6 มิ.ย. เวลา 12:13 • ธุรกิจ

World Models คืออะไร? เมื่อ AI จำลองโลกจริง โอกาสมหาศาลของธุรกิจอยู่ที่ไหน

ในยุคที่พวกเรากำลังตื่นเต้นกับความสามารถของเทคโนโลยีที่เขียนบทความหรือสร้างรูปภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เราอาจกำลังมองข้ามจิ๊กซอว์ชิ้นที่สำคัญที่สุดของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้ไป…
จิ๊กซอว์ชิ้นนั้นคือโลกแห่งความเป็นจริงที่เราอาศัยอยู่
ทุกวันนี้เราโต้ตอบกับ AI ผ่านหน้าจอเป็นหลัก
แต่ประสบการณ์การใช้ชีวิตของเราแทบทั้งหมดเกิดขึ้นในโลกทางกายภาพที่เราสัมผัสได้
เรื่องนี้กลายเป็นปริศนาสำคัญที่ผู้นำระดับโลกกำลังเร่งหาคำตอบ ท่ามกลางความกดดันทางธุรกิจที่สูงขึ้น
เพื่อค้นหาว่าการสร้างองค์กรที่พร้อมรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกนี้อย่างแท้จริงควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร…
เมื่อเจาะลึกถึงศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ชื่อของ Dr. Fei-Fei Li มักจะปรากฏขึ้นมาเป็นอันดับแรก
เธอคือผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ World Labs ที่หลายคนยกย่องให้เป็น “Godmother of AI”
ย้อนกลับไปในอดีต คอมพิวเตอร์สามารถคำนวณตัวเลขมหาศาลหรือแม้แต่เอาชนะแชมป์หมากรุกโลกได้ในเสี้ยววินาที
แต่สิ่งหนึ่งที่เครื่องจักรเหล่านี้ทำไม่ได้เลยในยุคนั้น คือการแยกแยะความแตกต่างระหว่างรูปภาพสุนัขกับแมว…
จนกระทั่งเธอได้สร้างฐานข้อมูลที่เรียกว่า “ImageNet” ขึ้นมา
มันคือระบบมหาศาลที่สอนให้คอมพิวเตอร์สามารถมองเห็นและแยกแยะวัตถุต่างๆ ได้ในที่สุด
การค้นพบครั้งนั้นเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่มากมาย
ตั้งแต่ระบบค้นหาด้วยภาพบนสมาร์ตโฟนไปจนถึงเซนเซอร์ในรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และวันนี้เธอกำลังก้าวไปอีกขั้น…
เธอกำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่า “World models” ซึ่งไม่ใช่แค่ระบบที่ประมวลผลข้อมูลตัวอักษร
แต่เป็นเทคโนโลยีที่สามารถทำความเข้าใจและนำทางในโลกทางกายภาพรอบตัวเราได้
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอตระหนักถึงเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2017
ตอนที่เธอดำรงตำแหน่งหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ที่ Google Cloud และได้สัมผัสกับโลกของธุรกิจในอุตสาหกรรมจริง…
เธอทำงานร่วมกับโรงพยาบาล สถาบันการเงิน และภาคการเกษตร และพบว่าความต้องการที่แท้จริงของธุรกิจเหล่านี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับมิติทางกายภาพและพื้นที่ทั้งสิ้น
ธุรกิจบริการทางการเงินต้องอาศัยการมองเห็นเพื่อประเมินความเสียหาย ธุรกิจการขนส่งต้องอาศัยระบบรับรู้ทางประสาทสัมผัสในการขับขี่ ภาคการเกษตรต้องประเมินสภาพวัชพืชและขนาดของผลผลิต…
ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของ “Spatial Intelligence” ซึ่งกำลังจะกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของบริษัทยักษ์ใหญ่
เพราะเมื่อระบบเข้าใจโครงสร้างสามมิติได้ มันจะโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมได้อย่างอิสระ
ลองจินตนาการถึงธุรกิจที่ต้องใช้พื้นที่ทางกายภาพในการให้บริการ อย่างเช่นธุรกิจค้าปลีกหรืออุตสาหกรรมบริการ
ซึ่งเมื่อเทคโนโลยีเข้าใจพื้นที่เหล่านั้น โมเดลธุรกิจแบบเดิมจะถูกท้าทายทันที…
Dylan Bolden ผู้บริหารระดับสูงจาก BCG ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า
จุดแรกที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อเทคโนโลยีนี้มาถึง คือเรื่องของการบริหารจัดการกำลังคนและแรงงาน
หากร้านค้าปลีกมีระบบวิเคราะห์การเคลื่อนไหวในพื้นที่จริง ผู้บริหารจะเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้ทันที
และสามารถตัดสินใจได้ว่าควรจัดวางพนักงานไว้ตรงไหนเพื่อสร้างประสิทธิภาพให้ได้สูงสุด…
การรู้ว่าพนักงานคนไหนควรยืนอยู่หน้าร้าน หรือใครควรไปช่วยจัดการสินค้าหลังร้านในช่วงเวลาที่ลูกค้าหนาแน่น
จะกลายเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย
แม้เรื่องนี้จะเต็มไปด้วยโอกาสอันมหาศาล แต่ในปัจจุบันเรายังไม่มีเครื่องมือที่ง่ายพอในการถ่ายทอดจินตนาการออกมาเป็นพื้นที่ทางกายภาพเพื่อการออกแบบหรือการวางผังสำนักงาน…
แต่เมื่อเทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาจนสมบูรณ์ มันจะสามารถสร้างโครงสร้างพื้นที่ขึ้นมาใหม่ในรูปแบบดิจิทัล
1
คาดการณ์สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และเปลี่ยนจินตนาการให้เป็นความจริงได้
แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงเรื่องการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือความกังวลว่ามนุษย์กำลังจะถูกแย่งงานและวิถีชีวิตจะเปลี่ยนไป…
หลายบริษัทตัดสินใจลดพนักงานลงเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้แทน
แต่ความจริงที่ไม่ได้เป็นข่าวใหญ่คือ องค์กรกลุ่มแรกที่รีบปลดคนออกไปนั้น ตอนนี้กำลังต้องจ้างพนักงานกลุ่มเดิมกลับเข้ามาใหม่
พวกเขาตระหนักได้ว่าการดึงมนุษย์ออกจากกระบวนการทำงานเร็วเกินไป ถือเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ในการบริหารธุรกิจ เพราะระบบคอมพิวเตอร์ยังขาดความเข้าใจในหลายมิติ…
เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ ย้อนไปตอนที่โปรแกรม spreadsheets ถูกนำมาใช้ในสำนักงานเป็นครั้งแรก
หลายคนคิดว่าอาชีพนักบัญชีจะต้องสูญพันธุ์ไปอย่างแน่นอน
แต่ในความเป็นจริงเครื่องมือเหล่านั้นกลับทำให้นักบัญชีทำงานที่ซับซ้อนขึ้นได้
และยกระดับตัวเองไปสู่การเป็นนักวิเคราะห์ทางการเงินที่สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลให้กับองค์กร…
ผลกระทบต่อตลาดแรงงานเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
สิ่งที่เรามั่นใจได้อย่างเดียวคือรูปแบบและกระบวนการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน
คำถามสำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเครื่องมือเหล่านี้จะเป็นอย่างไร
งานส่วนใดที่จะถูกแทนที่ และงานส่วนใดที่เราต้องทำงานร่วมกันในลักษณะที่มนุษย์คอยตัดสินใจร่วมด้วย…
วิศวกรซอฟต์แวร์ระดับอาวุโสหลายคนค้นพบว่าเครื่องมืออย่าง Cursor หรือ Codex กลายเป็นอาวุธลับที่ทรงพลัง
พวกเขามีประสบการณ์มากพอที่จะสั่งการให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
ในขณะที่พนักงานระดับเริ่มต้นอาจจะยังใช้ประโยชน์จากมันได้ไม่เต็มที่
นี่จึงเป็นจุดที่ผู้นำองค์กรต้องเผชิญกับทางแยกที่สำคัญระหว่างการเลิกจ้างกับการลงทุนยกระดับทักษะ…
ข้อมูลจากรายงานของ BCG ระบุตัวเลขที่น่าสนใจว่า ผู้บริหารระดับสูงสุดกว่า 75% เลือกที่จะเดินตามเส้นทางที่สอง
พวกเขากำลังผลักดันนโยบายการยกระดับทักษะอย่างจริงจัง
บางคนอาจคิดว่านี่เป็นเพียงแค่อุดมคติที่สวยหรู แต่ในมุมมองทางธุรกิจ
สิ่งนี้อธิบายได้ด้วยเหตุผลที่ตรงไปตรงมา เพราะสิ่งหนึ่งที่เครื่องจักรลอกเลียนแบบไม่ได้คือบริบทและวิจารณญาณแบบมนุษย์…
ลองนึกภาพพนักงานที่ดูแลระบบ supplychain ให้บริษัทมานานหลายปี
พวกเขามีทั้งประสบการณ์และความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในองค์กร เข้าใจประวัติศาสตร์การเจรจาที่ไม่มีบันทึกไว้ที่ไหน
การตัดสินใจที่ชาญฉลาดกว่าการปลดพนักงานคนนี้ออก คือการสอนให้เขารู้จักใช้เครื่องมือใหม่
เพื่อนำประสบการณ์เหล่านั้นมาสร้างผลลัพธ์ที่แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น…
การเป็นผู้นำองค์กรในยุคเปลี่ยนผ่านจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าทิศทางของธุรกิจจะเปลี่ยนไปทางไหน
และสามารถสื่อสารภาพอนาคตให้พนักงานเห็นเป้าหมายเดียวกัน
ผู้นำที่ผสมผสานวิสัยทัศน์ทางธุรกิจเข้ากับความเห็นอกเห็นใจ จะเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ข้อมูลกลับพบว่ามีเพียง 15% เท่านั้นที่เป็นกลุ่มบุกเบิก…
แล้วองค์กรส่วนใหญ่ที่เหลือควรจะทำอย่างไรเพื่อก้าวให้ทัน
เคล็ดลับอาจไม่ได้อยู่ที่การทุ่มงบประมาณมหาศาล แต่กุญแจสำคัญคือการมีความเฉพาะเจาะจงที่แม่นยำ
องค์กรต้องเลือกจุดยุทธศาสตร์มาเพียงสามถึงสี่จุด ที่คิดว่าจะสร้างผลกระทบต่อยอดขายและบริการได้อย่างเป็นรูปธรรม แล้วนำมาบูรณาการเข้ากับระบบการทำงานจริง…
1
แม้กลุ่มที่ตามหลังจะมีโอกาสไล่ตามทัน แต่เวลาของพวกเขาก็ลดน้อยถอยลงไปทุกที
เพราะองค์กรที่เป็นผู้นำกำลังเร่งเครื่องทิ้งระยะห่างออกไปอย่างรวดเร็ว
การทำความเข้าใจความสามารถของเครื่องมือเหล่านี้ การมองเห็นโอกาสและรู้เท่าทันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
จึงเป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำสูงสุดขององค์กร…
ทั้งหมดนี้ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนและตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง ในขณะที่เรากำลังตื่นเต้นกับสิ่งใหม่บนหน้าจอ
เราพร้อมรับมือกับระบบที่จะเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับโลกทางกายภาพแล้วหรือยัง
เพราะความเปลี่ยนแปลงคลื่นลูกใหม่ที่กำลังจะเดินทางมาถึง จะไม่หยุดอยู่แค่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือบนเบราว์เซอร์ แต่มันจะพลิกโฉมทุกตารางนิ้วในโลกแห่งความเป็นจริง…
มันคือโลกใบเดียวกับที่เรากำลังใช้ชีวิตและก้าวเดินอยู่ทุกวินาที
และองค์กรที่เข้าใจความลับข้อนี้เท่านั้นที่จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ในอนาคตที่กำลังจะมาถึง
References : [hbr,bcg,technologyreview,wired,weforum]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/what-are-world-models/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา