4 มิ.ย. เวลา 07:56 • ดนตรี เพลง

Album Review: Iceage — For Love of Grace & the Hereafter (2026)

แด่ความรัก ความเมตตา และโลกหน้าอันเป็นนิรันดร์ กับการกลับมาของวงโพสต์พังก์เดนมาร์กในรอบ 5 ปี
แนวเพลง: Post-Punk Revival, Indie Rock, Jangle Pop, Punk Blues, Cowpunk, Garage Rock Revival
หลังจากฟรอนต์แมนหนุ่มมาดเซอร์ Elias Rønnenfelt แยกตัวไปทำงานเดี่ยวติดต่อกันถึงสองชุด ทั้งซาวด์สไตล์อเมริกาน่าใน Heavy Glory (2024) และงานทดลองทริปฮอปสุดล้ำใน Speak Daggers (2025) ในที่สุด Iceage วงโพสต์พังก์ตัวตึงจากเดนมาร์กก็กลับมารวมตัวกันครบวงอีกครั้งใน For Love of Grace & the Hereafter สตูดิโออัลบั้มลำดับที่หก ซึ่งถือเป็นผลงานใหม่ในรอบ 5 ปีเต็ม นับตั้งแต่ Seek Shelter (2021)
การกลับมาครั้งนี้พวกเขาเลือกที่จะหันหลังให้กับการเรียบเรียงดนตรีที่พึ่งพาเครื่องสายหรือเสียงแตรออร์เคสตราอันหรูหราอลังการ แล้วหันกลับไปบันทึกเสียงกันในบ้านพักห่างไกลผู้คน ณ ชนบทของสวีเดน ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่พวกเขาเคยใช้ให้กำเนิดอัลบั้มที่เป็นจุดเปลี่ยนอย่าง Plowing Into the Field of Love (2014) ส่งผลให้อัลบั้มนี้กลายเป็นงานดนตรีที่เปลือยเปล่า ลุ่มลึก และเต็มไปด้วยชั้นเชิงที่ถูกกลั่นกรองมาอย่างเฉียบคมที่สุดของพวกเขาในรอบทศวรรษเลยทีเดียว
หาก New Brigade (2011) อัลบั้มเปิดตัวเมื่อ 15 ปีก่อนคือสัญลักษณ์ของความเกรี้ยวกราดดุดันตามประสาวัยรุ่น For Love of Grace & the Hereafter ก็คือหลักฐานชั้นดีที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างงดงามของวงดนตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน
ดนตรีในชุดนี้ลดทอนความพยายามที่จะสาดกระหน่ำความมืดหม่นแบบโพสต์พังก์ใส่คนฟังตลอดเวลา แต่เลือกที่จะหยิบเอาวัตถุดิบที่หลากหลายมาคลุกเคล้า ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอายซันเซ็ตของเซิร์ฟร็อก จังหวะจะโคนแปลกๆ ชวนโยก ไปจนถึงซาวด์พร่าเลือนแบบชูเกซ ดนตรีของพวกเขายังคงวิ่งสลับไปมาระหว่างท่วงทำนองที่ติดหูและดนตรีที่พร้อมทำลายล้างอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ครั้งนี้มันถูกควบคุมด้วยสติและฝีมือที่นิ่งขึ้น ทุกตัวโน้ตถูกรีดเค้นจนเหลือเพียงเนื้อเน้นๆ ที่ทั้งกระชับ รวดเร็ว และเปี่ยมไปด้วยพลัง
ความเปลี่ยนแปลงนี้สัมผัสได้ทันทีตั้งแต่ “Ember” แทร็กเปิดอัลบั้มที่เริ่มต้นด้วยซาวด์การาจพังก์ดิบๆ ก่อนจะตัดสลับเข้าสู่ท่อนฮุกที่เปี่ยมพลังประหนึ่งเพลงมาร์ช ปรับอารมณ์คนฟังขึ้นลงระหว่างความหม่นแสงและความงดงามอย่างเหนือชั้น
ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ “Match Head Girl” แทร็กที่เผยให้เห็นมุมขี้เล่นที่สุดของวงด้วยไลน์เบสและกลองที่เยื้องย่างอย่างมีจริตจะก้าน ชวนให้นึกถึงความจัดจ้านของวงรุ่นพี่อย่าง Dinosaur Jr. แต่ความสนุกที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นในแทร็กที่สามอย่าง “The Weak” ที่จู่ๆ วงก็กระชากเราเข้าสู่ลานเบียร์คาวบอยด้วยดนตรีคาวพังก์สไตล์คันทรี่ดิบๆ ราวกับถอดแบบมาจาก The Black Lips เป็นสัญญาณเตือนว่า Iceage ในพ.ศ. นี้ไม่มีกรอบใดๆ มาผูกมัดพวกเขาไว้ได้อีกแล้ว
และพวกเขาก็พร้อมที่จะลากเราออกไปวาดลวดลายบนฟลอร์เต้นรำในเพลง “mother-of-pearl” ที่แม้เนื้อหาจะพูดถึงเรื่องราวความระทมทุกข์ของชนชั้นล่าง ทั้งการค้าประเวณี ท้องไม่พร้อม และพ่อที่ติดยา แต่ตัวดนตรีโพสต์พังก์กลับสาดประกายความสุขและปลดปล่อยอารมณ์ออกมาอย่างย้อนแย้งได้อย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของอัลบั้ม วงเริ่มผ่อนคันเร่งลงเพื่อเปิดพื้นที่ให้จังหวะหน่วงๆ ชวนเคลิ้มได้ทำงาน “Tender Blades” มาพร้อมกับบีตที่หลวมและเนิบนาบแต่แฝงความเท่ในแบบฟังก์ ขณะที่ “1835” พาเราย้อนเวลากลับไปหาซาวด์อันเดอร์กราวด์ฝั่งอเมริกายุค 80s ไลน์กีตาร์วิ่งสลับไปมาระหว่างความละมุนละไมและความเพี้ยนสะใจ สอดรับกับเสียงร้องของ Elias ที่พร่ำบ่นถึงความไม่จีรังของชีวิตอย่างไม่แยแสสิ่งใด
อารมณ์ความเท่แบบเนือยๆ นี้ยังส่งต่อไปถึง “Star” ซิงเกิ้ลนำของอัลบั้มที่ผสมผสานกรู๊ฟชวนมึนหัวเข้ากับความดิบของโพสต์พังก์ได้อย่างไร้รอยต่อ เสียงร้องของ Elias นุ่มนวลและงดงามกว่าที่เคย ก่อนที่ความสนุกจะถูกเติมเต็มด้วย “Lifetime” เพลงโพสต์พังก์ที่เฉียบคมและกระชับ ได้กลิ่นอายความเนี้ยบของวงดนตรีพังก์ยุค 70s แต่ถูกยกระดับไปอีกขั้น
และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “Holy Water” เพลงเร็วสุดคึกคักที่หยิบเอาเสียงเปียโนของเล่นมาใส่ไว้เบื้องหลังริฟฟ์กีตาร์ที่สะกดจิตและจังหวะกลองแบบดิสโก้ เป็นเพลงที่ทำขึ้นมาเพื่อระเบิดความมันส์ในคอนเสิร์ตโดยแท้
ในส่วนของภาคเนื้อร้อง แม้จะยังคงอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสิ้นหวังตามสไตล์ของวง แต่มันคือมุมมองที่ตกตะกอนแล้วของคนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ Elias Rønnenfelt ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่นักร้องพังก์ที่เอาแต่ตะโกนระบายอารมณ์เหมือนในชุด You’re Nothing (2013) หรือนักร้องเพลงรักฟูมฟายใน Seek Shelter อีกต่อไป ประสบการณ์จากงานเดี่ยวได้หล่อหลอมให้เขากลายเป็น “ร็อกสตาร์” ผู้สง่างามและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันเสเพล
วิธีการดีไซน์เสียงร้องของเขาในอัลบั้มนี้อยู่ตรงกลางระหว่างความนิ่งคูลและการปลดปล่อยอารมณ์อย่างเอ่อล้น ชวนให้นึกถึงศิลปินระดับตำนานอย่าง Lou Reed, Patti Smith หรือ Julian Casablancas ประกอบกับการที่สมาชิกทุกคนเล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เคมีและความเข้าขาของพวกเขานั้นไร้เทียมทาน ทุกพาร์ทดนตรีในอัลบั้มนี้จึงสอดประสานกันได้อย่างเหนียวแน่นราวกับเป็นเนื้อเดียวกัน
หลังจากพาเรานั่งรถไฟเหาะผ่านท่วงทำนองอันหลากหลายมาถึง 11 บทเพลง Iceage ก็เลือกที่จะปิดฉากอัลบั้มนี้ด้วย “True Blue” บทเพลงที่ค่อยๆ ลดความเร็วลง ปล่อยให้สีสันของดนตรีพร่าเลือนและหลอมรวมเข้าหากัน กีตาร์แบบพิตช์เบนดิ้งพุ่งทะยานและดิ่งลง มอบรสชาติของชูเกซสั้นๆ เป็นการส่งท้ายอย่างงดงาม
นี่ยังคงเป็นหลักฐานชั้นดีว่าในยุคสมัยที่วงการดนตรีเต็มไปด้วยงานซ้ำซากและน่าเบื่อ Iceage เป็นวงดนตรีที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกเขาพร้อมที่จะทุบกรอบตัวเองเพื่อออกเดินทางไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ลึกซึ้งกว่า และนั่นทำให้ For Love of Grace & the Hereafter อาจกลายเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดในอาชีพนักดนตรีของพวกเขาเลยก็ว่าได้
คะแนน: 8.5/10
แทร็กไฮไลต์: Ember, Match Head Girl, The Weak, No Fear, mother-of-pearl, Tender Blades, Star และ Holy Water
โฆษณา