เมื่อวาน เวลา 08:28 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 45 จักรพรรดิมานูเอลที่ 2: ปราชญ์ผู้สูงส่งอัจฉริยะทางการทูตผู้คุมเกมต่ออายุไบแซนไทน์

🟥 ในช่วงยุคแห่งความแตกแยกของออตโตมัน มีเกร็ดที่น่าสนใจอยากเอามานำเสนอให้ผู้อ่านได้รับรู้เพื่อเพิ่มความอรรถรสในการติดตามมากขึ้น ในขณะที่เหล่าเจ้าชายต่างฆ่าฟันเพื่อสิทธิ์ในการขึ้นเป็นสุลต่านกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
🟥 กลับมีผู้ที่เฝ้าดูเหตุการณ์และคอยชักใยสถานการณ์ทั้งหมดอยู่เบื้องหลังและเขาก็ได้ประโยชน์สูงสุดในเกมอำนาจนี้เสียด้วย จักรพรรดิมานูเอลที่ 2 พาลาโอโลกอส ของจักรวรรดิที่ล่มสลายแห่งไบน์แซนไทน์ คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเกมอำนาจนี้อีกทอดหนึ่ง
1
🟥 ในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 จักรวรรดิไบแซนไทน์ (โรมันตะวันออก) ที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีสภาพไม่ต่างจาก "คนป่วยหนักที่รอวันตาย" ดินแดนหดหายเหลือเพียงกรุงคอนสแตนติโนเปิล, คาบสมุทรเพโลพอนนีส และเกาะอีกไม่กี่แห่ง ถูกล้อมกรอบโดยจักรวรรดิออตโตมันของสุลต่านบาเยซิดที่ 1 อย่างสมบูรณ์
🟥แต่ในยามวิกฤตที่สุด จักรพรรดิมานูเอลที่ 2 พระองค์สร้างบุคลิกให้ตัวเองเป็นคือ จักรพรรดินักปราชญ์ นักเขียน และนักการทูตระดับปรมาจารย์ เส้นทางของพระองค์ที่ต้องฝ่าฟันตลอดชีวิตไม่ใช่ด้วยดาบหรือกองทัพ แต่เป็นทักษะการอ่านเกมขั้นเทพและลงมือในเวลาที่เหมาะสม
.
🐎1. จากองค์ประกัน สู่การเอาตัวรอดจาก "อัสนีบาต" (1391-1399)
🟪 ก่อนขึ้นครองราชย์ มานูเอลในฐานะเจ้าชายได้แสดงความเด็ดเดี่ยวในการต่อต้านการเป็นประเทศราชของออตโตมัน พระองค์แยกตัวไปปกครองเมือง เทสซาโลนิกา (Thessalonica) เมืองใหญ่อันดับสอง และพยายามปลุกระดมให้ประชาชนสู้ตาย
🟪 แม้ท้ายที่สุดเมืองจะถูกออตโตมันล้อมจนต้านไม่ไหวเนื่องจากพันธมิตรตะวันตกไม่ยอมส่งช่วย แต่มานูเอลกลับ "อ่านเกมออก" ว่าถ้าพระองค์ดื้อแพ่งอยู่จนเมืองแตก ประชาชนจะถูกฆ่าล้างเมือง และพระองค์จะถูกจับเป็นเชลยที่ไร้ค่า จึงยอมสวามิภักดิ์และเจรจากับสุลต่านบายาซิดที่ 1 ด้วยพระองค์เองเพื่อรักษาชาวเมืองไว้
🟪 พระองค์ถูกส่งไปเป็น "องค์ประกัน" อยู่ในค่ายทหารของสุลต่านบาเยซิดที่ 1 ต้องทนกลืนเลือดควบม้าร่วมรบกับออตโตมันเพื่อตีเมืองของชาวคริสต์ด้วยกันเอง แต่ในช่วงจังหวะที่ชีวิตที่ผลิกผันหระองค์ก็ตัดสินใจ เดินเกมส์อีกครั้ง
🟪 เมื่อจักรพรรดิองค์ก่อนสวรรคตมานูเอลรู้ว่าบาเยซิดจะตั้งหุ่นเชิดขึ้นแทน พระองค์จึงแอบหลบหนีออกจากค่ายทหารออตโตมันในยามวิกาล กลับเข้ากรุงคอนสแตนติโนเปิลและสวมมงกุฎได้สำเร็จการชิงลงมืออย่างรวดเร็วนี้ทำให้สุลต่านบายาซิดตกเป็นฝ่ายตามเกม (Reactive) ทำได้เพียงยอมรับสถานะจักรพรรดิของพระองค์อย่างเจ็บใจ
มานูเอลหลบหนีออกจากค่ายทหารออตโตมันในยามวิกาล
🟪 บาเยซิดโกรธจัดและสั่งปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลยาวนานถึง 8 ปี (1394-1402) มานูเอลไม่มีกำลังพลจะไปรบสู้ พระองค์จึงใช้ยุทธวิธี "ตั้งรับเหนียวแน่น" อาศัยกำแพงเมืองที่แข็งแกร่ง และแอบลักลอบนำเข้าเสบียงทางเรือเพื่อยื้อเวลาให้นานที่สุด
.
🌍 2. กลยุทธการเปลี่ยนความอัปยศเป็น " Soft Power " การทัวร์ยุโรปของจักรพรรดิ (1399-1403)
🟩เมื่อรู้ว่ารบเองไม่ชนะ มานูเอลตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีจักรพรรดิไบแซนไทน์องค์ใดเคยทำมาก่อน นั่นคือการจัดทัพทูตเดินทางข้ามทวีปไปขอความช่วยเหลือจากยุโรปตะวันตกด้วยพระองค์เอง!
มานูเอลเดินทางข้ามทวีปไปขอความช่วยเหลือจากยุโรป
🟩พระองค์เดินทางไปเยือนเมืองฟลอเรนซ์, เวนิส, ปารีส และลอนดอน (ทรงเป็นจักรพรรดิไบแซนไทน์เพียงพระองค์เดียวที่เคยเหยียบแผ่นดินอังกฤษ และได้พบกับกษัตริย์เฮนรีที่ 4)
🟩 พระองค์ทรงทราบดีว่าชาวยุโรปตะวันตกมองชาวกรีกไบแซนไทน์ด้วยความระแวงเรื่องนิกายศาสนา (คาทอลิก vs ออร์โธดอกซ์) พระองค์จึงไม่แต่งกายซอมซ่อไปขอความเห็นใจ แต่ทรงจัดขบวนเสด็จอย่างสง่างาม พระองค์ไม่ได้ไปในฐานะขอทาน แต่ไปในฐานะ "กษัตริย์นักปราชญ์ผู้สูงศักดิ์แห่งโลกคริสเตียนที่กำลังถูกรังแก" พระองค์นำของล้ำค่าทางศาสนา (Relics) ไปมอบให้กษัตริย์ยุโรป
การมอบของล้ำค่าทางศาสนา (Relics) ให้กษัตริย์ประเทสต่างๆในยุโรป
🟩ผลลัพธ์: ษัตริย์และขุนนางในฝรั่งเศสและอังกฤษพากัน "เห่อ" และยกย่องพระองค์ราวกับเป็น ปราชญ์ผู้รอบรู้และเป็นที่รัก แม้จะไม่ได้กองทัพขนาดใหญ่กลับมา (เพราะยุโรปกำลังวุ่นวายกับสงครามร้อยปี) แต่พระองค์ได้รับเงินทุนช่วยเหลือมหาศาล และทำให้ปัญหาของไบแซนไทน์กลายเป็นวาระระดับนานาชาติ
♟️ 3. ปรมาจารย์ทางการทูต: ปั่นหัวออตโตมันในยุคแตกแยก (1402-1413)
🟧 โชคเข้าข้างมานูเอลเมื่อติมูร์เลงจับตัวบาเยซิดไปในศึกอังการา (1402) และออตโตมันเข้าสู่ "ยุคสงครามกลางเมือง 11 ปี" แทนที่มานูเอลจะอยู่นิ่งๆ พระองค์กลับกระโดดลงไปเล่นเกมการเมืองเพื่อตักตวงผลประโยชน์สูงสุด
🟧 นี่คือเหตุการณ์ที่แสดงความเหนือชั้นในการ "ดีล" ทางการเมืองที่ส่งผลยาวนานที่สุด หลังจากออตโตมันแพ้สงครามที่อังการาและเกิดศึกสายเลือด พระองค์จับมือกับ เจ้าชายสุลัยมาน (ผู้คุมฝั่งยุโรป) โดยบีบให้สุลัยมานคืนเมืองเธสซาโลนิกา (Thessalonica) คืนแคว้นมาซิโดเนียบางส่วน และ "ยกเลิกการจ่ายเครื่องบรรณาการ" ทั้งหมด ทำให้สถานะรัฐบรรณาการถูกยกเลิก แลกกับการที่ไบแซนไทน์จะสนับสนุนสุไลมานเป็นพันธมิตร
🟧 จนเมื่อ เจ้าชายมูซา (น้องชายจอมโหด) โค่นสุไลมานได้และหันมาปิดล้อมคอนสแตนติโนเปิล มานูเอลก็พลิกไพ่ใบใหม่ทันที พระองค์ส่งสาส์นไปจับมือกับ เจ้าชายเมห์เหม็ด ที่อยู่ฝั่งเอเชียเพื่อยกทัพมาจัดการมูซา มานูเอลใจเด็ดถึงขั้นเปิดประตูเมืองต้อนรับกองทัพของเมห์เมด ให้ที่พักพิง และสนับสนุนเสบียงอาหารอย่างเต็มที่ และ ส่ง "กองเรือไบแซนไทน์" ไปรับกองทัพออตโตมันของเมห์เหม็ดข้ามช่องแคบมาตีมูซาที่ฝั่งยุโรป จนเมห์เหม็ดชนะในยุทธการชามูร์ลู (1413)
การสนับสนุนเรือข้ามฝากให้สุลต่านเมเหม็ด
🕊️ 4. ยุคทองแห่งสันติภาพ: บิดาบุญธรรมของสุลต่าน (1413-1421)
🟨การลงทุนของมานูเอลผลิดอกออกผลอย่างงดงามที่สุด เมื่อเจ้าชายเมห์เหม็ดก้าวขึ้นเป็น สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 1 พระองค์ซาบซึ้งในบุญคุณของจักรพรรดิมานูเอลมาก
🟨 หลังจากเมห์เมดที่ 1 ชนะศึกและขึ้นเป็นสุลต่านแต่เพียงผู้เดียวใน ค.ศ. 1413 พระองค์ทรงรักษาสัจจะที่เคยให้ไว้กับมานูเอลที่ 2 อย่างเคร่งครัด
มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่า เมห์เมดที่ 1 ทรงเรียกจักรพรรดิมานูเอลที่ 2 ว่า "บิดาของข้าพเจ้า" (My Father) ด้วยความเคารพในความอาวุโสและสติปัญญา
🟨 เมห์เมดเคยกล่าววาจาสิทธิ์ไว้ว่า: "ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าจะไม่ทำลายความเป็นพันธมิตรนี้ และจะปฏิบัติต่อจักรพรรดิราวกับพระองค์เป็นบิดา"
ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมานูเอลกับเมเหม็ด ทำให้เกิดสันติภาพอยู่ช่วงหนึ่ง
🟨 เรื่่องนี้ถือเป็น ผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากเรื่องใจ ๆ ของลูกผู้ชายแล้ว มันคือเกมการเมืองที่ผลประโยชน์ลงล็อกพอดี
▪️ ฝั่งเมห์เมดที่ 1: จักรวรรดิออตโตมันเพิ่งผ่านสงครามกลางเมืองมานานกว่า 10 ปี สภาพบ้านเมืองบอบช้ำสะบักสะบอม พระองค์ต้องการ "เวลา" ในการปฏิรูปและปราบกบฏภายในอานาโตเลีย การมีไบแซนไทน์เป็นมิตรที่ชายแดนตะวันตก ทำให้พระองค์ไม่ต้องกังวลศึกสองด้าน
▪️ ฝั่งมานูเอลที่ 2: ได้ดินแดนคืน ได้สิทธิ์ทางการค้า และที่สำคัญคือได้ "เวลาหายใจ" ให้กรุงคอนสแตนติโนเปิล
บทสรุป: ชัยชนะของปรมาจารย์ จอมปราชญ์
🟧 จักรพรรดิมานูเอลที่ 2 ไม่ใช่นักรบที่ยิ่งใหญ่แบบสเตฟาน ดูชานแห่งเซอร์เบียร์ยุคก่อนหน้าแต่พระองค์คือ "สุดยอดนักบริหารวิกฤต" (สไตล์เดียวกับเมเหม็ดที่1) พระองค์รู้ดีว่าไบแซนไทน์อ่อนแอเกินกว่าจะชนะด้วยกำลังทหาร จึงใช้การทูตการสร้างสมดุลอำนาจ และการฉวยโอกาสจากความแตกแยกของศัตรูอย่างชาญฉลาด ทำให้สถานะพระองค์ไม่ใช่ตัวหมากในกระดาน ♟️ แต่ผู้คุมเกมอีกคนหนึ่ง
จักรพรรดิมานูเอลที่ 2 ในช่วงบั้นปลายลมหายใจช่วงสุดท้ายของจักรวรรดิไบแซนไทน์
🟧 ตลอดรัชสมัยของสุลต่านเมห์เมดที่ 1 (จนถึง ค.ศ. 1421) ความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์จึงเต็มไปด้วยความเกรงใจและสันติภาพอย่างแท้จริง
แม้ในบั้นปลาย พระโอรสของพระองค์ (จอห์นที่ 😎 จะใจร้อนไปปลุกปั่นออตโตมันจนนำภัยกลับมาสู่เมืองอีกครั้ง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หากไม่มีอัจฉริยภาพทางการทูตและการมองการณ์ไกลของมานูเอลที่ 2 จักรวรรดิไบแซนไทน์ก็คงหายไปจากประวัติศาสตร์โลกก่อนที่เมเม็ดผู้พิชิตจะเกิด 50 ปี

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา