Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ
วิกฤตศรัทธา Windows! ทำไมยิ่งใช้ถึงยิ่งแย่ แต่มูลค่า Microsoft กลับพุ่งทะยาน?
ทุกวันนี้คอมพิวเตอร์ที่เรายอมเสียเงินซื้อมาในราคาหลักหมื่นหรือหลักแสน วันนึงกลับทำตัวเหมือนไม่ใช่ทรัพย์สินของเราอีกต่อไป
เสียงแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาขัดจังหวะเวลาทำงาน หรือโฆษณาที่แอบแฝงมากับเมนูของระบบปฏิบัติการ
รวมถึงการที่เครื่องบังคับรีสตาร์ตตัวเองเพื่ออัปเดตในเวลาที่เรากำลังเร่งรีบปั่นงาน
สิ่งเหล่านี้คือความหงุดหงิดที่ผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows ทั่วโลกต้องเผชิญ
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ในขณะที่ประสบการณ์ของผู้ใช้งานทั่วไปดูเหมือนจะดิ่งลงเหว มูลค่าของบริษัทแม่อย่าง Microsoft กลับพุ่งทะยานแบบสวนทาง
ปัจจุบันมูลค่าของบริษัทนี้ทะลุระดับสามล้านล้านดอลลาร์ และยังคงเติบโตแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด…
มันเกิดอะไรขึ้นกับระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก
ทำไมซอฟต์แวร์คู่บุญที่เราเคยหลงรักในอดีต ถึงกลายสภาพเป็นพื้นที่แสดงโฆษณาและเครื่องมือดูดข้อมูลส่วนตัว
เรื่องราวความขัดแย้งนี้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อ Pavan Davuluri ผู้บริหารระดับสูงฝ่าย Windows ได้ออกมาประกาศวิสัยทัศน์แห่งอนาคต
เขาตั้งเป้าว่า Windows กำลังจะก้าวข้ามการเป็นแค่ระบบปฏิบัติการธรรมดา ไปสู่การใช้เทคโนโลยี “Agentic AI”
มันคือ AI ที่มีความคิดอ่านเป็นของตัวเองเข้ามาเป็นหัวใจหลักของระบบคอมพิวเตอร์…
ให้ลองจินตนาการถึงคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่รับคำสั่ง แต่สามารถคิดวิเคราะห์และตัดสินใจแทนผู้ใช้งานได้
ผู้บริหารท่านนี้ประกาศเรื่องนี้ด้วยความภาคภูมิใจ ทว่าผลลัพธ์ที่ตอบกลับมากลับกลายเป็นกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง
แทนที่จะเป็นเสียงชื่นชม พื้นที่แสดงความคิดเห็นกลับเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ใช้งานทั่วโลก
หลายคนมองว่าแนวทางนี้คือการผลักไสไล่ส่งผู้ใช้งานให้หนีไปใช้คู่แข่งอย่าง Mac หรือ Linux
1
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กำลังติดอยู่ในโลกของตัวเองที่เชื่อมั่นว่า AI จะสร้างความมั่งคั่งมหาศาล…
พวกเขาอาจหลงลืมไปว่าผู้ใช้งานตามบ้านส่วนใหญ่ต้องการเพียงระบบปฏิบัติการที่เสถียรและไม่ก้าวก่ายความเป็นส่วนตัว
ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่บริษัทยัดเยียดให้ กับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการอย่างแท้จริง เริ่มเห็นเด่นชัดมากที่สุดในยุคของ Windows 11
ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันนี้กลายเป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ที่สร้างความหงุดหงิดใจสูงสุดในประวัติศาสตร์
ตั้งแต่การบังคับให้อัปเกรดเครื่องใหม่ ไปจนถึงข้อบังคับในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อลงทะเบียนเข้าใช้งานครั้งแรก
หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยว่า องค์กรระดับโลกที่มีวิศวกรนับหมื่นคน ตัดสินใจเดินหมากผิดพลาดได้อย่างไร…
คำตอบที่แท้จริงคือ พวกเขาไม่ได้ทำพลาด ทุกอย่างล้วนเป็นแผนการที่ถูกวางไว้อย่างแนบเนียน
เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะมานั่งกังวลเรื่องความพึงพอใจของผู้ใช้งานทั่วไป
หากย้อนกลับไปดูโครงสร้างการทำเงินในอดีต ยุคที่ Bill Gates เป็นผู้นำ โมเดลธุรกิจในเวลานั้นคือการยึดครองพื้นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์
ยิ่งมีคนใช้คอมพิวเตอร์มาก บริษัทก็ยิ่งขายไลเซนส์ซอฟต์แวร์ได้มาก
ในยุคนั้นผู้บริโภคทั่วไปและลูกค้าตามบ้านจึงเปรียบเสมือนลูกค้าคนสำคัญที่บริษัทต้องคอยเอาใจใส่…
แต่เมื่อ Satya Nadella เข้ามารับตำแหน่งสูงสุดในปี 2014 ทิศทางของเรือยักษ์ลำนี้ก็ถูกหักเลี้ยวไปสู่น่านน้ำใหม่
เขาไม่ได้เติบโตมาจากการคุมทีมพัฒนา Windows เหมือนผู้บริหารคนก่อน แต่รากฐานความเชี่ยวชาญของเขามาจากสายงาน Cloud Computing และ Server
วิสัยทัศน์ของเขาจึงมองทะลุผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่ลอยอยู่บนอินเทอร์เน็ต
เขาตัดสินใจเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจหลักไปสู่ระบบ Cloud Service และปรับเปลี่ยน Office ให้กลายเป็นโมเดล Subscription
กลยุทธ์การมุ่งสู่บริการคลาวด์ส่งผลให้รายได้ของบริษัทพุ่งทะยานอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน…
รายได้มหาศาลกว่าครึ่งของบริษัทในปัจจุบัน มาจากบริการฝั่ง Cloud และฐานลูกค้าธุรกิจแบบ B2B ล้วนๆ
จุดนี้เองคือทางแยกที่สำคัญ เมื่อแหล่งรายได้หลักมาจากการขายโซลูชันให้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่
น้ำหนักความสำคัญของผู้ใช้งานตามบ้านอย่าง “Home User” จึงลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในโลกธุรกิจเอนเทอร์ไพรส์ ระบบปฏิบัติการ Windows ยังคงยึดครองส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ลูกค้าองค์กรไม่ได้ใส่ใจว่าปุ่มของระบบจะกดยากขึ้นหรือไม่ ตราบใดที่ระบบยังสามารถรันโปรแกรมของบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง…
เมื่อผู้ใช้งานทั่วไปทำกำไรให้บริษัทได้น้อยลงตามสัดส่วน เสียงบ่นของพวกเราจึงแทบไม่ส่งผลกระทบใดต่อราคาหุ้น
สภาพการณ์เช่นนี้เปลี่ยนสถานะของระบบปฏิบัติการที่เคยเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวก ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับนำเสนอโฆษณา
ลองพิจารณาแนวทางที่เกิดขึ้น พวกเขาเริ่มต้นด้วยการกำหนดสเปกฮาร์ดแวร์ขั้นต่ำที่เข้มงวด
มีการบังคับให้คอมพิวเตอร์ต้องมีชิปประมวลผลความปลอดภัย TPM 2.0
ในทางเทคนิคชิปตัวนี้มีหน้าที่เก็บรักษากุญแจเข้ารหัสข้อมูลเพื่อป้องกันการโจมตีระดับฮาร์ดแวร์…
ฟังดูเป็นความหวังดีต่อความปลอดภัย แต่ในอีกมุมหนึ่งมันคือกลไกที่ผูกมัดตัวตนของเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับบัญชีส่วนบุคคลอย่างแน่นหนา
กฎเกณฑ์ข้อนี้ยังผลักไสคอมพิวเตอร์เก่าหลายล้านเครื่องที่ยังมีประสิทธิภาพดี ให้กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ในชั่วข้ามคืน
ในอดีตเราสามารถข้ามขั้นตอนการใช้อินเทอร์เน็ตและตั้งค่าบัญชีผู้ใช้แบบออฟไลน์ได้อย่างอิสระ
แต่ในปัจจุบัน ช่องทางเหล่านั้นถูกปิดตาย การบังคับให้ผู้ใช้ทุกคนต้องล็อกอินด้วย Microsoft Account กลายเป็นเรื่องกึ่งบังคับ
เป้าหมายสูงสุดคือการดึงทุกคนเข้าสู่ “Ecosystem” อย่างเต็มรูปแบบ…
บริษัทต้องการสร้างทางผ่านไปสู่บริการอื่นๆ เช่น พื้นที่เก็บข้อมูล OneDrive ที่คอยส่งแจ้งเตือนว่าพื้นที่ใกล้จะเต็ม
บริการเล่นเกมรายเดือนอย่าง Game Pass และเครื่องมือสุดล้ำอย่าง Copilot Pro ก็ถูกนำเสนอให้ผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง
สิ่งเหล่านี้คือรายได้ประจำที่ทำให้นักลงทุนในตลาดทุนชื่นชอบเป็นอย่างมาก
แต่จุดแตกหักที่สร้างวิกฤตศรัทธาขั้นรุนแรงที่สุด คือความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว
ระบบปฏิบัติการยุคใหม่เต็มไปด้วยระบบ Telemetry หรือการส่งรายงานข้อมูลการใช้งานกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์กลาง…
แม้ผู้ใช้จะพยายามเข้าไปปิดการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวทุกจุดเท่าที่หาเจอแล้ว ระบบก็ยังคงแอบส่งข้อมูลฮาร์ดแวร์กลับไปอยู่ดี
ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ทั่วโลกต้องลุกขึ้นมาตั้งคำถาม คือการเผยโฉมฟีเจอร์ AI ที่มีชื่อว่า “Recall”
แนวคิดของฟีเจอร์นี้คือระบบจะทำการจับภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเราทุกๆ สองถึงสามวินาที
มันจะบันทึกทุกการกระทำ ไม่ว่าเราจะเปิดดูสลิปเงินเดือน พิมพ์รหัสผ่านธนาคาร หรือแชทคุยเรื่องส่วนตัว
จากนั้น AI จะทำหน้าที่จัดทำดัชนีข้อมูล เพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาย้อนหลังด้วยภาษาพูดแบบธรรมชาติ…
ในมุมของการตลาด นี้นวัตกรรมที่อาจเปลี่ยนโลก แต่ในมุมมองของความปลอดภัยไซเบอร์ นี่คือฝันร้ายที่กลายเป็นจริง
นักวิจัยพบความจริงที่ว่า ข้อมูลภาพหน้าจอสุดแสนจะส่วนตัวเหล่านี้ ถูกบันทึกเก็บไว้ในฐานข้อมูล SQL แบบธรรมดา
มันแทบจะไม่มีการเข้ารหัสที่แน่นหนาพอสำหรับการปกป้องข้อมูลสำคัญระดับนี้
นั่นหมายความว่า หากคอมพิวเตอร์พลาดไปติด Malware แฮกเกอร์จะไม่เพียงแค่ขโมยไฟล์เอกสารไปได้เท่านั้น
แต่พวกเขายังสามารถเจาะเข้าไปดูเทปบันทึกชีวิตดิจิทัลของเราย้อนหลังได้ทุกวินาที…
แม้เวลาต่อมาบริษัทจะตัดสินใจเลื่อนการปล่อยอัปเดตฟีเจอร์นี้ออกไปเพื่อปรับปรุงความปลอดภัย
โดยยืนยันว่าจะใช้ระบบ Windows Hello ในการยืนยันตัวตนก่อนเข้าถึงข้อมูล
แต่ความไว้วางใจที่ผู้ใช้งานเคยมีให้ได้พังทลายลงไปจนยากจะกู้คืน
ผู้คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า ซอฟต์แวร์ที่เราซื้อมาใช้งานนี้คือโปรแกรมช่วยทำงาน หรือเป็นสปายแวร์กันแน่
ท่ามกลางความอึดอัดใจที่สะสมมานาน คำถามที่ตามมาคือ ผู้ใช้งานธรรมดาอย่างเรามีทางเลือกอื่นหรือไม่…
ความเป็นจริงชี้ให้เห็นว่า แม้ระบบปฏิบัติการจากค่ายนี้จะยังคงมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด แต่กำแพงที่เคยสูงชันก็เริ่มถูกกัดเซาะ
กลุ่มคนทำงานระดับมืออาชีพที่ต้องการความเสถียรและความเป็นส่วนตัว เริ่มควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อย้ายไปตั้งรกรากในระบบนิเวศของ Mac OS
ผู้ใช้งานหลายคนที่เคยประกาศตัวเป็นสาวกเหนียวแน่น ก็ต้องยอมยกธงขาวให้กับความจุกจิกกวนใจ
ที่น่าจับตามองยิ่งกว่านั้นคือการผงาดขึ้นมาของตัวเลือกที่สามอย่าง Linux
ในอดีตซอฟต์แวร์ตัวนี้มักถูกมองว่าเป็นของเล่นสำหรับโปรแกรมเมอร์หัวกะทิเท่านั้น…
แต่ในยุคปัจจุบัน กำแพงความยากได้ถูกทำลายลง โดยเฉพาะในวงการเกมเมอร์ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดจากอุปกรณ์พกพาอย่าง Steam Deck ซึ่งทำงานอยู่บนพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ Linux
ด้วยการพัฒนาซอฟต์แวร์ตัวกลาง ทำให้เกมที่เคยทำงานได้เฉพาะบนเครื่อง Windows สามารถรันบน Linux ได้อย่างราบรื่น
ทำให้คนเริ่มเปิดใจและตระหนักได้ว่า เราอาจจะไม่ต้องง้อระบบปฏิบัติการเดิมๆ เพื่อเล่นเกมอีกต่อไป
แม้บริษัทจะเริ่มตระหนักถึงเสียงวิจารณ์และพยายามออกมายืนยันว่าจะปรับปรุงเสถียรภาพของระบบให้ดีขึ้น…
แต่คำถามสำคัญที่ยังคงค้างคาใจคือ บริษัทระดับล้านล้านดอลลาร์แห่งนี้ จะกล้าเปลี่ยนแนวทางตัวเองหรือไม่
พวกเขาจะยอมละทิ้งขุมทรัพย์มหาศาลจากระบบ Cloud และ AI เพื่อหวนกลับไปสร้างซอฟต์แวร์ที่สะอาดและเคารพสิทธิส่วนบุคคลหรือเปล่า
ในเมื่อโมเดลธุรกิจปัจจุบันมันสร้างผลกำไรตอบแทนผู้ถือหุ้นได้อย่างงดงามมหาศาลขนาดนี้
บทสรุปของเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานระดับองค์กรของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ยังคงแข็งแกร่ง
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างตัวซอฟต์แวร์กับผู้ใช้งานทั่วไป ได้ถูกทำลายลงจนสิ้นซาก เปลี่ยนสถานะกลายเป็นความสัมพันธ์แบบจำยอม…
ฝ่ายหนึ่งพยายามตักตวงข้อมูลพฤติกรรมให้ได้มากที่สุด ในขณะที่อีกฝ่ายต้องก้มหน้าทนใช้เพราะขาดทางเลือก
แต่อำนาจที่แท้จริงนั้นยังคงอยู่ที่ปลายนิ้วของพวกเราทุกคนเสมอ
เรามีสิทธิที่จะเลือกว่าจะยอมอยู่ใน ecosystem ที่มองผู้ใช้เป็นเพียงแหล่งผลิตข้อมูล
หรือจะยอมเผชิญกับความเจ็บปวดจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ เพื่อก้าวไปสู่บ้านหลังใหม่ที่เคารพความเป็นส่วนตัวของเรามากกว่า
References : [theverge,arstechnica,microsoft,tomshardware,windowscentral]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/why-does-windows-get-worse-the-more-you-use-it/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ธุรกิจ
การลงทุน
เทคโนโลยี
4 บันทึก
5
4
5
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย