3 มิ.ย. เวลา 09:04 • ความคิดเห็น

อธิบายให้เพื่อนวิศวะฟังเรื่องการภาวนา

เมื่อสองเดือนที่แล้ว ผมได้ร่วมโต๊ะอาหารกับเพื่อนๆ ประมาณ 6 คน ซึ่งเต็มไปด้วยคนทำงานเก่งๆ รวมถึงมีชาวต่างชาติด้วย
เพื่อนคนหนึ่งเพิ่งกลับมาจากการฝึกวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของอาจารย์โกเอ็นก้า จึงมีการถามไถ่ว่าต้องทำอะไรบ้าง ไปแล้วได้อะไรกลับมา (ซึ่งคนส่วนใหญ่บนโต๊ะไม่เคยไป และไม่คิดจะไปฝึกอะไรแนวนี้ด้วยซ้ำ)
แต่อาจเพราะต้องอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เลยยังไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนนัก เพื่อนอีกคนที่เคยฝึกกรรมฐานมาอย่างเข้มข้นเลยพยายามช่วยอธิบายเป็นภาษาอังกฤษว่า เราฝึกกรรมฐานเพื่อจะได้เข้าใจถึงวงจรของปฏิจจสมุปบาท ที่อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ
แต่ก็ปรากฏว่า technical ไปหน่อย คนบนโต๊ะยังไม่เข้าใจ เขาก็เลยอธิบายเพิ่มว่า เพราะ "Suffering is built-in to your life, we meditate to understand the nature of suffering, so we can be free from it."
เพื่อนอีกคนที่ไม่เคยฝึกกรรมฐานจึงถามขึ้นมาว่า แล้วทำไมต้องโฟกัสไปที่ความทุกข์ด้วย ทำไมไม่ตั้งต้นจากความสุข - Why do you focus on suffering? Why not focus on happiness?
ถึงจุดนี้ ผมเลยผสมโรงลองอธิบายด้วยภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่นดูบ้าง
"แทนที่จะมองว่า "ทุกขัง" คือ suffering อยากให้มองว่า "ทุกขัง" คือสภาพของ "tension" หรือความเค้นที่มีอยู่ในทุกสิ่งในจักรวาล เหมือนกฎข้อหนึ่งใน Thermodynamics ที่บอกว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะต้องเสื่อมสลายไป"
1
"Entropy ใช่มั้ย?" เพื่อนอีกคนบนโต๊ะพูดขึ้นมา
"ใช่ๆ" ผมตอบ "และเราภาวนาก็เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกัน เวลาเกิดเรื่องดีๆ เราจะไม่ยึดติด เวลาเกิดเรื่องร้ายเราก็จะไม่ผลักไสไล่ส่ง"
1
จากนั้นบทสนทนาก็หักเหไปที่เรื่องอื่น แต่ผมก็รู้สึกว่าน่าจะดีถ้าได้เขียนถึงเรื่องนี้ โดยใช้ภาษา "เด็กวิดวะ" เผื่อว่ามันจะถูกจริตคนที่ชอบอะไรเป็นเหตุเป็นผล ไม่นิยมเรื่องราวปาฏิหาริย์ ไม่เรียกร้องความเลื่อมใสศรัทธา แต่เชื้อเชิญให้มาลองพิสูจน์
พระพุทธเจ้าก็เคยเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ใช้ความเพียรอย่างยิ่งจึงพบสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" ซึ่งก็คือความจริงของ "ธรรมชาติ" แล้วก็ช่วยเขียนแผนที่ให้เราอย่างละเอียดลออ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะอ่านแผนที่แล้วออกเดินทางหรือไม่
ผมขอทำนาย (และมุ่งหวัง) ว่าเพื่อนวิศวะบางคนที่อยู่บนโต๊ะกินข้าวในวันนั้นจะกลับมาอ่านบทความนี้อีกครั้งในอนาคต หลังจากได้พิชิตภูเขาไปครบทุกลูกแล้วและพบว่ามันอาจยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดครับ
-----
##ภาวนาคืออะไร
คำว่า "ภาวนา" ไม่ใช่การสวดวิงวอนขอ แต่คือการ "ทำให้เจริญขึ้น" (make progress) ส่วนคนอื่นๆ อาจจะเรียกว่า "การปฏิบัติ"
2
อาจารย์ท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า การภาวนาหรือการปฏิบัตินั้นมีสองสเต็ป สเต็ปแรกคือทำให้ถูก สเต็ปที่สองคือทำให้พอ
แล้วการภาวนามีหลักการอย่างไร?
ถ้าให้อ้างอิงคำสอนของหลวงปู่ปาโมชฺโช การภาวนาคือการ
"มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง"
สังเกตว่าไม่ได้มีตรงไหนบอกว่าจะต้องนั่งหลับตาขัดสมาธิ เพราะการภาวนาเกิดได้ในทุกอิริยาบถตราบเท่าที่เรามีสติและไม่ลืมกายลืมใจของตัวเอง
แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เราต้อง Start with Why ก่อน - เราจะภาวนาไปทำไม?
สำหรับผม เราภาวนาเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดี
-----
##ชีวิตที่ดีประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?
การงานที่ทำแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวาและมีคุณค่า
การเงินที่มั่นคง เพราะเราอยู่ในโลกทุนนิยม
ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ toxic
สุขภาพที่แข็งแรงทั้งกายใจ
ข้อสุดท้ายเรื่องสุขภาพ ช่วงนี้เทรนด์เรื่องออกกำลังกายกำลังมาแรง ทั้งวิ่ง ทั้งเต้นแอโรบิค ทั้งเตรียมไป Hyrox และอะไรอีกมากเพื่อจะได้มี healthspan ที่ยืนยาว
แต่เราอาจไม่ได้ใส่ใจเรื่องสุขภาพใจมากนัก เพราะถ้ามีงานดี เงินดี ความสัมพันธ์ดี ใจเราก็ดีไป 90% แล้ว และยิ่งถ้าเคยผ่านความยากลำบากมามากพอ ความทุกข์ก็จะทำอะไรเราไม่ค่อยได้
ใช่ครับ อะไรที่เราเคยผ่านมาได้หลายครั้ง เราจะกลัวมันน้อยลง
1
แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยผ่านในชีวิตนี้ คือความตายของตัวเอง
และเหมือนที่ในหนังสือ Four Thousand Weeks กล่าวไว้ว่า ที่พวกเราทั้งหลายชอบทำตัวเองให้ยุ่งเข้าไว้ มุ่งหวังจะประสบความสำเร็จต่างๆ นานา ก็เพราะเราไม่อยากสบตากับความจริงที่ว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องจากโลกนี้ไป
-----
##แล้วการภาวนาช่วยอะไรในประเด็นนี้?
ตามคำของครูบาอาจารย์ การภาวนาจะทำให้เราเห็นความจริงของชีวิต ว่าทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว ทุกอย่างไม่อาจคงทนอยู่ได้ และทุกอย่างไม่อาจยึดเอาไว้ได้เลย
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งฝรั่งคนหนึ่งเคยแปลไว้เป็น 3P:
Nothing is Permanent.
Nothing is Perfect.
Nothing is Personal.
อีกคำหนึ่งที่ Haruki Murakami นักเขียนชื่อดังกล่าวไว้ และสอดคล้องกับการภาวนามากก็คือ "Pain is inevitable. Suffering is optional."
ทุกข์กายนั้นเลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกข์ใจนั้นเราเลือกได้
ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราคุ้นชินมาตลอดว่าทุกข์กายเมื่อไหร่ก็ทุกข์ใจเมื่อนั้น
ผมเคยเข้าคอร์สวิปัสสนาตามแนวทางของอาจารย์โกเอ็นก้ามาสองหน เพื่อจะจับจุดได้ว่า เวทนา (อ่านว่า เว ทะ นา แปลว่า ความรู้สึก (sensation)) ทางกาย กับ กับจิตใจนั้นเป็นคนละส่วนกัน
โดยจิตใต้สำนึกแล้ว เราถูกฝึกมาว่าถ้าเจอเวทนาทางกายที่เป็นสุข เราก็อยากรักษามันเอาไว้ให้นานๆ และอยากแสวงหามันอีก แต่ถ้าเจอเวทนาทางกายที่เป็นทุกข์ เราก็อยากให้มันหมดไปเร็วๆ หรือหลีกเลี่ยงมันให้ได้มากที่สุด
แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าสุขแค่ไหนมันก็จะหมดไปรวดเร็วกว่าที่เราหวัง และเราจะหนีความเจ็บปวดทางกายไม่พ้น ยิ่งอายุมากขึ้น เราจะยิ่งรู้ซึ้งและเข้าถึงความจริงข้อนี้
เมื่อเราสามารถเป็นกลางกับเวทนาที่เราชอบ และเป็นกลางกับเวทนาที่เราไม่ชอบได้ เราก็จะเป็นนายเหนือความรู้สึกเหล่านั้น
ในเมื่อเราใช้พลังอย่างมากมายไปกับการมีอิสรภาพทางการเงิน เราก็ควรจะแบ่งปันพลังบางส่วนเพื่อสร้างอิสรภาพทางใจด้วยเช่นกัน
การดูเวทนานั้นเป็นหนึ่งในเส้นทางของ "สติปัฏฐาน 4" อีกสามเส้นทางคือการดูกาย ดูจิต และดูธรรม เปรียบเหมือนทางขึ้นภูเขาที่มีสี่เส้นทาง ไม่ว่าจะขึ้นทางไหนก็ถึงยอดเขาได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับจริตนิสัยของแต่ละคน ตัวผมเองเคยดูเวทนาแล้วไม่สามารถยืนระยะได้ และพบว่าถนัดดูกายมากกว่า
-----
##ว่าด้วยเรื่องการเวียนว่าย
นอกจากการภาวนาเพื่อจะได้สร้างภูมิคุ้มกันกับความทุกข์ที่เราจะได้ประสบตอนแก่-เจ็บ-ตาย แล้ว ก็ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่อาจจะอิงความเชื่อมากหน่อย แต่ถ้าผมไม่เขียนถึงก็คงไม่แฟร์กับผู้อ่าน
นั่นคือ หากเรามีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงในวินาทีที่เราจะจากโลกนี้ไป เรามีแนวโน้มที่จะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี หรือที่ว่า "ไปสู่สุคติ"
ซึ่งก็คือการได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นอะไรที่สูงกว่านั้นเช่นเทวดา เป็นรูปพรหม หรือเป็นอรูปพรหม (พรหมที่ไม่มีร่าง)
ส่วน "ทุคติภูมิ" คือภูมิที่อยู่ต่ำกว่าโลกมนุษย์อันได้แก่นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน
คำอธิบายเรื่องนรก-สวรรค์ที่ผมชอบก็คือ ไม่ได้มีผู้ใดตัดสินว่าเราจะไปเกิดในภพภูมิไหน สิ่งเดียวที่ตัดสินก็คือ "คุณภาพของจิตใจ" ตอนนั้นว่าเป็นแบบไหน ก็ย่อมไปสู่ภพภูมิที่เหมาะกับสภาพของจิตแบบนั้น เช่นจิตที่สว่างและเบาสบายก็จะไปสู่สุคติภูมิ จิตที่มืด-หนัก-บิดเบี้ยว ก็จะไปสู่ทุคติภูมิ เหมือนน้ำกับน้ำมันที่จะแยกกันอยู่คนละชั้น
เราไม่อาจรู้ได้ว่านรก-สวรรค์มีอยู่จริงหรือไม่ แต่เรารู้ว่าภพภูมิมนุษย์กับภพภูมิสัตว์เดรัจฉานนั้นมีอยู่จริงแน่ๆ และพวกเราส่วนใหญ่ก็น่าจะอยากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มากกว่าจะเกิดเป็นหมูหมากาไก่
คำถามก็คือเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราจะกลับมาเกิดอีก?
ผมว่าเราสามารถแบ่งความเชื่อเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ
กลุ่มแรกคือตายแล้วจบ กลุ่มที่สองคือตายแล้วไปรอการพิพากษาจากพระเจ้า และกลุ่มที่สามคือตายแล้วกลับมาเกิดเรื่อยๆ
ผมอ่านเจอคอนเซ็ปต์หนึ่งที่เหมือนจะไม่เกี่ยวกัน แต่ผมชอบมากจากหนังสือเล่มหนึ่งของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์
อาจารย์บอกว่า เวลาเราทำโปรเจกต์อะไรยากๆ สมมติโอกาสสำเร็จแค่ 20% โอกาสล้มเหลว 80% แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ และทำไปเรื่อยๆ "โอกาสจะไม่สำเร็จเลยสักครั้ง" ก็จะยิ่งน้อยลงไปตามจำนวนครั้งที่เราพยายาม
ลองหนึ่งครั้ง โอกาสไม่สำเร็จคือ 80%
ลองสองครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งคือ 80%*80% = 64%
ลองสามครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งคือ 80% ยกกำลัง 3 = 51.2%
ลองสิบครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งคือ 80% ยกกำลัง 10 = 10.7%
ดังนั้น ถ้าเราพยายาม 10 ครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งมีเพียง 10.7% และโอกาสสำเร็จอย่างน้อย 1 ครั้งก็คือ 100%-10.7% = 89.3%
คราวนี้ลองมานึกถึงการที่พระสงฆ์หลายท่านที่เราเคารพนับถือ ออกมายืนยันว่าชาติหน้ามีจริง ซึ่งท่านไม่ได้พูดจากการความเชื่อหรือการคาดเดา แต่เพราะท่านผ่านการปฏิบัติภาวนาจนรู้เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้น
การจะประกาศอย่างนี้ก็มีความเป็นไปได้สามอย่าง
หนึ่งคือท่านตั้งใจโกหก
สองคือท่านเข้าใจผิด หรือพูดเพียงเพราะเชื่อต่อๆ กันมา
สามคือท่านพูดความจริงเพราะประสบมาแล้วด้วยตนเอง
สมมติว่าผมให้โอกาสรวมกันของสองข้อแรกเท่ากับ 80% และโอกาสที่ท่านจะรู้แจ้งเห็นจริงแค่ 20%
และสมมติว่ามีพระสงฆ์ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบออกมาคอนเฟิร์มคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างหนักแน่นสัก 30 รูป/องค์ โอกาสที่ทุกรูป/ทุกองค์จะโกหกหรือเข้าใจผิดนั้นเท่ากับ 80% ยกกำลัง 30 หรือเพียง 0.1% เท่านั้น
ผมเข้าใจว่าวิธีคิดแบบนี้มีจุดอ่อน เพราะทุกศาสนาก็อาจเคลมได้เหมือนกัน ทุกคนต่างก็ถือว่าตัวเองถือความจริงสูงสุดเอาไว้ ผมจึงเชื่อว่าสุดท้ายแล้วทุกศาสนาล้วนบรรจุความจริงอยู่ไม่มากก็น้อย (รวมถึงคนไม่มีศาสนาด้วย) ก็แล้วแต่เราแล้วว่าแนวไหนเหมาะกับจริตของเรามากที่สุด
ผมเองเลือกเชื่อเรื่องการเวียนว่ายฯ เพราะมันเป็น "story" ที่ดูสมเหตุสมผลว่าทำไมแต่ละคนเกิดมาไม่เท่ากัน เพราะทำดีก็ได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ทุกแรงกระทำจะมีแรงตีกลับเสมอ เหมือนกฎข้อที่สามของนิวตันที่ว่า For every action, there is an equal and opposite reaction.
-----
##เข้าสู่กระแส
เกร็ดอีกอย่างที่อยากเล่าไว้ตรงนี้ คือความหมายของอริยบุคคลทั้ง 4 ระดับ
โสดาบัน - แปลว่าผู้อยู่ในกระแส
สกิทาคามี - ผู้ที่กลับมาอีกหนึ่งครั้ง
อนาคามี - ผู้ที่ไม่กลับมาแล้ว
อรหันต์ - ผู้ที่ประหารศัตรู
อร คือ อริ ศัตรูในที่นี้ก็คือกิเลส พระอรหันต์คือผู้ที่กำจัดกิเลสได้หมดจด
อาคามี แปลว่า ผู้กลับมา อนาคามีจึงแปลว่าผู้ที่จะไม่กลับมาเกิดในโลกมนุษย์แล้ว ส่วนสกิทาคามียังกลับมาเกิดบนโลกมนุษย์อีกครั้งเดียว ("สกี" แปลว่าครั้งเดียว)
"โสดา" แปลว่า กระแส ส่วน "อาปันนะ" แปลว่าผู้เข้าถึงแล้ว โสดาบันจึงหมายถึงผู้เข้าถึงกระแสธรรม และจะไม่มีวันไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ได้อีก
ดังนั้น สมมติว่าชาติหน้ามีจริง และถ้าเราสามารถเป็นผู้อยู่ในกระแสได้ เราก็จะปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่าจะไปเกิดเป็นหมูหมากาไก่หรืออะไรที่แย่กว่านั้น
นอกจากจะมีงานที่ดี สุขภาพกายที่แข็งแรง ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ฐานะการเงินที่มั่นคง การภาวนาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วย "ซื้อประกันทางจิตวิญญาณ" ให้กับเรา
และถึงชาติหน้าไม่มีจริง การเป็นที่คนรู้จักความจริงของชีวิต ไม่ยึดมั่นถือมั่น บางเบาจากกิเลส ก็น่าจะช่วยให้เรามีความสุขความสงบใจได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่สำคัญว่าชาติหน้าจะมีจริงหรือไม่
บางคนอาจจะถามว่า ถ้าไม่มีกิเลส แล้วจะเอาอะไรขับเคลื่อน เราจะกลายเป็นคนขี้เกียจไม่คิดทำมาหากินหรือไม่
ผมกลับคิดว่าเมื่อเรากิเลสเบาบาง เราจะขยันยิ่งกว่าเดิม
ถ้าแจ๊ค หม่าโด่งดังจากสูตร 9-9-6 คือทำงาน 9 โมงเช้า เลิก 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์ สูตรของพระพุทธเจ้าน่าจะเป็น 4-10-7 คือทรงงานตั้งแต่ตี 4 ถึง 4 ทุ่ม 7 วันต่อสัปดาห์ (สมัยนั้นยังไม่มีคอนเซ็ปต์วันหยุดเสาร์-อาทิตย์)
หรือถ้าไปดูช่อง YouTube ของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช ก็จะพบว่ามีคลิปธรรมบรรยายเกือบสี่พันคลิป ถ้าเรานับหลวงปู่เป็น content creator ก็ย่อมเป็นหนึ่งในอินฟลูที่ขยันผลิต content ที่สุดในเมืองไทยอย่างแน่แท้
-----
##Next Steps
ถ้าเพื่อนวิศวะ (หรือไม่วิศวะ) อ่านมาถึงจุดนี้แล้วรู้สึกสนใจ ก็อาจมีคำถามว่า แล้วยังไงต่อ?
ผมก็ขอแนะนำสองอย่างที่ลงมือทำได้ทันที
หนึ่ง คือลองภาวนาแบบง่ายๆ และไม่เก้อเขินด้วยการไปเดินเล่นแล้วคอยรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย และพอใจเราเผลอไปคิดอะไรจนลืมดูกายไปก็คอยรู้ตัวแล้วกลับมาดูกายอีกครั้ง ทำวันละ 10-15 นาที ถ้าเยอะไปก็ลดเวลาได้
สอง ฟังคลิปธรรมบรรยายของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช ไม่ใช่เพราะหลวงปู่เทศน์ดีที่สุด แต่เพราะว่าหาฟังง่าย และเข้าใจได้ไม่ยาก น่าจะถูกจริตเด็กวิศวะและคนเมือง-คนทำงาน
ทำแค่สองข้อนี้ก่อนก็พอ สำคัญคืออย่ารีบร้อนหรือตั้งใจจนเกินไป ให้ทำไปแบบชิลล์ๆ แต่สม่ำเสมอ แล้วคอยสังเกตว่าเห็นความคิดตัวเองบ่อยขึ้นมั้ย โกรธสั้นลงรึเปล่า มีใจที่เบาสบายขึ้นหรือไม่
ย้ำอีกครั้งว่าการภาวนาไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตา หรือซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ การภาวนาคือการ "มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง"
ถ้าทำแล้วเครียดกว่าเดิม แน่นกว่าเดิม แปลว่าเรายังทำไม่ถูก ยังโลภเกินไป ยังเล็งผลเลิศเกินไป เพราะถ้าทำถูกเราจะรู้สึกได้ว่าทำไปอย่างมีความสุขด้วยใจที่โล่งสบาย
อย่างที่เขียนไปตอนต้นว่าการภาวนามีสองสเต็ป สเต็ปแรกคือทำให้ถูก สเต็ปที่สองคือทำให้พอ เมื่อทำครบสองข้อแล้วเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง ผมก็เชื่อว่าเราจะเริ่มขวนขวายหาความรู้ต่อยอดไปได้ด้วยตนเอง
1
เมื่อเราภาวนาถึงจุดหนึ่ง เราจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันความทุกข์ ไม่หัวฟัดหัวเหวี่ยงไปกับโลกที่ AI เข้ามาดิสรัปต์อะไรต่อมิอะไร
และแม้ AI จะเก่งขึ้นแค่ไหน ผมก็ยังเชื่อว่างานท้ายๆ ที่ AI จะทำแทนเราได้คืองานภาวนา
ก่อนจากกัน ผมขอฝากเอาไว้อีกสามประโยค
ประโยคแรกจากคำสอนของพระสักรูป/องค์ที่ส่งต่อกันมาทางไลน์
"วิชาทางโลกเรียนอย่างไรก็ไม่จบ วิชาทางธรรมนั้นเรียนจบได้"
ประโยคที่สองจาก "หลวงปู่ดูลย์" อาจารย์ของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช:
"การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง"
1
และประโยคสุดท้ายจากคำสอนของพระพุทธเจ้าก่อนเสด็จปรินิพพาน
"สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"
โฆษณา