5 มิ.ย. เวลา 04:50 • ข่าวรอบโลก

จีนลุยอุตสาหกรรมอวกาศ ท้าชนอเมริกา ตั้งศูนย์นวัตกรรมประมวลผลอวกาศ สร้างชิป-โมเดลAIเพื่องานอวกาศ

จีนลุยอุตสาหกรรมอวกาศ ท้าชนอเมริกา ตั้งศูนย์นวัตกรรมประมวลผลอวกาศ ลุย "สร้างชิป-โมเดล AI ขนาดใหญ่" สำหรับงานในอวกาศโดยเฉพาะ
ช่วงนี้หลายคนอาจเห็นข่าวจีนเร่งพัฒนา AI แต่ข่าวหนึ่งที่น่าสนใจและอาจยังไม่ค่อยถูกพูดถึง คือการที่กรุงปักกิ่งเพิ่งอนุมัติการตั้ง “Space Computing Innovation Center” หรือศูนย์นวัตกรรมด้านการประมวลผลในอวกาศแห่งแรกของเมืองหลวงแห่งนี้ครับ
ศูนย์แห่งนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในเดือนมิถุนายนนี้ครับ โดยมีเจ้าภาพหลัก คือ Beijing University of Posts and Telecommunications มหาวิทยาลัยชื่อดังของจีนและปักกิ่งทางด้านโทรคมนาคม โดยร่วมกับภาคเอกชนอีกหลายแห่งเป็นผู้ดำเนินการ
ศูนย์นวัตกรรมดังกล่าวตั้งเป้าวิจัย 6 ด้านสำคัญ ได้แก่
- ชิปคอมพิวเตอร์สำหรับอวกาศ
- ระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูงบนดาวเทียม
- แพลตฟอร์มดาวเทียมอัจฉริยะ
- โมเดล AI ขนาดใหญ่สำหรับใช้งานในอวกาศ
- เครือข่ายเชื่อมต่อระหว่างอวกาศและภาคพื้นดิน
- ระบบบริการด้านพลังประมวลผลในอวกาศสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต
หลายคนอาจสงสัยว่า แล้ว Space Computing คืออะไร?
หากอธิบายแบบง่ายๆ ทุกวันนี้ ดาวเทียมส่วนใหญ่ทำหน้าที่เก็บข้อมูล แล้วส่งกลับมายังโลกเพื่อให้ Data Center หรือซูเปอร์คอมพิวเตอร์วิเคราะห์
แต่แนวคิดของ Space Computing คือการให้ดาวเทียมสามารถประมวลผลข้อมูลได้ตั้งแต่อยู่บนวงโคจร
บางคนอาจเปรียบ ดาวเทียมแบบเดิมเป็นเหมือน “กล้องถ่ายรูป” ทำหน้าที่เก็บข้อมูล “ถ่ายภาพและส่งกลับโลก”
ส่วนดาวเทียมยุคใหม่จะเป็นทั้ง “กล้อง” และ “คอมพิวเตอร์” ในเวลาเดียวกัน
ข้อดีคือสามารถลดเวลาระหว่างการเก็บข้อมูลกับการตัดสินใจได้มาก
ยกตัวอย่างเช่น การติดตามพายุ ไฟป่า น้ำท่วม หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ซึ่งเดิมอาจต้องรอส่งข้อมูลกลับมายังโลกก่อนจึงจะวิเคราะห์ได้
แต่หากวิเคราะห์บนวงโคจรได้เลย ก็จะส่งเฉพาะข้อมูลสำคัญกลับมายังโลกได้ทันที
1 ในเหตุผลที่ทำให้จีนเริ่มสนใจเรื่องนี้ คือปัจจุบันความต้องการใช้พลังประมวลผลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจาก AI
ขณะที่ Data Center บนโลกกำลังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งพื้นที่ พลังงาน และต้นทุนระบบระบายความร้อน
กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ระบุว่า การพัฒนา Space Computing ของจีนได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งความต้องการพลังประมวลผลจาก AI ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจรวดแบบใช้ซ้ำ และข้อจำกัดของศูนย์ข้อมูลบนภาคพื้นดิน
จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่สนใจเรื่องนี้ ยังมีอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะ อเมริกา ที่เริ่มเข้ามาในสนามแข่งขันนี้แล้ว
มีรายงานว่า SpaceX ขออเมริกา ก็กำลังศึกษาแนวคิดการใช้เครือข่ายดาวเทียมเป็นศูนย์ข้อมูลบนวงโคจร ขณะที่รัสเซียและญี่ปุ่นก็มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลในอวกาศเช่นกัน
ฝั่งจีนเอง รัฐวิสาหกิจด้านการบินและอวกาศอย่าง CASC (China Aerospace Science and Technology Corporation) ก็เคยประกาศเป้าหมายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์และ AI ในอวกาศภายในปี 2030 ซึ่งหลายสื่อจีนเรียกว่า “Space Cloud”
ขณะที่รัสเซียกำลังพัฒนาศักยภาพการประมวลผลของเครือข่ายดาวเทียม เพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดการข้อมูลและการสื่อสารบนวงโคจร
ส่วนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการประมวลผลข้อมูลจากดาวเทียมสังเกตการณ์โลก (Earth Observation) บนวงโคจรโดยตรง เพื่อลดเวลาในการส่งข้อมูลกลับมายังภาคพื้นดิน และเพิ่มความรวดเร็วในการนำข้อมูลไปใช้งานจริง
แม้แต่ละประเทศจะมีแนวทางและเป้าหมายที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดสะท้อนแนวโน้มเดียวกัน คือการย้ายความสามารถด้านการประมวลผลบางส่วนจากศูนย์ข้อมูลบนโลกขึ้นไปสู่โครงสร้างพื้นฐานในอวกาศ
เทคโนโลยีลักษณะนี้ยังมีความสำคัญอย่างมากในเชิงยุทธศาสตร์ด้วย
เพราะหากวันหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารหรือศูนย์ข้อมูลบนภาคพื้นดินได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติหรือเหตุฉุกเฉิน ระบบที่อยู่บนอวกาศอาจสามารถทำหน้าที่เป็นระบบสำรองได้
นอกจากด้านเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์แล้ว จีนยังมองว่า Space Computing ในมุมอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงในอนาคต
ไม่นานมานี้ China Academy of Information and Communications Technology (CAICT) หรือ สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศจีน ได้ร่วมจัดตั้งคณะกรรมการวิชาชีพด้าน Space Computing เพื่อผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ชิป AI สำหรับอวกาศ การสื่อสารด้วยเลเซอร์ระหว่างดาวเทียม ระบบจัดการความร้อน และเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ
เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันเทคโนโลยีเหล่านี้จากระดับ “ใช้งานได้จริงทางเทคนิค” ไปสู่ “ใช้งานได้จริงเชิงพาณิชย์”
โดย CAICT ประเมินว่า มูลค่าของอุตสาหกรรม Space Computing ของจีนอาจสูงกว่า 250,000 ล้านหยวน (ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030
แน่นอนว่า เรื่องเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังมีความท้าทายอีกมาก
หากดูจากการที่ทั้งจีน อเมริกา และรวมไปถึง รัสเซีย และญี่ปุ่น ต่างเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องเดียวกัน ก็อาจสะท้อนได้ว่า ในอนาคต “อวกาศ” อาจไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการสำรวจอีกต่อไป
แต่อาจกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญของโลกดิจิทัลด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องจับตามองต่อไป
#อ้ายจง #เล่าเรื่องเมืองจีน #ชีวิตในจีน #อวกาศ
โฆษณา