Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 12:02 • ประวัติศาสตร์
เปิดแฟ้มลับ KAL 007: 269 ชีวิตที่หายไปกับไฟสงครามเย็น
วันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ.1983 (พ.ศ.2526) เครื่องบินของสายการบิน Korean Air Lines เที่ยวบินที่ 007 ได้ทะยานขึ้นจากนครนิวยอร์กพร้อมผู้โดยสาร 246 คน และลูกเรือ 23 ชีวิต มุ่งหน้าสู่ประเทศเกาหลีใต้
ทว่า พวกเขาไปไม่ถึงจุดหมาย
หลังจากแวะเติมน้ำมันที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา เครื่องบินได้บินตัดข้ามทะเลเบอร์ริง แต่ความผิดพลาดในระบบนำทางทำให้เครื่องบินออกนอกเส้นทางที่วางไว้ และบินตรงเข้าสู่น่านฟ้าของสหภาพโซเวียตโดยไม่ตั้งใจ
กองทัพโซเวียตที่เฝ้ามองเครื่องบินลำนี้ผ่านจอเรดาร์ ได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงให้ยิงเครื่องบินตกทันทีหากรุกล้ำเข้ามาอีก ดังนั้น เมื่อเครื่องบินลำนี้บินตัดผ่านเกาะซาฮาลิน นักบินโซเวียตจึงลั่นไกยิงขีปนาวุธจากอากาศสู่อากาศเข้าใส่ทันที และเพียงไม่กี่นาทีต่อมา เที่ยวบินที่ 007 ก็ดิ่งลงสู่ทะเลญี่ปุ่น ไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว โซเวียตได้อ้างว่าพวกเขาคิดว่ามันเป็นเครื่องบินสอดแนม ขณะที่ประธานาธิบดี “โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan)” แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประณามการกระทำนี้ว่าเป็น "พฤติกรรมป่าเถื่อน" ซึ่งกลายเป็นการราดน้ำมันเข้ากองเพลิงที่กำลังคุโชนในยุคสงครามเย็น
เที่ยวบินที่ 007 ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ หลังเที่ยงคืนของวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ.1983 (พ.ศ.2526) และลงจอดตามกำหนดการที่ท่าอากาศยานนานาชาติแองเคอเรจเพื่อเติมน้ำมัน ก่อนจะบินต่อไปยังท่าอากาศยานนานาชาติคิมโพในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
บนเครื่องมีคนทั้งหมด 269 ชีวิต แบ่งเป็นผู้โดยสาร 246 คน (รวมเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 22 คน) และลูกเรือ 23 คน และหนึ่งในผู้โดยสารคือ “แลร์รี แมคโดนัลด์ (Larry McDonald)” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเดินทางไปกรุงโซลเพื่อร่วมงานฉลองครบรอบ 30 ปีสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้
ตามเส้นทางปกติ เครื่องบินต้องบินผ่านทะเลเบอร์ริง ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของดินแดนโซเวียต และผ่านตอนเหนือของญี่ปุ่นก่อนลงจอด ทว่าเพียง 10 นาทีหลังบินขึ้นจากอะแลสกา เครื่องบินกลับเริ่มเบี่ยงออกนอกเส้นทางมุ่งหน้าไปทางเหนือ
สำหรับสาเหตุเบื้องหลังโศกนาฏกรรมนี้ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า นักบินอาจจะลืมเปลี่ยนระบบการบินอัตโนมัติ (Autopilot) ให้อยู่ในโหมดที่ถูกต้อง หรือเปลี่ยนโหมดช้าเกินไป ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเครื่องบินกำลังมุ่งหน้าตรงไปยังคาบสมุทรคัมชาตคาของรัสเซีย ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่นำไปสู่จุดจบ
เที่ยวบินที่ 007 ได้บินเข้าน่านฟ้าโซเวียตในช่วงเวลาที่สถานการณ์โลกกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด โดยในตอนนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างมอสโกและวอชิงตันดีซีได้สั่นคลอนอย่างหนัก หลังจากก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน ประธานาธิบดีเรแกนเพิ่งประณามสหภาพโซเวียตว่าเป็น "จักรวรรดิแห่งความชั่วร้าย (Evil Empire)“ และในตอนนั้นเอง ผู้บริสุทธิ์ทั้ง 269 ชีวิตก็กำลังตกอยู่ท่ามกลางพายุแห่งความขัดแย้งนี้
เวลาประมาณ 05:30 น. ของวันที่ 1 กันยายน ค.ศ.1983 (พ.ศ.2526) (เครื่องบินบินข้ามเส้นแบ่งเขตวันสากลระหว่างเดินทางไปทางทิศตะวันตก) เที่ยวบินที่ 007 ได้รุกล้ำเข้าเขตน่านฟ้าหวงห้ามบริเวณคาบสมุทรคัมชาตคา ซึ่งในเวลานั้น กองทัพโซเวียตกำลังจับตาดูเรดาร์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากมีการทดสอบขีปนาวุธในพื้นที่ ประกอบกับพวกเขารู้ว่ากองทัพอากาศอเมริกันได้ส่งเครื่องบินสอดแนมรุ่น RC-135 มาบินลาดตระเวนอยู่ใกล้ๆ ด้วย
เมื่อเครื่องบินโดยสารบินเข้าใกล้คาบสมุทร โซเวียตได้ส่งเครื่องบินขับไล่สี่ลำขึ้นสกัด แต่ KAL 007 ได้บินกลับเข้าสู่น่านฟ้าระหว่างประเทศไปเสียก่อน พลเอก วาเลรี คาเมนสกี (Valeri Kamensky)” ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันทางอากาศภาคตะวันออกไกลของโซเวียต จึงสั่งการว่า ให้ทำลายเครื่องบินลำนี้ได้ก็ต่อเมื่อยืนยันแน่ชัดแล้วว่าเป็นเครื่องบินทหารเท่านั้น
ทว่า พลเอก “อนาโตลี คอร์นูกอฟ (Anatoly Kornukov)” ผู้บัญชาการฐานทัพอากาศโซคอล กลับมีท่าทีที่รุนแรงกว่า โดยเขามองว่าเครื่องบินลำนี้เคยรุกล้ำเข้ามาแล้วครั้งหนึ่ง หากเข้ามาอีก ก็ต้องทำลายทันทีโดยไม่ต้องรอระบุฝ่าย ซึ่งยืนยันได้จากบันทึกคำพูดของเขาในปีค.ศ.1993 (พ.ศ.2536) ที่ระบุว่า
"ผมสั่งโจมตีทันทีถ้ามันข้ามชายแดนเข้ามา"
ดังนั้น เมื่อเที่ยวบินที่ 007 บินเหนือเกาะซาฮาลิน พันตรี “เกนนาดี โอซิโปวิช (Gennadiy Osipovich)” จึงลั่นไกยิงขีปนาวุธจำนวนสองลูกจากเครื่องบินขับไล่ Su-15
แม้ไม่แน่ชัดว่าขีปนาวุธโดนเป้าหมายทั้งสองลูกหรือไม่ แต่ชะตากรรมของทุกคนบนเครื่องได้ถูกกำหนดแล้ว เครื่องบินไม่ได้ระเบิดกลางอากาศทันที แต่มันค่อยๆ ดิ่ง ทิ้งตัวลงสู่ทะเลญี่ปุ่นเป็นเวลาหลายนาที ก่อนจะหมุนควงสว่านกระแทกผืนน้ำอย่างรุนแรง
เช้าวันที่ 1 กันยายน ค.ศ.1983 (พ.ศ.2526) โลกต้องตื่นขึ้นมาพบกับความตกใจ โดยในช่วงแรกสหภาพโซเวียตปฏิเสธที่จะยอมรับว่าพวกเขาเป็นคนยิงเครื่องบินลำนี้ตก ขณะที่ประธานาธิบดีเรแกนออกมาประณามว่านี่คือ "การกระทำที่ป่าเถื่อน น่าสะอิดสะเอียน" และเรียกร้องคำอธิบาย
ต่อมาโซเวียตได้ออกแถลงการณ์แก้ตัวว่า เครื่องบินที่ไม่สามารถระบุฝ่ายได้ลำนี้จงใจยั่วยุระบบป้องกันภัยทางอากาศ และดูเหมือนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับภารกิจจารกรรมของสหรัฐอเมริกา ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องยิงตก
เหตุการณ์นี้จุดชนวนความโกรธแค้นไปทั่วโลก หลายประเทศสั่งระงับการเจรจา ยกเลิกข้อตกลง และคว่ำบาตรโซเวียต มีการประท้วงครั้งใหญ่เกิดขึ้นทั้งในนิวยอร์ก โซล และโตเกียว จนกระทั่งวันที่ 5 กันยายน ค.ศ.1983 (พ.ศ.2526) ประธานาธิบดีเรแกนได้แถลงการณ์ต่อหน้าคนทั้งชาติ โดยใจความตอนหนึ่งระบุว่า
"เครื่องบินพาณิชย์ของโซเวียตและคิวบาเคยบินเหนือน่านฟ้าฐานทัพทหารที่อ่อนไหวของสหรัฐอเมริกาหลายครั้ง แต่พวกเราไม่เคยยิงพวกเขาร่วง เราและประเทศที่เจริญแล้วต่างเชื่อในธรรมเนียมที่จะต้องให้ความช่วยเหลือแก่นักเดินเรือหรือนักบินที่หลงทาง แต่โซเวียตกลับปฏิเสธที่จะพูดความจริง และยังคงปฏิเสธว่านักบินของตนไม่ได้ยิงเครื่องบินโดยสารของเกาหลี"
องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและได้ข้อสรุป 2 ข้อหลักคือ
1. นักบินไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการนำทางที่ถูกต้อง ทำให้เครื่องบินหลุดออกจากเส้นทางที่กำหนด
2. กองกำลังป้องกันทางอากาศของโซเวียตทึกทักไปเองว่าเครื่องบินลำนี้คือเครื่องบินสอดแนม RC-135 ของสหรัฐอเมริกา ก่อนจะสั่งทำลาย
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโซเวียตไม่ได้บริสุทธิ์ใจ เพราะความจริงแล้ว พวกเขาพบซากเครื่องบินในทะเลญี่ปุ่นและแอบกู้กล่องดำบันทึกเสียงขึ้นมาได้ก่อนใคร ซึ่งข้อมูลในกล่องดำยืนยันชัดเจนว่า เครื่องบินลำนี้ไม่ใช่เครื่องบินสอดแนม แต่ผู้นำโซเวียตเลือกที่จะปิดตายเรื่องนี้เพื่อรักษาคำลวงที่ใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตี
แต่ต่อมาในปีค.ศ.1996 (พ.ศ.2539) พันตรี เกนนาดี โอซิโปวิช นักบินผู้ลั่นไกสังหาร ได้ออกมาสารภาพกับสื่อว่า
"ผมเห็นหน้าต่างสองแถว และรู้ทันทีว่านี่คือเครื่องบินโบอิ้ง (เครื่องบินพาณิชย์) แต่สำหรับผมมันไม่มีความหมายอะไร เพราะเครื่องบินพลเรือนก็ดัดแปลงเป็นเครื่องบินทหารได้ง่ายๆ ตอนนั้นผมไม่ได้รายงานภาคพื้นดินหรอกว่ามันคือโบอิ้ง และพวกเขาก็ไม่ได้ถามผมด้วย"
นอกจากนี้ยังพบว่าฝ่ายโซเวียตสังเกตเห็นไฟนำทางของเครื่องบินพาณิชย์เปิดอยู่ ซึ่งปกติเครื่องบินสอดแนมจะไม่เปิดไฟในขณะปฏิบัติภารกิจลับ แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะยิงอยู่ดี
โศกนาฏกรรมในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์ เนื่องจากในตอนนั้นเครื่องบินทหารโซเวียตไม่มีช่องสัญญาณวิทยุสากลที่สามารถสื่อสารเพื่อระงับเหตุได้ ประธานาธิบดีเรแกนจึงตัดสินใจประกาศให้ระบบระบุตำแหน่งบนพื้นโลก หรือ ”GPS (Global Positioning System)“ กลายเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานที่เปิดให้ใช้ได้ฟรีในระบบการบินพลเรือนทั่วโลกนับตั้งแต่นั้นมา
ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดและข้อสงสัยมากมายจนถึงปัจจุบัน เช่น
-หลายคนเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาเป็นคนยิงเครื่องบินลำนี้ตกเองเพื่อสังหารส.ส. แลร์รี แมคโดนัลด์ ซึ่งเป็นผู้ต่อต้านกลุ่มทุนใหญ่และแผนการจัดตั้ง "รัฐบาลโลกเดียว (One-World Government)“
-มีรายงานจากนักประดาน้ำที่ลงไปกู้ซากว่า บนเครื่องมีกระเป๋าเดินทางและศพน้อยมาก คล้ายกับว่าเศษซากถูกลากย้ายที่ไปแล้ว
-โซเวียตยังเคยอ้างว่า อดีตประธานาธิบดี “ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon)” มีกำหนดการเดินทางด้วยเที่ยวบินนี้ แต่ CIA ได้เตือนเขาไม่ให้ขึ้นเครื่องก่อน
แต่ไม่ว่าทฤษฎีสมคบคิดเหล่านั้นจะฟังดูเป็นอย่างไร มันก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า ผู้บริสุทธิ์ถึง 269 ชีวิตต้องมาจบชีวิตลง เพียงเพราะความผิดพลาดทางระบบนำทาง ความหวาดระแวงทางการเมือง และไฟแห่งความขัดแย้งในยุคสงครามเย็นที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างที่ขวางหน้า
References:
https://adst.org/2014/10/kal-007-a-targeted-assassination/
https://www.britannica.com/event/Korean-Air-Lines-flight-007
https://admiralcloudberg.medium.com/a-shot-in-the-dark-the-untold-story-of-korean-air-lines-flight-007-a4ae6a4ef734
ประวัติศาสตร์
1 บันทึก
5
1
1
5
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย