ในบรรยากาศที่ของเพลงจริงๆ บรรยากาศของความเหงา อบอุ่นและสงบ รวมกับการเรียบเรียงที่ใจเย็นมากๆ ไม่เร่งรีบ ค่อยๆ พาเราไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง สวยงาม ไม่รู้จะอธิบายยังไง ลองฟังดู”
Sago (SAGOSAID)
1. Guided by Voices — Bee Thousand (1994)
“เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองเริ่มหลงลืมจิตวิญญาณของดนตรีสาย Lo-fi ไป ฉันก็จะหยิบอัลบั้มนี้ขึ้นมาฟังทุกที สำหรับฉัน อัลบั้มนี้มันเหมือนกับกล่องใบเล็กๆ ที่ข้างในอัดแน่นไปด้วยอัญมณีเม็ดงามเต็มไปหมดเลยล่ะ”
2. Yves Tumor — Heaven To A Tortured Mind (2020)
“มันมีความพิลึกกึกกือ มีความร็อกสตาร์ สวยงาม แล้วก็กระชากอารมณ์สุดๆ อัลบั้มนี้มีทั้งความเท่แบบคูลๆ แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความเร่าร้อนที่แผดเผา ซึ่งไอ้ความย้อนแย้งแบบนี้นี่แหละที่ดึงดูดฉันให้ติดหนึบอยู่กับมัน”
3. ART-SCHOOL — Requiem for Innocence (2002)
“นี่คืออัลบั้มที่เข้มข้น พลุ่งพล่าน และงดงามเหลือเกิน ฉันรักวิธีการร้องของเขามาก ตั้งแต่แทร็กแรกไปจนถึงแทร็กสุดท้าย ทุกอย่างมันผ่านไปไวอย่างกับโกหก บางทีความรู้สึกที่เรียกว่าการปลดปล่อย มันก็น่าจะเป็นฟีลแบบนี้แหละ”
Por (Chucky Factory Land)
1. Kendrick Lamar — DAMN. (2017)
“อัลบั้มที่โดดเด่นในเรื่องของ Storytelling และความสะท้อนของอารมณ์ความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง แต่ยังทำดนตรีที่ป๊อปพอที่จะเข้าถึงหัวใจของผู้คนได้ การันตีด้วยรางวัล Pulitzer Prize ครับ บั้มนี้มีเนื้อเรื่อง 2 แบบ ถ้าฟังบนลงล่างจะได้สตอรี่แบบนึง แต่ถ้าล่างขึ้นบน จะได้สตอรี่เป็นอีกแบบนึง สุดตีนครับ”
2. Sampha — Lahai (2023)
“เราชอบเสียงร้องของ Sampha มาก เป็นเสียงที่มีเอกลักษณ์สุดๆ ในบั้มนี้พาร์ทดนตรีก็ทำออกมาได้จั๊กจี้หัวใจ ฟังแล้วรู้สึกกระยุกกระยิกอยู่ตลอดเวลา ถือว่าเป็นอัลบั้มที่ฟังง่าย เรียงเพลงออกมาได้เจ๋งมาก ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโดน hypnotized รู้ตัวอีกทีจบบั้มแล้วครับ”
3. Smino — Luv 4 Rent (2022)
“แร็ปเปอร์ที่เจ๋งทั้ง เสียงร้อง โฟลว ไรห์ม และคำ บั้มนี้ได้โปรดิวเซอร์สุดล้ำอย่าง Monte Booker มาเป็นโปรดิวเซอร์หลัก คอมโบของสองคนนี้เลยทำให้อัลบั้มนี้ออกมาโดดเด่นและแตกต่างมากๆ เป็นอัลบั้มแรกที่ทำให้เราได้รู้จัก Smino และประทับใจเข้าทันที แร็ปของ Smino มีทั้งเมโลดี้ที่แปลกประหลาด มี sense of humor เฉพาะตัว รวมๆ แล้วลงตัวโคตรๆ เลยครับ ฟังละอารมณ์ดี บางบาร์นี้ฟังแล้วขำออกมาเลย 555555”
drug bug
1. The Beatles — Revolver (1966)
“เป็นอัลบั้มที่ผมตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบถอนตัวไม่ขึ้นจริงๆ ครับ ในอัลบั้มนี้มันอัดแน่นไปด้วยไอเดียการทำเพลงที่มหัศจรรย์มาก ทุกอย่างมันช่างติดหูและน่าจดจำไปหมด เพลงโปรดในใจผมยกให้ “For No One”, “Your Bird Can Sing” และ “Here, There and Everywhere” ครับ”
2. Yes — Close to the Edge (1972)
“จะมีคำไหนมานิยามอัลบั้มนี้ได้ดีไปกว่าคำว่า ‘มาสเตอร์พีซ‘ อีกล่ะ? ปกติคนชอบมองว่า Prog Rock มันต้องเน้นโชว์ของ โชว์เทคนิคยากๆ ใช่ไหมครับ แต่สำหรับผม เสน่ห์ที่แท้จริงของแนวนี้คือ ‘มวลอารมณ์’ ที่มันส่งออกมาได้มหาศาลต่างหาก Close to the Edge คืออัลบั้มที่ทำให้ผมเข้าถึงทุกความรู้สึก แถมยังให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก ต้องขอบคุณป๋าๆ ทั้ง Jon, Steve, Bill, Chris และ Rick จริงๆ ที่สร้างสิ่งนี้ขึ้นมา”
3. Black Country, New Road — Ants from Up There (2022)
“นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มสุดเจ๋งที่ตอนแรกผมต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับมันสักพักเลยล่ะ แต่พอเข้าถึงปุ๊บ... บอกเลยว่า Isaac และวง BCNR เขารู้ทางว่าจะทำยังไงให้ผมเกือบเสียน้ำตาได้ตลอด เป็นอะไรที่ฟังแล้วยังทึ่งไม่หาย การเรียบเรียงดนตรีของพวกเขามันน่าเหลือเชื่อมาก
ทุกคนรู้จังหวะว่าตอนไหนควรเข้า ตอนไหนควรผ่อนเพื่อให้เพื่อนคนอื่นได้ฉายแสงบ้าง โดยเฉพาะแทร็กปิดท้ายอย่าง “Basketball Shoes” นี่คือหนึ่งในเพลงโปรดตลอดกาลของผมเลย ท่อนไคลแมกซ์ที่ Isaac ปลดปล่อยอารมณ์ออกมาทั้งหมด มันทำให้ใจผมสั่นรัวได้ทุกครั้งที่ฟังจริงๆ”
Singha (LAAN)
1. James Blake — Friends That Break Your Heart (2021)
“ยกให้เป็นที่ 1 ในใจเลย อัมบั้มนี้เน้น electronic beats ที่ฟังดูง่าย แต่แฝงไปด้วยความเท่ในการเปลี่ยนท่อนที่ใครได้ฟังครั้งแรกจะแล้วเซอร์ไพรส์ อีกอย่างคือมีเสียง sequencer ที่เข้าออกระหว่างเพลงแบบลงตัว แต่จุดเด่นเลยคือร้องแต่เพลง เอาเสียงร้องของแต่ละคนมาเป็นบรรยากาศของแต่ละเพลงยิบยับไปหมด และถึงท่อนที่ต้องร้องจริงจังก็ประสานเสียงกันออกมาได้อย่างโหดเหี้ยม ฟังเเล้วเพราะมาก”
2. DARKSIDE — Spiral (2021)
“นี่คือแปลกมาก ผมไม่รู้จักวงนี้ด้วยซ้ำแต่ก็ยังฟังบ่อยๆ ได้เรื่อยๆ อัลบั้มนี้มีองค์ประกอบเพลงที่น่าสนใจ เหมือนกับการเอาเครื่องดนตรี organic ที่คุ้นเคยมากๆ มาเรียงกันเป็นจังหวะของเพลง ฟังครั้งแรกรู้สึกเหมือนกำลังเข้าพิธีบูชาอะไรซักอย่าง ที่ชอบเลยคือมีเสียงกระดิ่งหรือกระพรวนข้อเท้า เคาะตามจังหวะของเพลง ให้เหมือนว่าเราเต้นรำในพิธีไปกับเพลง อันนี้คิดไปเองหรือเปล่าไม่รู้5555 บอกเลยว่าต้องลองฟัง มันยำรวมความแปลกและความคุ้นเคยไว้หมดแล้ว แต่ก็มีเพลงที่ฟังง่ายอยู่เช่นกันอยากให้ลองฟัง”
3. Tom Misch & Yussef Dayes — What Kinda Music (2020)
“อันนี้คู่หูของคนรักความ groove แบบผมเลย เวลาฟังแล้วให้ฟีลแบบว่ากำลังฟังเล่นสดอยู่ตลอดฟังซ้ำได้เรื่อยๆ mood เพลงรวมๆ คือดีมาก เจอเพลงช้า เพลงร้องใน list นี้ก็เพราะมาก การเล่น instrument ของแต่ละคนทำให้รู้สึกว่าดนตรีสนุกมาก เนี่ยแหละใครชอบฟังสดแนะนำ”
Cameron Picton (My New Band Believe)
1. Bert Jansch & John Renbourn — Bert And John (1966)
“[งานชุดนี้แหละครับ] ที่เปิดโลกให้ผมเห็นว่า กีตาร์โปร่งตัวเดียวมันไปได้ไกลและทำอะไรได้มากกว่าที่คิดเยอะเลย”
2. Charli xcx — Pop 2 (2017)
“[นี่คือ] อัลบั้มป๊อปที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 เท่าที่มีมาเลยครับ”
 
3. Charles Mingus — Let My Children Hear Music (1972)
”[มันเป็นวัตถุดิบที่] สำคัญกับผมมาก ในช่วงที่กำลังปลุกปั้นโปรเจกต์ My New Band Believe ขึ้นมา”
Korn (Salad)
1. Rocket Juice & The Moon — Rocket Juice & The Moon (2012)
“ส่วนตัวแล้วชอบการเล่นกลองของ Tony Allen มากๆ มันทำให้มุมมองในการเล่นกลองของตัวเองต่างออกไปจากเดิมมากพอสมควร เอาจริงๆ ก็เลือกยากมากสำหรับอัลบั้มที่ Tony Allen มีส่วนร่วมด้วยเพราะมันเยอะมากๆ เลยขอเลือกอัลบั้มนี้ที่มีความ Afrobeats ด้วยอยู่แล้วผสมกับความ Psychedelic เข้าไปด้วย และที่สำคัญอัลบั้มนี้ก็มี Damon Albarn กับ Flea ร่วมรังสรรค์ความเมามันส์นี้ด้วยเช่นกัน อยากแนะนำใครที่ชื่นชอบและสนในจังหวะ Afrobeats ลองฟังอัลบั้มนี้กันดู”
2. Atoms For Peace — AMOK (2013)
“เป็นอัลบั้ม Electronic ของ Thom Yorke ที่มีส่วนผสมของ sound design ที่หลากหลายมากๆ กลับมาฟังเมื่อไหร่ก็รู้สึกน่าตื่นเต้นและเติมเต็มความรู้สึกทุกครั้ง แค่รายละเอียดพาร์ทดนตรีในแต่ละเพลงก็ฟังเพลินมากๆ จังหวะในเพลงก็ช่วยขับเคลื่อนให้ได้น่าติดตามว่าจากท่อนนี้เล่าเรื่องแบบนี้เสร็จแล้วท่อนต่อไปจะเล่าเรื่องแบบไหนต่อจนจบ และแน่นอนที่สุดคือเสียงร้องของ Thom Yorke มันสวยงามมากๆ”
3. Them Crooked Vultures — Them Crooked Vultures (2009)
”นี่คือหนึ่งในอัลบั้ม Rock ที่ผมชอบมากๆ อัลบั้มนึง มันให้ความครบเครื่องในสิ่งที่ดนตรีแนวนี้มีทั้งหมด ไม่มีการประนีประนอมในเรื่องของจังหวะจาก Dave Grohl บวกกับไลน์เบสที่เหนียวหนึบจาก John Paul Jones และเสียงร้องของ Josh Homme ก็ลงตัวมากๆ ใครชอบความบู๊ๆ มันส์ๆ ก็อยากให้ได้ลองฟังกันดูครับ”
Viking (Soft Pine)
1. Stereolab — Dots and Loops (1997)
“เป็นอัลบั้มที่เปิดฟังได้ทุกเมื่อ ฟังซ้ำไปแทบนับไม่ถ้วนครับ ไม่เหมือนใครและไม่มีใครทำเหมือนได้ รู้สึกส่วนผสมทุกอย่างมันลงตัวมากๆ การเลือกใช้เสียงต่างๆ การวางโครงสร้างเพลง เสียงร้องของ Laetitia ที่สะกดเราสุดๆ ครับ”
2. Kraftwerk — Computer World (1981)
“คงไม่ต้องอธิบายเยอะ ที่สุดของความ timeless ทุกองค์ประกอบเป็นงานคราฟท์ที่สร้างอิทธิพลมาจนถึงยุคปัจจุบัน ไม่เคยเก่า มีแต่เก๋า”
3. infinite bisous — Period (2019)
“สุดยอดของความกลมกล่อม น้อยแต่มาก ละมุน เพลิดเพลิน ฟังกี่ครั้งก็ไม่เบื่อครับ เป็นอัลบั้มที่ทำให้เราสนใจในเสียงกลอง drum machine มากๆ”
โฆษณา