6 มิ.ย. เวลา 09:49 • ไลฟ์สไตล์

ER ลานกู่ร้องของเสียงรองจากสังคม

เช้ามืดวันหนึ่ง จู่ ๆ เกิดอาการหนาวสั่นมีไข้สูง นี่เป็นความไม่ปกติทางร่างกายอย่างเป็นทางการ จนรู้ตัวแล้วว่าคงต้องไปนอนโรงพยาบาลอีกแล้ว ในเช้ามืดวันนั้นจึงต้องเตรียมตัวไปโรงพยาบาล​ สำหรับผู้ป่วยทุกรายด่านแรกคือ ER
​หนึ่งในสิ่งที่ผู้ป่วยอยากจะหนีไปที่สุดรองจากการตื่นเช้ามืดตามนัดคือการนองแอ้งแม้งใน ER ​จนกว่าจะได้เตียง คุณจะไม่ได้หลับอย่างเต็มตา คุณจะได้ยินทุกเสียงทั้งเครื่องมือแพทย์​ เสียงไอ เสียงจาม เสียงอ้วก เสียงร้องไห้ เสียงโวยวาย​ รองลงมาจาก​นั้นคือภาษาทางการแพทย์​ที่เต็มไปด้วยศัพท์แสง ซึ่งถ้าคุณป่วยมานานอาจพอจำทางภาษาที่หมอและพยาบาล​คุยกันได้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่กลับทุกครั้งและทุกคนที่เข้าใจ
เมื่อพยามเอี้ยวหูฟังพวกเขาในเรื่องของเรา เรายิ่งถูกผลักออกไปสู่ประตูแห่งความกังวลของความไม่รู้ความหมาย ภาษาแพทย์เป็นภาษาคนละช่วงชั้นกับภาษาที่เราใช้ในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องสงสัย ในหลายครั้งที่ผู้เขียนต้องอยู่ท่ามกลางสรรพภาษาที่เราฟังงง ๆ นั่นเพราะภาษาหันหลังให้เราอย่างจัง ภาษาจึงทำหน้าที่เลือกหรือหันหน้าให้กับผู้เข้าใจความหมาย ผู้เขียนเป็นอย่างงี้ทุกครั้งเมื่อเห็นหมอปรึกษากันเรื่องแผนการรักษาหรือการวินิจฉัยโรคของผู้เขียนอยู่
สิ่งที่สามัญชนอย่างเราพอจะทำได้คงเป็นการอ่านภาษากายและสีหน้าของพวกหมอ ๆ แต่อีกไม่ช้าความงงงวยกึ่งกังวลก็จะถูกเฉลยด้วยภาษาที่หันกลับเข้ามาหาเราง่าย ๆ เมื่อหมอ ๆ สนทนากันเสร็จก็ค่อย ๆ เริ่มหันมาพูดกับคนไข้หรือญาติด้วยภาษาปกติ ภาษาทางการแพทย์ก็เลยต้องลดทอนศัพท์แสงและปรับเปลี่ยนรูปร่างให้เป็นภาษาที่หันหน้ารอบด้านอย่างแท้จริง
ตรงจุดนี้ สำหรับเราผู้ป่วยหรือญาตินับเป็นวินาทีลุ้นระทึก เพราะสิ่งที่ได้ยินหลังจากนี้จับต้องได้ถึงนัยกระดูก ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าแม้จะจับท่าทางและสีหน้าซึ่งดูสุขุมของเหล่าบุคลากรหมอพยาบาล เราก็ยังคงอยากได้ยินภาษาที่เป็นด้านบวกต่อโรคภัยไข้เจ็บของเรา คำที่ออกมาจากหมอจึงชี้เป็นชี้ตายได้ โดยต่อให้เป็นภาษาบ้าน ๆ แต่คำเหล่านั้นเมื่อออกจากปากหมอมักทำให้ผู้ฟังอย่างเราอับเฉาหรือว่าจะเบิกบานไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เช่นคำว่า "ผลเลือดค่าตับไตไม่ดีหมออาจให้นอนรพ." "ชิ้นเนื้อที่ส่งตรวจผลเป็นเนื้อร้าย" หรือ "ค่าเลือดดีขึ้นไม่มีอะไรแล้วคร่าวหน้าหมอไม่มีนัดนะ" "ผลวันนี้ดูโอเคเดี๋ยวหมอให้กลับบ้านวันนี้" คำพวกนี้เป็นคำที่มีเจ้าของและซึ่งเวลาที่คำออกมาจากปากเจ้าของจึงไม่สามารถต่อต้านหรือบิดความหมายหรือริบเอามาได้
คำกล่าวทำนองนี้ล้วนเกิดขึ้นจนเป็นสามัญอยู่ในห้อง ER ไม่ว่าฝั่งตรงข้ามเตียงเราหรือเตียงข้าง ๆ เรา คำเหล่านี้เร้นกายอยู่ที่นี่ เจ้าของคำทำหน้าที่กล่าวเพื่อให้มันปรากฏเด่นชัดขึ้นและปิดจ็อบส์ความสงสัยใคร่กังวลของคนไข้ที่วนเวียนอยู่ในนี้
เสียงโดยคำจากหมอไม่ใช่เสียงที่โดดเด่นหรือได้ยินทั่ว ๆ ไป หากเทียบเสียงที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยกว่า ถี่กว่า เช่นเสียงไอ จาม ขับเสมหะ​ อาเจียน​ แต่ก็มีอีกหนึ่งเสียงและภาษาที่แม้มาไม่บ่อยแต่กลับปกติเหมือนกันอย่างเสียงร้องโวยวายพร้อมคำสบถ​และภาษากายอันแข็งขืน มันคือภาษาทางร่างกายที่กำลังพูดคุยอยู่เป็นพื้นหลังเสียงอื่น ๆ
ภาษาทางร่างกายพวกนี้ อาจถูกขานรับอย่างใส่ใจหรือถูกทำให้เป็นเรื่องปกติในเวลาเดียวกันถ้าภาษานั้นของคนไข้เกรี้ยวกราด​ทั้งวาจาและทั้งกายา เช่นคำด่าว่า "ไอ้เหี้ย" "ไอ้สัตว์" "มึง(หมายถึงหมอ/พยาบาล)​ทำอะไรกู" "ไอ้เหี้ยปล่อยกู" "กูเจ็บ" พร้อมกันกับการดิ้นพร่านชักไปมา(เท่าที่ผู้เขียน​เคยเห็น)​ ภาษาที่แข็งขืนผนวกกับน้ำเสียงที่แข็งกร้าวพยามทำลายบรรยากาศของการรักษาเพื่อชักเย่ออำนาจที่ควบคุมเนื้อตัวและร่างกายให้ขยักเข้ามาที่ฟากของตน
เสียง ภาษาและเรี่ยวแรงเป็นที่พึ่งไม่กี่อย่างของคนไข้ในการให้ตนเองยังรู้สึกข่มขวัญกระบวนการรักษาที่เป็นไปอยู่นี้ได้ แม้อันที่จริงการรักษาเป็นเรื่องของความยินยอมให้การรักษากดทับเรือนร่างอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่อำนาจควบคุมที่เคยเป็นของคนไข้ยังคงกู่ร้องออกมาจากภาษาทางร่างกายเหล่านี้ไม่ขาดสาย
การ​รักษาคือการเอาตัวตนที่เจ็บป่วยไปแลกกับตัวตนที่เจ็บปวดเพื่อคืนความปกติของร่างกายโดยเร็วหรือขยายวันเวลาของชีวิต เสียง ถ้อยคำ พละกำลัง อันแข็งขืนเช่นนี้จึงมักร่าถอยให้กระบวนการรักษาด้วยฤทธิ์ยาหรือเชือกที่เจ้าหน้าที่ช่วยกันตะล่อมคนไข้ให้สงบลงจนบรรยากาศของการรักษาค่อย ๆ กลืนกลายไปเป็นเสียงที่ปกติใน ER
คนไข้กลุ่มนี้นับเป็นกลุ่มที่ทลายภาษาและเสียงที่ขวักไขว่ใน ER ให้ชักงักงันเพียงชั่วครู่ ก่อนที่บรรยากาศจะทำให้เสียงโวยวาย​เหล่านี้ปกติ ราวกับนี้เป็นเสียงไอ จาม สำรอก ที่เกิดขึ้นปกติในตัวผู้ป่วย ใน ER เสียงที่มาจากความเจ็บไข้​ได้ป่วยทั้งหลายคือภาษาของการได้รับสภาวะยกเว้น​ที่นี่
กล่าวคือ ไม่มีการถือโทษหรือโกรธเคืองและความรำคาญล้วนเป็นที่ระงับไว้หรือเป็นเสียงที่เข้าใจได้ เป็นที่ตระหนักดีเพราะเสียงพวกนี้บ่อเกิดมาจากการกัดกินจากข้างในซึ่งเรียงร้อยถ้อยคำ​ออกมาเป็นภาษาทางร่างกายที่ถ่ายทอดด้วยการไอ จาม ขากสเลค อาเจียน ร้องด้วยความเจ็บปวด หรือผรุสวาทด่าทอ
สรรพนานาเสียงล้วนเกิดขึ้นและเป็นอยู่ภายใน ER ต่างมีที่มาที่ไปของมันและอยู่ในนั้น ER กลายเป็นสถานที่ที่ซึมซับเสียงซึ่งเมื่อเปรียบกับสังคมภายนอก ภาษาทางร่างกายเช่นว่าอาจถูกประเมินด้วยด้วยความผิดปกติเล็กน้อย ปานกลาง จนถึงขั้นที่ถ้าใครโหวกเหวกโวยวายเพราะความเจ็บปวดทางร่างกายก็ถูกตีไปว่าไม่สมประกอบ ฉะนั้น ER คือพื้นที่ที่จัดแยกออกมาจากเสียงทางสังคมที่ธำรงไว้เป็นปกติ เพื่อให้เสียงทางร่างกายมีที่มีทางแล้วคอยซับมันไว้จนเสียงเหล่านี้จะถูกปรับจูนพอดีกับสังคม
และถึงแม้อย่างไรก็ตาม ER เป็นเพียงด่านแรกของด่านต่อไปหรือเป็นแค่ด่านด่านเดียวสำหรับคนไข้ที่จะได้เจอกับหมอ ถึงกระนั้น ER ยังคงเป็นจุดปะทะระหว่างประชาชนกับบุคลากรภายในโรงพยาบาลทั้งหลาย หรืออันที่จริงแล้วเป็นปัญหาระดับโครงสร้างหลาย ๆ ส่วนซึ่งถูกฟ้องออกมาในรูปกายของความเจ็บป่วยหรือเจ็บปวดที่กำลังปะทะกับกลไกรัฐในทางแก้ไขเพียงไม่กี่หยิบมือต่างหาก เสียงของความเจ็บป่วยหรือกระทั้งเสียงร้องปวดร้าวจากการบาดเจ็บด้วยอุบัติเหตุ สะท้อนสองแง่มุมที่ยึดโยงกัน
1) ความเจ็บปวดหรือเจ็บป่วยที่สำแดงออกมาผ่านเสียงคือเสียงปัจจุบันที่ห่อหุ้มเรื่องราวจากอดีต เป็นอดีตที่เป็นสาเหตุของตอนนี้ จึงเป็นเสียงที่มาจากอดีตของการกระทำหรือพฤติกรรมและชีวประวัติของร่างกายที่เพิ่งฟ้องเรื่องราวตัวเองในปัจจุบันโดยสังเขป แต่เสียงทางร่างกายที่เจ็บป่วยหรือเจ็บปวดก็ถูกตัดรอนเรื่องราวที่มาของอดีตให้พร่ามัวจนไม่รู้ความและกลายเป็นเรื่องที่ปัจจุบันเข้าใจได้โดยง่ายว่าเป็นเสียงของความเจ็บปวดหรือป่วยไข้เท่านั้นแทน
2) อย่างที่กล่าวไป ไม่ว่าการกระทำ​หรือพฤติกรรมจนเป็นนิสัยหรือชีวประวัติทางร่างกายไม่ได้ปราศจากโครงสร้างทั้งการเมือง สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ หรือแม้ว่าเป็นโครงสร้างผังเมือง ค่านิยม บริโภคนิยม กฎหมาย ประวัติศาสตร์ ไม่ว่าทางใดทาง​หนึ่งโครงสร้างเหล่านี้หลอมรวมเราไม่ก็เป็นสายพานที่ก่อร่างกลุ่มก้อนแห่งการเป็นเรา แต่ดันเป็นองค์ประกอบที่ถูกมองข้ามเพราะเสียงทางร่างกาย เช่นเสียงไอ จาม ขากสเลค อาเจียน ร้องด้วยความเจ็บปวด หรือผรุสวาทด่าทอ
ได้กำลังซุกซ่อนมูลเหตุจากโครงสร้างต่าง ๆ ให้หลบไปอยู่เบื้องหลัง (back stage) เลยกลายเป็นว่าเสียงของความป่วยไข้ถูกทำให้เป็นเบื้องหน้า (front stage) และเป็นเรื่องทางเลือกที่บุคคตัดสินใจเลือกเองจนพบจุดลงเอยที่ ER ทำให้ขาดช่วงขาดตอนทางโครงสร้างที่เป็นพื้นหลัง (background) ของการเลือกในระดับบุคคลอย่างแท้จริง หากจะกล่าวสักเล็กน้อย ณ จุดนี้ ER ก็เสมือนเวทีการแสดง (stage) สำหรับตัวละครเอกอย่างเสียงทางร่างกายของคนไข้ไปโดยปริยาย
แต่เวทีเช่นว่าไม่ได้ตั้งตระหง่านถาวร ER เป็นเพียงจุดระหว่างทางของผลลัพธ์ไม่เจาะจงที่มาจากโครงสร้างต่าง ๆ นา ๆ ซึ่งเป็นกำลังบังคับพื้นหลังของการเลือกในบุคคลที่ทั้งเข้มข้นบ้างหรือเจือจางบ้างตามแต่โครงสร้างทั้งหลาย หากเทียบให้เห็นชัดคงเปรียบได้กับจุดปลายทางอย่างคุกซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เจาะจงของปัญหาเชิงโครงสร้าง(a)
อย่างไรเสีย ก็มีความแตกต่างกันอย่างลิบลับตรงที่ ER เปิดรับคนเข้าอย่างกว้างขวางกว่าซึ่งคนเหล่านี้ก็มีปัญหาทางด้านความเจ็บป่วยฉับพลัน แล้วข้อนึงคือไม่ได้รับคนอย่างยาวนานเป็นเพียงระยะเวลานึงเท่านั้น ER จึงมีหน้าที่เร่งช่วยเหลือคนก่อนจะคัดแยกคนไข้และกระจายไปยังวอร์ดต่าง ๆ หรือส่งกลับบ้าน หรือพูดง่าย ๆ ว่าคืนคนสุขภาพปกติ​หรือใกล้เคียงกับความปกติสู่สังคม
ใน ER ตามจริงแล้วเสียงของร่างกายจากความป่วยไข้หรือบาดเจ็บไม่ใช่พระเอกคนเดียวโดด ๆ เสียงบิ๋บ เสียงตึ๋ด ที่เป็นจังหวะหรือเป็นช่วง ๆ หรือหลายชั่วโมงจะได้ยินมีที่มาจากเสียงเครื่องมือแพทย์เหล่านี้คือเสียงที่​เป็นนางเอกที่ขาดไปไม่ได้เช่นกัน จากที่นอนให้ยาที่ ER มาสามคืน บรรยากาศของเสียงเครื่องมือแพทย์ต่างกันจากห้องผู้ป่วยพิเศษแบบสี่เตียงหรือแบบพิเศษเตียงเดี่ยว ผู้เขียนแทบได้ยินเสียงเครื่องมือแพทย์ทั้งทุกทิศทางและทุกประเภทในนั้น ทำให้ผู้เขียนพอจะจำแนกเสียงเครื่องมือแพทย์ได้ออกเป็น 4 รูปแบบ
1) เสียงแจ้งเตือนแบตเตอรี่ต่ำ
เกิดขึ้นในกรณีที่เราถอดปลั๊กออกเสียงจะร้องดังปานกลางเป็นจังหวะ ตื๊อดื้น.ตื๊อดื้น.ให้รีบกลับไปชาร์จแบตเตอรี่ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเครื่องดิฟยาหรือ Infusion pump เสียงแจ้งเตือนของเครื่องนี้คือการต้องการรักษาความต่อเนื่องในการรักษาแม้ว่าเราจะเดินไปทั้งเสาน้ำเกลือเพื่อทำธุระในห้องน้ำแต่เสียงเร่งรัดให้เรารีบทำธุระให้เสร็จ การเข้าห้องน้ำจึงกลายเป็นส่วนที่นอกเหนือจากกระบวนการรักษาของเครื่องนี้ เสียงจึงพยามร้องขอความร่วมมือจากเราให้การกลับไปที่เตียง ให้กลับไปเสียบปลั๊กบนหัวนอน
2) เสียงแจ้งเตือนเมื่อเครื่องทำงานเสร็จ
เกิดขึ้นเมื่อเครื่องได้วัดค่าหรือให้ยาจนครบปริมาณ เสียงจะร้องแตกต่างกันไปแล้วแต่ประเภทของเครื่อง ที่ได้ยินบ่อยสุดสำหรับผู้เขียนคือเสียงปรอทวัดไข้ดิจิตอลซึ่งจะร้องประมาณว่า ปิ๊บ ๆ ปิ๊บ ๆ เป็นสองจังหวะไม่กดดันในทำนองเท่ากัน หรือเสียงเครื่องวัดความดันในโรงพยาบาล ขั้นแรกเราจะได้ยินเสียงบีบของเครื่อง อื่ดดดด.. และเหมือนมีเสียงผ่อนลมช้า ๆ ของเครื่องด้วย
หลังจากเสร็จการวัดเสียงจะร้องแจ้งเตือน ตื่อดื่อดื้อ เสียงขึ้นต่ำและลงปานกลาง แต่เสียงที่ร้องค่อนข้างรำคาญกว่ายังคงเป็นเสียงดิฟยาเมื่อมันให้เสร็จแล้วจะร้องทำนองว่า ตื่อดื่อดึ๊ด.. ตื่อดื่อดึ๊ด.. สามจังหวะเสียงสูงแหลมและเร่งเร้า เสียงเครื่องวัดจะร้องไม่กี่ครั้งและหยุดลง ส่วนเสียงเครื่องให้ยาจะร้องถี่ ๆ จนกว่าคนจะปิดเสียงหรือออฟเครื่อง เสียงทั้งหมดนี้ถูกเซ็ทค่าให้บรรจบกับกระบวนการทำงานของเครื่องที่จบลง
โดยระหว่างที่เครื่องทำงานคือเป็นความเป็นไปของเครื่องที่มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้กำหนดหลักหรือเรียกว่าภาวะพ้นมนุษย์ แต่พอเมื่อไหร่ที่เสียงแจ้งเตือนการวัดหรือการให้ยาที่เสร็จสิ้นดังขึ้นจึงจะหวนคืนสู่ในระนาบของมนุษย์ เสียงเลยไม่ต่างกับสวิตเปิดโหมดมนุษย์และสวิตปิดการทำงานของเครื่องมืออัตโนมัติ ซึ่งในทางหนึ่งเสียงเป็นตัวบอกกล่าวสัญญาณว่าพันธะหน้าที่ของเครื่องได้หมดลงแล้ว ในอีกทางหนึ่งเสียงเป็นนัยของสัญญาณในความเป็นไปที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centered)
เสียงนี้สร้างให้มนุษย์ได้ยินเพื่อตอบสนอง'ในตัวมนุษย์'และมันเท่ากับไปยุติการที่คนจดจ่อกระบวนการของเครื่องเช่นกัน ในลักษณะตรงข้าม เสียงแจ้งจากการทำงานที่เสร็จสิ้นของเครื่องก็เป็นข้อดี ที่ไม่ทำให้คนเราต้องมาจดจ่อในทุก ๆ กระบวนการของเครื่อง เพียงปล่อยให้เครื่องทำงานจนกว่าเสียงจะเกิดขึ้น ซึ่งทำให้คนเราหันไปจดจ่อ'หลัง'กระบวนการทำงานของเครื่องหรือจดจ่อหลังการเกิดเสียงแทน ซึ่งโดยนัยเสียงยังเป็นสัญญาณ'ตัดแยก'หน้าที่ของเครื่องออกและเหลือเพียงหน้าที่หลักต่อจากนี้ที่เป็นแต่มนุษย์(b)
3) เสียงแจ้งเตือนเมื่อมีสิ่งรบกวนจนเครื่องทำงานไม่ราบรื่น
เกิดขึ้นเมื่อสายให้ยาตีบตัน/พับงอ หรือเกิดจากเส้นเลือดภายในมีการตีบตัน/ปูดปวม/หดตัวทำให้ยาไม่สามารถผ่านไปได้ จากที่สังเกตุมาจะเป็นพวกเครื่องดิฟยาที่จะร้องด้วยสาเหตุนี้ เสียงจะร้องเล็กแหลมเป็นจังหวะเหมือนเสียงแจ้งเตือนตอนให้ยาจนครบที่ร้องดัง ตื่อดื่อดึ๊ด.. สำหรับคนไข้แล้วถ้าเสียงนี้ดังและถ้าไม่ได้เกิดจากตัวสายให้ยาแต่เกิดจากเส้นเลือดของคนไข้เองซึ่งหากพยาบาลมาขยับ ๆ เข็มแล้วกลับไปให้ยาได้ปกติไม่เจ็บไม่บวมก็ถือว่าดีไป
แต่ถ้าไม่ได้เป็นอย่างงั้นก็ต้องเปิดเส้นเจาะกันใหม่ เสียงเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่เกิดขึ้นทั้งที่เป็นหรือไม่เป็นในร่างกายมนุษย์ เนื่องจากตัวเครื่องมือทางการแพทย์แทบทุกประเภททำงานสอดประสานไปกับร่างกาย เสียงจึงทำหน้าที่สื่อกลางในการสื่อสารของตัวเครื่องมือและในร่างกายที่ไม่สามารถเปล่งออกมาเป็นถ้อยคำได้ ตรงจุดนี้ เสียงงัดอาการที่อุบัติการณ์ในภายใต้เรือนร่างมนุษย์ที่เกิดขึ้นอยู่เพื่อขึ้นมาพูดกับเราในการหาทางออกให้เครื่องทำงานสอดคล้องและราบรื่นอีก
4) เสียงแจ้งเตือนในกรณีที่ค่าที่วัดเกินเกณฑ์ปกติ​&ที่บ่งบอกถึงสถานะที่ปกติของคนไข้
เกิดขึ้นเมื่อเครื่องมือแพทย์วัดเสร็จสิ้นหรือระหว่างการวัดก็ได้ขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องมือ จากประสบการณ์ผู้เขียนประสบพบเจอจะเป็นเครื่องวัดความดันกับเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วบางรุ่น สำหรับผู้เขียนจะได้ยินเสียงแจ้งเตือนดังลั่นเพราะความดันสูงเกินเกณฑ์ประจำ โดยเสียงจะมีโทนสูงรากยาวปานกลางร้องประมาณ 3 ถึง 4 ครั้งจนหยุด ลักษณะของเสียงคือ ดื๊ดด ดื๊ดด ดื๊ดด บ่งบอกถึงสัญญาณอันตรายภายในร่างกายที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน
ในอีกฟากฝั่งเสียงของเครื่องมือแพทย์ประเภทบ่งบอกสถานะที่ปกติของคนไข้ ผู้เขียนไม่แน่ใจจริง ๆ ว่าเสียงที่ได้ยินใน ER เป็นเครื่องอะไรเท่าที่จำได้เสียงมีลักษณะ ติ๊ด.... ติ๊ด.... ติ๊ด.... เว้นช่วงราว ๆ 30/40 วินาที เสียงนี้ทำให้รู้ชัดว่าเครื่องกำลังทำงานไปพร้อมกับค่าคงที่ของคนไข้
ซึ่งโดยรวมแล้วเสียงเป็น'อีกชั้น'​ของสภาพจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งมันทำหน้าที่ยืนยันสภาพจริงของชั้นอื่น ๆ เช่น ผลของหน้าจอ ตัวเลข อาการคนไข้ และรวมเป็นกลุ่มก้อนของข้อเท็จจริงต่อหนึ่งเหตุการณ์หรือต่อบริบทนึง ไม่ว่าบริบทค่าที่เกินเกณฑ์หรือกับการทำงานที่ปกติในร่างกาย เสียงก็ได้ทำหน้าที่สำแดงอาการที่วิกฤติและทั้งรายงานความปกติเองก็ด้วย
บทความนี้ตั้งใจอยากจะเขียนอะไรที่นอกเหนือจากเกมดูบ้าง คล้ายกับลองชิมลาง​ใหม่ ๆ แต่กระนั้นผู้เขียนจึงคิดหัวคอลัมน์มาเล่น ๆ โดยใช้ชื่อว่า AFK มาเขียนบทความ ในใจคิดว่าคอลัมน์จะเกี่ยวกับสังคม การเมือง และปรัชญาการเมืองเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้เพจได้มีสีสันและมีมิติต่าง ๆ ดูบ้าง
----------
(a)
โครงสร้างสร้าง > ผลลัพธ์คือ > คนร้าย คนบ้า คนป่วย ซึ่งแสดงให้เห็นผ่านสิ่งที่ผู้คนเป็น เมื่อคนพวกนั้นเกิดจากผลลัพธ์ทางโครงสร้างและปรากฏขึ้นเป็นข้อเท็จจริง พวกเขาต้องอยู่จุดใดจุดนึง เช่น คนป่วยฉุกเฉินอยู่จุด ER ER จึงเป็นจุดระหว่างทางของผลลัพธ์ที่มาจากโครงสร้าง
ยกตัวอย่างเช่น ผลลัพธ์โครงสร้าง A ไปจุดปลายทาง ผลลัพธ์โครงสร้าง B ไปจุดระหว่างทาง และเหตุที่ ER ไม่ใช่จุดปลายทางเพราะ ER เป็นมีหน้าที่นำคนป่วยคืนความเป็นปกติหรือใกล้ปกติให้ทั้งกับตัวบุคคลหรือโครงสร้างต่าง ๆ ส่วนคุกเหตุที่เป็นจุดปลายทางแทนที่จะเป็นจุดระหว่างทางเหมือน รพ. ER เพราะทำหน้าที่ควบคุมคนเพื่อธำรงความเป็นปกติของสังคม
เช่น เป็นคนร้าย คนนั้นต้องถูกขังคุก คุกจึงเป็นจุดปลายทางของผลลัพธ์ทางโครงสร้าง ซึ่งหมายความว่าคนคนนึงไม่อาจเลวได้ด้วยกมลสันดานแต่โครงสร้างมีส่วนทำให้คนเป็นคนเลว นี้เป็นผลลัพธ์เจาะจงที่มาจากโครงสร้าง
หรือเช่น เป็นคนป่วย คนนั้นต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเข้าห้องฉุกเฉินหากฉับพลัน ER จึงเป็นจุดระหว่างทางของผลลัพธ์ทางโครงสร้าง ซึ่งหมายความว่าโรคภัยไข้เจ็บอาจไม่ขึ้นอยู่กับปัจเจกตัดสินใจเลือกเองแต่โครงสร้างมีส่วนเป็นพื้นหลังของการเลือกนี้ ตัวอย่าง โรคทางพันธุกรรม โรคติดต่อ การกลายพันธุ์ของเซลซึ่งอาจมาจากพฤติกรรมที่ถูกหล่อหลอมพฤติกรรมเช่นนี้ด้วยระบบทุนนิยมหรือโครงสร้างสังคมหรือสิ่งแวดล้อม นี้เป็นผลลัพธ์ไม่เจาะจงที่มาจากโครงสร้าง
(b)​
เสียงแจ้งเตือนเมื่อเครื่องทำงานเสร็จ
มนุษย์ออกแยกเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มแรกคือกลุ่มที่เพ่งเล็งหรือจดจ่อการทำงานของเครื่อง สำหรับกลุ่มแรกเครื่องมือแพทย์จึงเป็นศูนย์กลาง และเมื่อเสียงเกิดขึ้นเครื่องมือนั้นหมดอำนาจหน้าที่และถ่ายเทสู่มนุษย์ในฐานะผู้​กระทำการและศูนย์กลาง​
กลุ่มหลังคือกลุ่มที่ปล่อยให้เครื่องทำงานโดยไม่ไปจดจ่อมัน สำหรับกลุ่มหลังมนุษย์เป็นศูนย์กลางเสมอ และเมื่อเสียงเกิดขึ้นมันจึงตัดแยกการทำงานของเครื่องออกไป ทำให้เหลือเพียงหน้าที่ของมนุษย์หลังการทำงานของเครื่องหรือหลังเกิดเสียงแจ้งขึ้น​
กราฟิก: confleckz
เขียน: เบอร์ตองไรท์เตอร์​
—-------
#AFKมาเขียนบทความ
โฆษณา