4 มิ.ย. เวลา 06:29 • ดนตรี เพลง

Album Review: feeble little horse — bitknot (2026)

ผลงานแรกในฐานะทรีโอ้ของวงนอยส์ป๊อบแห่งยุคสมัยที่เปลี่ยนความวุ่นวายให้กลายเป็นความงดงาม และเปลี่ยนความโดดเดี่ยวให้กลายเป็นท่วงทำนอง
แนวเพลง: Indie Pop, Indietronica, Slacker Rock, Noise Pop, Dream Pop, Bedroom Pop, Shoegaze
หลังจากสร้างความตกใจให้แฟนเพลงด้วยการประกาศพักวงไปแบบไม่มีกำหนดหลังความสำเร็จของอัลบั้มแจ้งเกิดอย่าง Girl with Fish เมื่อปี 2023 ในที่สุด feeble little horse วงอินดี้ร็อกขวัญใจเด็กเนิร์ดจากเมืองพิตส์เบิร์ก ก็สร้างเซอร์ไพรส์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมด้วยการปล่อย bitknot สตูดิโออัลบั้มลำดับที่สามออกมาแบบสายฟ้าแลบ การกลับมาครั้งนี้พวกเขาต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อมือกีตาร์อย่าง Ryan Walchonski ได้ถอนตัวออกไปในปี 2025 ทิ้งให้วงขับเคลื่อนต่อไปในฐานะวงทรีโอ้สามชิ้น
แต่นั่นไม่ได้ทำให้ไอเดียอันพุ่งพล่านของพวกเขาลดน้อยลงเลย ตรงกันข้าม bitknot กลับเป็นงานดนตรีที่น่าตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และแสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังทุบทำลายรากฐานนอยส์ร็อกเดิมๆ ของตัวเองเพื่อมุ่งหน้าไปสู่ซาวด์ที่แปลกประหลาดขึ้น ดังขึ้น และมีความเป็นป็อบอย่างนึกไม่ถึง
หากจะจำกัดความสุ้มเสียงที่ผ่านมาของ feeble little horse ว่าเป็นวงนอยส์ร็อกที่แอบหลงรักดนตรีป็อบ อัลบั้ม bitknot ก็คือขั้วตรงข้าม เพราะมันคืองานนอยส์ป๊อบที่ยังคงถวิลหาความดิบของดนตรีร็อกอยู่นั่นเอง นับตั้งแต่ฟอร์มวงในรั้วมหาวิทยาลัยเมื่อ 5 ปีก่อน พวกเขาติดอยู่ในกรอบคำจำกัดความของการเป็น “วงกีตาร์ร็อก” มาตลอด
แต่อัลบั้มนี้คือการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง พวกเขาหันมาให้ความสำคัญกับบีตอิเล็กทรอนิกส์และเทคนิคลูกเล่นแบบกลิตช์ป็อบ ด้วยการนำซาวด์สังเคราะห์ในยุคดิจิทัลมาประสานเข้ากับโครงสร้างดนตรีอัลเทอร์เนทีฟได้อย่างแปลกใหม่ โดยยังคงรักษาจุดเด่นเรื่องการเขียนเพลงที่สั้น กระชับ และมีท่อนฮุกที่ติดหูเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ชวนให้นึกถึงความสมดุลอันยอดเยี่ยมในงานของศิลปินรุ่นพี่อย่าง Water From Your Eyes ได้เป็นอย่างดี
ความทรงพลังในฐานะวงสามชิ้นถูกประกาศกร้าวตั้งแต่ “Doorway” แทร็กเปิดอัลบั้มที่กระแทกกระทั้นด้วยสับคอร์ดกีตาร์อันหนักหน่วง ก่อนจะดิ่งจมลงสู่เสียงร้องที่ดูเคอะเขินทว่าเปี่ยมด้วยความเปราะบางของ Lydia Slocum แล้วปิดท้ายด้วยการสลายตัวของซาวด์สังเคราะห์แบบดิจิทัลอย่างงดงาม ขณะที่ “Dior” มาพร้อมกับไลน์กีตาร์คดเคี้ยวชวนให้นึกถึง Alex G ก่อนจะโหมประโคมริฟฟ์กีตาร์หนาเตอะสะใจคอชูเกซ ส่วนครึ่งหลังของอัลบั้มคือพื้นที่แห่งการทดลองซาวด์อย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะเป็น “Poison” เพลงดรีมป็อบท่วงทำนองล่องลอยชวนเคลิ้มที่ฟังกี่ทีก็ติดหูทันที หรือ “Paris” และ “Upside Down” ที่วงเร่งระดับความเป็นป็อบให้สูงขึ้นกว่าผลงานชุดไหนๆ แม้ว่าในช่วงกลางถึงท้ายอัลบั้มจะมีการพึ่งพาดนตรีอินดี้โทรนิก้ามากเป็นพิเศษจนอาจทำให้คนฟังที่ถวิลหาความดุดันแบบเก่ารู้สึกว่าทิศทางของวงดูสะเปะสะปะไปบ้าง แต่บทเพลงอย่าง “Rewind” ก็ช่วยพิสูจน์ให้เห็นว่า ทักษะการเขียนเพลงป็อบของพวกเขานั้นเฉียบขาดพอที่จะเอาชนะความวุ่นวายของซาวนด์สังเคราะห์เหล่านั้นได้
สิ่งที่ทำให้ bitknot ทรงคุณค่ามากกว่าแค่การเป็นโปรเจกต์ทดลองซาวด์ คือภาคเนื้อหาที่สะท้อนภาพความอึดอัดคับข้องใจของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่มีต่อระบบทุนนิยมยุคปลายและเทคโนโลยีอัลกอริทึ่มได้อย่างตรงไปตรงมาและจริงใจอย่างยิ่ง สมาชิกของวงเคยนิยามสภาวะนี้ไว้ว่า มันคือความรู้สึกอับอายที่เป็นคนอเมริกัน คือการถูกละทิ้งจากแหล่งที่มาของสิ่งต่างๆ และการถูกจัดสรรปันส่วนให้กลายเป็นเพียงกระเป๋าตังค์ที่มีชีวิตในระบบทุนนิยม
เสียงร้องของ Lydia แกว่งสลับไปมาระหว่างเรื่องราวในชีวิตประจำวันอันแสนสามัญไปจนถึงเรื่องราวเหนือจริง วงสามารถผสานความวิตกกังวลจากการเสพติดโลกออนไลน์เข้ากับท่วงทำนองป็อบที่ฟังดูมีความสุขได้อย่างย้อนแย้ง
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเพลง “Shopping” ที่เนื้อหาเล่าถึงตัวเอกที่กำลังไถหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางความโดดเดี่ยว อิจฉาตาร้อน และโหยหาการยอมรับจากคนในโลกพาราโซเชียล จนกลายเป็นการ “ช็อปปิ้ง” หาความพึงพอใจเพื่อเติมเต็มจิตใจที่ว่างเปล่า ก่อนจะปิดท้ายอัลบั้มด้วย “DMT” (ย่อมาจาก Death Money Tech) ที่เริ่มต้นด้วยเสียงร้องหวานหยดอันคุ้นเคย ก่อนจะถูกบิดเบือนด้วยเสียงสังเคราะห์อันเกรี้ยวกราดบาดหู พร้อมเสียงตะโกนอย่างทุกข์ทรมานของ Lydia เป็นการปิดฉากอัลบั้มที่ทิ้งความรู้สึกสั่นสะเทือนใจให้แก่คนฟัง
ในยุคสมัยที่ศิลปินรุ่นใหม่เติบโตมากับการปาร์ตี้ใน Xbox มากกว่าการออกไปปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนจริงๆ bitknot ของ feeble little horse ได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการบันทึกและให้คุณค่าแก่ความวุ่นวายใจของวัยรุ่นยุคปัจจุบันผ่านสุ้มเสียงลูกผสมระหว่างกีตาร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์
มันเป็นงานเพลงที่ตั้งใจทำให้คนฟังรู้สึกเวียนหัวและสูญเสียทิศทางในตอนแรก แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ดนตรีที่เปลือยเนื้อแท้และเต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเองชุดนี้ กลับโอบรับความโดดเดี่ยวของพวกเราไว้ได้อย่างอบอุ่นและงดงามที่สุด และนั่นไม่ใช่หรือ... คือเป้าหมายสูงสุดที่วงร็อกซักวงพยายามจะทำมาโดยตลอดนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
คะแนน: 8.2/10
แทร็กไฮไลต์: Doorway, Rewind, Shady, Dior, Shopping และ DMT
โฆษณา