5 มิ.ย. เวลา 08:12 • ปรัชญา
เรื่องราว ที่ว่า ธาตุทั้งสี่ ดินน้ำลมไฟ ที่มาประกอบกาย มาประกอบกับธาตุนะโม พ่อแม่เป็นอะไร เป็นคนเป็นสัตว์ ก็ด้วยกรรม ที่สะสมมากับธาตุทั้งสี่ ที่เรียกว่า กรรมนำเกิด เรื่องราวต่างๆ ก็บันทึกเก็บไว้ กับธาตุทั้งสี่ ทุกชาติๆ ที่เวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏะ
จิตเรา นั้น ไปอยู่ในสังขารกรรมเป็นอะไร พ่อแม่.เป็นอะไร ก็มีรูปร่าง ไปตามธาตุนะโม ที่พ่อแม่สงเคราะห์ให้เกิด สงเคราะห์ ก็ต้องมี ธาตทั้งสอง ก่อตัวประสมกันในท้องแม่ ธาตุทั้งสี่ก็มาประกอบกับธาตุนะโม
คราวนี้ .เรื่องราวที่เราอยากจะไปรู้จัก เรื่องราวอดีต ที่เรา เคยเป็นมา ไปอาศัยในรูปอะไร ทำอะไร เมื่อเรานำกายพ่อแม่ ที่เป็นมนุษย์ มาเดิน มาปฏิบัติธรรม .ลดละอารมณ์ โลภโกรธหลง ให้น้อยลงไป คำว่า อารมณ์โลภโกรธหลง นั้น เค้าก็ปรุงแต่ง กายตลอดมีอารมณ์นึกคิด ปรุงกายที่ยังไม่ตาย . คราวนี้ เราก็ทำกายนี้ ให้ไม่มีอารมณ์นึกคิดปรุงแต่ง เหมือนคนตายไปแล้ว
เราก็นำกายนี้ ยืน เดิน นั่ง นอน ปฏิบัติธรรม ตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จิตมี ทั้งกาย วิญญาณ มีแต่เสียงของธรรมคือ ภาวนาพุทโธ . วิญญาณหู ก็มีแต่เสียงพุทธโธ เกิดขึ้นในกาย ที่เป็นเสมิือนบ้านที่จิตอาศัย พอกาย เรานิ่ง จิตเราเฉย ตรงนี้ก็จะมเรื่องราว แสงของธรรม ส่องลงมาที่จิต .ให่สว่างขึ้น พอเราปฏิบัติธรรมมาขึ้น สะสมสีแสงรัตนะ เข้ามาในจิต
เมื่อกายนี้ เจ็บป่วย .ที่ว่า เจ็บป่วยดี เนื่องด้วยกรรม ที่เราทำมา เราก็นำกายนั้นมา ปฏิบัติธรรม ทำกายนั้นให้เป็นกายบุญ คราวนี้ เมื่อนำกายนี้มาประกอบปฏิบัติธรรม แสงสีของธรรมก็ช่วยสงเคราะห์ ให้ .มาเป็นภาพ เป็นเรื่องราว ที่เราเคยใช้ กาย นั้นไปกระทำอะไร กับใครมา ก็จะเป็นภาพ ขึ้นมา ให้ดู.. ให้ดู . ขณะที่เป็นภาพ .ปรากฏ จิตให้ดู จิตก็จะนิ่ง จะเฉย ให้ดูเฉยๆ
. พอออกมาจากสมาธิ การปฏิบัติ ก็มาทบทวน เรื่องราวในสมาธิ ที่เกิดขึ้น แล้วในขณที่เกิดขึ้น เป็นภาพ ในสมาธิ .เราก็รู้สึกได้ ว่า ภาพนั้น คือ ตัวเราในอดีต ที่มีรูปร่างแคกต่างจากชาติปัจจุบัน แต่ถ้าหาก เป็นสิ่งสาราสัตว์ ก็มีภาพ สัตว์นั้น มาพัวพัน หรือว่า เดินจงกรม อยู่ดีๆ กลายเป็นเดินเหมือนช้าว ความรู้สึก มันจะบอกเอง ว่า เท้าที่เดิน กิริยาที่เดิน เหมือนข้าง เอ้า พูดคำว่า พุทโธออกมาเสียงมา เอ้า..กลายเป็นเสียงข้างออกมา
..นั้น ก็เรื่องการปฏิบัติ เอ้า คราวนี้ ธรรมท่านส่ง เปิดให้ ว่าจิตตนเอง ที่ตกนรก เคยตกนรก ทุกข์ทรมานอย่างไร ก็มีแสงส่งลงมาที่หน้าอก พอแสงลงปุ๊บ เหมือน เปิดเปิดสวิตซ์ไฟ เปิด เรื่องราวที่เคยตกนรก . เพียงลงเปิดสวิตซ์ ก็เหมือน เปิดภาพ ทีวี สามมิติ มีทุกขเวทนา ความรู้สึกอย่าวไร ก็ทุกข์ในนรกมีสภาพอย่างไร ถูกทรมานทำโทษ ร้องโหยหวน ก็จะปรากฏขึ้น ที่กาย มีสภาพ ที่เรีนกว่า สังขารกรรมเกิดขึ้น
เรื่องราวนี้ ธรรมท่านเปิดให้ไม่นาน เพราะธาตุในกายมันสะเทือนมาก นั้นก็คือ เปิดสวิตซ์ ให้ดูชั่วระยะเวลาสั้นๆ แม้เมื่ออกจากสมาธิ ธาตุในกายก็ไม่ปกติ แสบร้อน กลืนกินอะไรไม่ได้ เหมือนคนป่วยใกล้ตาย
นี่ก็เป็นเรื่อวราวการปฏิบัติธรรม ที่ธรรมท่านกสงเคราะห์สอนให้ รู้จักกรรม ที่เคยตกนรก เพียงแค่ระยะ เพียงสั้นๆเราก็ ทนไม่ไหว นี่ถ้าหาก จิตเราตกอยู่ในสภาพนั้น เป็นวันเป็นปี เป็นร้อยปี พันปี เป็นโกฎ ทุกข์ทรมานในนรกยาวนาน จะทำอย่าง. หนีก็ไม่ได้ ทุกข์ทรมานอย่างนั้น แล้วเราก็จะรู้จักได้ว่า ทุกข์ในนรกมันเป็นอย่างไร ที่ว่า ทุกข์ในกายเป็นมนุษย์ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย
เรื่องราวอย่างนี้ เหมือนธรรมท่านสอน ให้อาศัยกายมนุษย์ สร้างบุญกุศลบารมี ที่ต้องมีทั้ง สติสัมปชัญญะ รู้จักกรรม ต้องหมั่นเพียร สร้างบุญกุศล สร้างกายที่เป็นบุญ ธาตุทั้งสี่มีบุญ เพื่อจะได้มีกายเป็นบุญในวันข้างหน้า ห่กเรารับรู้ไดในเรื่องราวเหลา่นี้ เราก็ขยันหมั่นเพียร อดทน สร้างบุญกุศลบารมีของเราเอง ไม่ใส่ใจในเรื่องราวที่ ว่า ใครจะมามอง เราอย่างไร นั่นมันเรื่องที่เกิดในกายเค้า ไม่ใช่เรื่องราวของเรา
เรื่องราวกรรมอดีต เราก็มีเรื่องราว ระหว่างที่เดินจงกรม เดินนิ่ง จิตนิ่ง ไม่นึกคิดอะไร ก็มีเสียง คล้าย เข็มขัดหลุดออกจากเอว ล่วงลงไปที่พื้น ..เราก็มอง ดู ..ก็มีเสียงว่า นั้นตัวเรา เป็นภาพหนุ่มหนวดเค้ารุงรัง กำยำ เหมือนในหนัง ภาพนักรบ ..ภาพที่ลากผู้หญิงไปข่มขืน . พอเห็นปุ๊บ . ก็มีเสียงว่า ตัวเรานี้มันโหดร้ายปานนี้เลยหรือ
(เรื่องราวยาวนี้ ก็ไม่อยากเบ่าใครฟังหรอก เพร่าระเค้าจะมีแต่ต่อว่าติเตียน ส่วนเรานั้น ก็เรื่อวขอวการเรียนรู้จักกรรม ในอดีต นี่ให้นึกไปถึวเรื่องราวของกรรม ที่เจ็บป่วย ทางเดินปัสสาวะ เรื่องที่เค้าแสดงให้ดู ที่เอามีดสั้น ไปแทงเค้าที่แถวท้องน้อย พอเค้าแสดงให้ดู ก็มีอาการปัสสวะเป็นเลือดสด อยู่เป็นเดือน
เรื่องราวอย่างนี้ บอกเล่า เอ่อ.ปากเล่า มันก็มีเรื่อง ที่ว่าเห็นตัวเองดี อสดเก่ง อวดดี ..ก็ไม่ค่อยเล่าให้ในฟัง ยิ่งคนใกล้ชิด นิ่งไม่เล่า เพราะมันมีอาการเลือดตก ไหลออกมา เค้าไม่ได้ทลมอว ไม่เจ้าใจว่า เรากำลัวเรียนรู้จักเรื่องราวของกรรมที่เคยทำมา จะให้ไปหาหมอรักษาท่าเดียว หากเรา ไม่มีความตั้งใจ ไม่อดทน ก็คงเลิกเรียนรู้จักกรรมไปนานแล้ว มันก็มีย้าง ที่เวลาเค้าสอนให้รู้จักกรรม จิตมันท้อแท้ .แต่ก็พยายาม สลัดมันทิ้งไป ท้อแท้ขี้เกียจ ปฏิบัติธรรม.
คราวนี้ เมื่อเราเป็นมนุษย์ ยังมีกาย มีสติสัมปชัญญะ เราก็ สร้างบุญกบารมี หนีกรรมขิงเราไป เพราะเรื่องราวอย่าวนี้ ไปบอกใคร ใครเค้าก็รับรู้ไม่ได้ เหมือนที่จิตเราประสบด้วยตัวเอง ที่ว่า ธรรมนั้นสินให้รู้จักทุกข์ ให้รู้จักกรรม เมื่อเรารู้วจักธรรมที่เรานำกายมาประพฤติปฏิบัติธรรม ก็มีธรรมมาสอนจิต .เรารู้จักธรรม เราก็หมั่นเพียรฝึกหัดของเราไป ที่ว่า สร้างบุญกุศลบารมีหนีเวรกรรม
พระอานนท์ ท่านเล่าให้ฟัง ว่าชาติหนึ่ง ฉันก็ไม่รู้จักกรรม ไม่รู้จักบุญ เห็นคนเค้า สร้างบุญกุศล ฉันก็ต่อต้าน พอมาอีกชาติหนึ่ง ฉันก็ไปเกิดเป็นควาย รับใช้ คนที่เค้าสร้างบุญกุศล เรานั้นโชคดีอย่างที่ ที่มีพระมาแนะนำ เล่าเรื่องราว การปฏิบัติบ้าง เรื่องราวของกรรมบ้าง เรื่องบุญกุศลบ้าง ท่านก็บอกว่า อย่าเชื่อ ให้ไปทบทวนพิจารณา เห็นว่าดี ก็ฝึกหัดปฏิบัติธรรมขึ้นมา แล้วก็มีเรื่องราวเกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยที่ท่านช่วยอนุเคราะห์ สงเคราะห์แนะนำให้
แล้วเราก็ต้องทำให้กรรมนั้น เกิดเป็นอโหสิกรรม แล้วก็ต้องมีการตัด บัญชีกรรมนั้นออกไป เหมือนไม่มีหนี้สินต่อกัน ยิ่งทำได้ เกิดเป็น กัลยาณมิตร เจ้ากรรมนายเวร เกิดการอโหสิกรรม ด้วยเราส่งบุญกุศลไปให้ ส่งให้เค้าไปเกิดสถานที่ดีๆ เราก็ได้คำว่า กัลยาณมิตรเกิดขึ้น
เรื่องราวอย่าวนี้ ถามว่า หากเค้าเปิดให้ดู กรรมที่ตัวเอง เคยตกนรกมา จิตเราอดีต เคยตกนรก ..ถามว่า จิตเราสามารถประคับประคองกาย ที่มีมีความรู้สึกรับรู้ ที่เคยตกนรกไหวมั้ย แล้วการที่ธาตทั้งสี่ แสดงออกมา ทีกายปัจจุุบัน จิตเร่าจะประคับประคอวลงกายไหวมั้ย หลังจากที่รับรู้ ทุกขเวทนาที่เคยตกนรกมา . กายมันเจ็บแสบ อ่อนแรง เหมือนร่างกายเราถูกใครเค้าจับฟาดพื้นแรงๆ อยากรับรู้อย่างนั้นมั้ย ทุกข์ในเมืองนรก ทุกคนก็อาศัยอยู่กายนี้ มีธาตุทั้งสี่เหมือนกัน ก็นำมาศึกษาเรียนรู้ได้ .
โฆษณา