เมื่อวาน เวลา 12:25 • นิยาย เรื่องสั้น

จดหมายเหตุชุดที่ 2: รหัสอนุกรมวิธานชีวภาพพื้นเมือง (The Taxonomy of Indigenous Life)

ชื่อเรื่อง : รหัสมาตรฐานแห่งภารกิจนิบิรุ (The Nibiru Mission Standard)
บันทึก ณ สถานีวิจัยชีวภาพ เอริดู (หน่วยเฝ้าระวังทางชีวภาพ): ปฏิบัติการจัดหาทรัพยากรชีวภาพและจุดเริ่มต้นของวิศวกรรมพันธุกรรม
ภายหลังการสถาปนาศูนย์บัญชาการเอริดู ความท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุดของโครงการกู้ชีพนิบิรุไม่ได้อยู่ที่การขุดเจาะ ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี และไม่ได้อยู่ที่ระยะทางระหว่างดาว แต่อยู่ที่สิ่งที่ไม่มีใครในสภาอาวุโสคาดการณ์ไว้อย่างจริงจังก่อนการเดินทางออกจากนิบิรุ นั่นคือ ร่างกายของชาวนิบิรุเองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อโลกดวงนี้
กองกำลังชุดแรกที่ลงจอดบนพื้นผิวโลกในแถบเมโสโปเตเมีย รายงานว่าแรงโน้มถ่วงของโลกนั้นหนักกว่าที่คาดการณ์ไว้ในการจำลองสภาพแวดล้อมก่อนภารกิจถึง 18 เปอร์เซ็นต์
ตัวเลขที่ดูเล็กน้อยนั้นกลับมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อร่างกายที่วิวัฒนาการมาภายใต้แรงโน้มถ่วงของนิบิรุ ข้อต่อและกระดูกของบุคลากรรายงานอาการเจ็บปวดเรื้อรังหลังปฏิบัติงานเพียงไม่กี่สัปดาห์
ระบบหัวใจและหลอดเลือดต้องทำงานหนักขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือระบบประสาทที่วิวัฒนาการมาภายใต้สนามแม่เหล็กของนิบิรุนั้น เริ่มแสดงอาการผิดปกติเมื่อสัมผัสกับสนามแม่เหล็กของโลกเป็นเวลานาน
สนามพลังงานแม่เหล็กของโลกและแรงโน้มถ่วงที่ผิดแผก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสรีระของบุคลากรจากดาวแม่ ทำให้เกิดอาการอ่อนล้าเรื้อรังและโรคแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่นักการแพทย์ของภารกิจเรียกว่า "โรคดาวเคราะห์ต่างถิ่น" (Alien Planetary Syndrome)
ซึ่งไม่มีการรักษาที่ได้ผลนอกจากการหยุดพักและเพิ่มเวลาเพื่อการปรับตัว แต่การหยุดพักคือสิ่งที่ตารางเวลาของเอ็นลิลไม่ยินยอมให้เกิดขึ้น
ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดในรายงานฉบับแรกของหัวหน้าทีมแพทย์ภาคสนามคือ ภารกิจการขุดเจาะล่าช้ากว่าแผนยุทธศาสตร์ที่เอ็นลิลวางไว้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์
โดยสาเหตุหลักมาจากการที่บุคลากรต้องลดชั่วโมงการทำงานลง ต้องหมุนเวียนกำลังพลบ่อยกว่าที่วางแผน และต้องยอมให้บุคลากรหลายร้อยคนเข้ารับการพักฟื้นพร้อมกัน
เมื่อเอ็นลิลได้รับรายงานนั้น บันทึกของอาลักษณ์หลวงระบุว่า เขาอ่านตัวเลขซ้ำสองรอบก่อนวางแผ่นบันทึกลง แล้วพูดเพียงสั้นๆ ว่า "หาทางแก้ปัญหา ไม่ใช่หาเหตุผล"
สภาอาวุโสจึงจำต้องตัดสินใจใช้วิธีการที่เปี่ยมด้วยความเสี่ยง นั่นคือ การหาสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นมาดัดแปลงเป็นแรงงานทดแทน
จดหมายเหตุชุดที่ 2 จึงเป็น บันทึกสรุปผลการสำรวจระบบนิเวศทางชีวภาพของโลก เพื่อค้นหาแม่แบบทางพันธุกรรมที่เหมาะสม หน่วยเฝ้าระวังทางชีวภาพภายใต้การกำกับดูแลของเอ็นกิได้ทำการสแกนประชากรสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นในเขตที่ราบลุ่มและพื้นที่ใกล้เคียง
กระบวนการสำรวจที่เอ็นกิดูแลนั้นน่าสนใจในแง่ที่ว่ามันแตกต่างจากวิธีที่เอ็นลิลคาดหวัง เอ็นลิลต้องการรายงานที่ตอบคำถามง่ายๆ ว่า "สิ่งมีชีวิตชนิดใดสามารถขุดเจาะได้ดีที่สุด?"
แต่เอ็นกิส่งทีมสำรวจออกไปพร้อมกับคำถามที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาให้ทีมบันทึกไม่เพียงแค่คุณสมบัติทางกายภาพ แต่ยังบันทึกพฤติกรรมทางสังคม รูปแบบการสื่อสาร การแสดงออกทางอารมณ์ และหลักฐานของการส่งต่อความรู้ระหว่างรุ่น
ทีมสำรวจหลายคนรายงานว่า พวกเขาสับสนกับขอบเขตของงาน เพราะในบางแง่ คำสั่งของเอ็นกิฟังดูเหมือนว่าเขากำลังศึกษาสิ่งมีชีวิตที่มีสิทธิ์ ไม่ใช่วัตถุดิบที่จะถูกแปรรูป
.
ทีมสำรวจ พบว่ามีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่มีสรีระสอดคล้องกับสภาพแรงโน้มถ่วงของโลก แต่ขาดความสามารถในการเรียนรู้คำสั่งที่ซับซ้อนและการทนทานต่อสภาวะงานหนักที่ต่อเนื่องยาวนาน
ในบันทึกระบุว่า ทีมวิจัยได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์โฮมินิด (Hominid) ที่มีความใกล้เคียงทางโครงสร้างร่างกาย
สาเหตุที่โฮมินิดถูกเลือกไม่ใช่เพราะพวกมันดูสมบูรณ์แบบที่สุด แต่เพราะในทุกสิ่งมีชีวิตที่สำรวจมา พวกมันคือกลุ่มเดียวที่แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติที่น่าสนใจมากกว่าแค่ความสามารถทางกายภาพ
นั่นคือ ความสามารถในการเรียนรู้จากการสังเกต ทีมสำรวจบันทึกว่าโฮมินิดสามารถดูสมาชิกในกลุ่มทำงานแล้วเลียนแบบได้ภายในการสังเกตเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับการเรียนรู้แบบสอนได้ มากกว่าแค่การตอบสนองตามสัญชาตญาณ
เอ็นกิได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในบันทึกว่า "สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีศักยภาพแฝงที่น่าสนใจหากได้รับการกระตุ้นด้วยรหัสพันธุกรรมของชาวนิบิรุในสัดส่วนที่เหมาะสม"
ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่เสี่ยงต่อการละเมิดกฎธรรมชาติของดวงดาว แต่ในบันทึกส่วนตัวที่แยกออกมาจากรายงานทางการ เอ็นกิเขียนข้อความที่ต่างกันอย่างมีนัยยะ "พวกมันมีสิ่งที่เราพยายามวัด แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือพวกมันมีสิ่งที่เราวัดไม่ได้ด้วย"
▪️รายงานการจำแนกประเภทสิ่งมีชีวิตพื้นเมือง: การตีค่าทางชีวภาพเพื่อวัตถุประสงค์แห่งการผลิต
จดหมายเหตุชุดนี้แสดงให้เห็นถึง จุดเริ่มต้นของการมองโลกผ่านเลนส์แห่งอรรถประโยชน์นิยม โดยอาลักษณ์หลวงได้รวบรวมข้อมูลจากการสแกนห่วงโซ่อาหารบนโลกและจำแนกกลุ่มสิ่งมีชีวิตอย่างเป็นระบบ
เอกสารที่ถูกจัดทำขึ้นในช่วงเวลานี้มีลักษณะที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง มันถูกจัดรูปแบบเหมือนตารางสินค้าคงคลัง ไม่ใช่รายงานทางวิทยาศาสตร์ แต่ละสายพันธุ์ถูกระบุด้วยรหัสตัวเลข ตามด้วยคอลัมน์ที่บรรยายถึง "ขีดความสามารถในการผลิต" "ต้นทุนการดูแลรักษา" "อายุการใช้งานโดยเฉลี่ย" และ "ความเสี่ยงในการต่อต้านคำสั่ง"
ไม่มีชื่อ ไม่มีการบรรยายพฤติกรรมทางสังคม ไม่มีการระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในสายพันธุ์ และไม่มีแม้แต่การตั้งคำถามว่าการกระทำนี้ถูกต้องหรือไม่
สิ่งที่ปรากฏในรายงานคือการระบุถึงกลุ่มไพรเมตที่มีความโดดเด่นทางสรีระและพฤติกรรม ซึ่งมีความเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการปรับเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็นแรงงานหลักในโครงการขุดเจาะแร่ทองคำ
จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่ากลุ่มไพรเมตเหล่านี้มีคุณสมบัติที่ทวยเทพโหยหาในตัวแรงงาน คือมีความคล่องตัวสูงในสภาพภูมิประเทศที่ทุรกันดาร มีสัญชาตญาณในการเรียนรู้ทักษะเบื้องต้น และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศร้อนชื้นของเขตเมโสโปเตเมียได้อย่างดีเยี่ยม
ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ชาวนิบิรุในขณะนั้นขาดแคลนและได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเมื่อต้องปฏิบัติงานต่อเนื่องในพื้นที่ภาคพื้นดิน
ในทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เราเข้าใจว่าไพรเมตในยุคนั้นนั้น โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่า Homo erectus หรือบรรพบุรุษใกล้เคียงกัน มีสมองที่พัฒนาแล้วในระดับที่สามารถใช้เครื่องมือ วางแผนการล่าสัตว์เป็นกลุ่ม และส่งต่อทักษะข้ามรุ่นได้
พวกมันมีภาษาในระดับหนึ่ง มีพิธีกรรมทางสังคม และมีหลักฐานของการดูแลสมาชิกในกลุ่มที่เจ็บป่วยหรือแก่ชรา ในสายตาของนักมานุษยวิทยา นั่นคือหลักฐานของจิตสำนึก แต่ในรายงานของทีมวิจัยนิบิรุ สิ่งเหล่านั้นถูกระบุเพียงว่าเป็น "สัญชาตญาณกลุ่มที่อาจสร้างอุปสรรคในการควบคุม" ซึ่งต้องได้รับการปรับแต่งออกไป
กระบวนการจัดประเภทในครั้งนั้นจึงเป็นการตีค่าสิ่งมีชีวิตด้วยบรรทัดฐานของอุตสาหกรรมข้ามดาราจักร พวกมันไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าในตัวเอง หรือเพื่อนร่วมวิวัฒนาการ แต่ถูกลดทอนสถานะให้เหลือเพียง "ทรัพยากรชีวภาพ" (Biological Resources) ที่พร้อมถูกนำมาเข้าสู่กระบวนการดัดแปลงทางพันธุกรรม
ที่น่าสังเกตอย่างยิ่งคือในช่วงเวลาที่รายงานเหล่านี้ถูกจัดทำขึ้น เอ็นกิได้ลงนามรับรองในฐานะผู้กำกับดูแลทางเทคนิค แต่ในสำเนาส่วนตัวที่เขาเก็บไว้ มีรอยขีดเส้นใต้ข้อความบางส่วนและบันทึกด้วยลายมือขนาดเล็กที่ขอบหน้าว่า
"เราเรียกมันว่าทรัพยากร เพื่อให้ตัวเองทำสิ่งที่เรากำลังจะทำได้ง่ายขึ้น"
ประโยคนั้นบอกเล่าถึงความขัดแย้งภายในของเขาได้อย่างชัดเจนกว่าสุนทรพจน์ใดๆ
▪️บันทึก ณ ศูนย์วิจัยรหัสพันธุกรรม เอริดู: วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการก่อกำเนิดแรงงานดัดแปลง (The Hybridization Viability Report)
ภายใต้การกำกับดูแลของเอ็นกิ ทีมวิจัยชีวภาพได้นำเสนอ รายงานวิเคราะห์ความเป็นไปได้ขั้นสูงในการผสมผสานรหัสพันธุกรรมระหว่างชาวนิบิรุและไพรเมตเป้าหมาย โดยเรียกกระบวนการนี้ว่า "การผสมผสานพันธุกรรมที่จำกัด" (Limited Genomic Hybridization)
ก่อนที่รายงานนี้จะถูกนำเสนอต่อสภาอย่างเป็นทางการ เอ็นกิได้นัดประชุมส่วนตัวกับทีมวิจัยชุดหลักในห้องใต้ดินของเอริดู บันทึกจากนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งในทีมที่ถูกค้นพบในภายหลังเล่าว่า เอ็นกินั่งอยู่กับโมเดลจำลองพันธุกรรมที่ฉายอยู่ตรงหน้า แล้วถามทีมคำถามที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะถูกถาม
"ถ้าเราทำสิ่งที่เราคิดว่าจะทำ สิ่งที่ออกมาข้างหน้าจะเป็นแค่แรงงาน หรือมันจะเป็นชีวิต?"
ไม่มีใครตอบได้ทันที และเอ็นกิไม่ได้รอคำตอบ เขาเพียงพยักหน้าแล้วบอกให้เริ่มจัดทำรายงาน
รายงานที่ออกมามุ่งหวังที่จะสร้างสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบตามโจทย์ความต้องการของสภาอาวุโส โดยมี เป้าหมายหลัก 3 ประการ ที่กำหนดไว้อย่างเป็นระบบ
เป้าหมายที่หนึ่ง: การยกระดับการรับรู้และสื่อสาร
การสอดแทรกหน่วยพันธุกรรมบางส่วนเพื่อพัฒนาระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ไพรเมตสามารถเข้าใจคำสั่งการเชิงสัญลักษณ์และรหัสปฏิบัติงานของนิบิรุได้โดยตรง ลดความล่าช้าในการสื่อสารที่เกิดจากอุปสรรคทางภาษา
ในทางเทคนิค การปรับแต่งนี้จำเป็นต้องขยายปริมาตรของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) และเสริมความหนาแน่นของการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลภาษาและสัญลักษณ์
รายงานระบุว่าการปรับแต่งส่วนนี้มีความเสี่ยงสูงที่สุดในสามประการ เพราะระบบประสาทที่ซับซ้อนขึ้นนั้นมีผลข้างเคียงที่ยากต่อการควบคุมอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่ทีมวิจัยบันทึกไว้ในส่วนท้ายของหัวข้อนี้ แต่ถูกเว้นวรรคออกไปจากส่วนที่นำเสนอต่อสภาอย่างเป็นทางการ คือประโยคสั้นๆ ที่ระบุว่า "ระบบประสาทที่สามารถรับรู้คำสั่งได้นั้นเป็นระบบเดียวกับที่สามารถตั้งคำถามได้" ซึ่งเป็นการยอมรับโดยนัยว่าพวกเขากำลังสร้างสิ่งที่อาจไม่อยู่ในการควบคุมของตนเองในที่สุด
เป้าหมายที่สอง: การเสริมสร้างความทนทานเชิงกายภาพ
การปรับแต่งความหนาแน่นของมวลกล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูก เพื่อรองรับแรงกดดันมหาศาลจากการขุดเจาะในพื้นที่ลึกและการทำงานในสภาพแวดล้อมที่เครื่องจักรพื้นฐานเข้าไม่ถึง
โปรแกรมการปรับแต่งด้านกายภาพนี้ถูกออกแบบมาอย่างละเอียด โดยใช้ข้อมูลการสำรวจภูมิประเทศในแถบเมโสโปเตเมียตอนใต้ที่จะเป็นพื้นที่ทำงานหลัก ความลึกของเพลาขุดเจาะที่วางแผน แรงดันที่ร่างกายจะได้รับในระดับความลึกต่างๆ อุณหภูมิและความชื้นโดยเฉลี่ย และแม้แต่ขนาดของอุปกรณ์ที่แรงงานจะต้องใช้
งานทุกอย่างถูกคำนวณย้อนกลับมาสู่ข้อกำหนดทางชีววิทยา และข้อกำหนดทางชีววิทยาถูกแปลงออกมาเป็นรหัสพันธุกรรมที่ต้องปรับแต่ง
ที่น่าสนใจคือในส่วนนี้ เอ็นกิขอเพิ่มข้อกำหนดพิเศษที่ไม่ได้อยู่ในโจทย์เดิม เขาขอให้ทีมวิจัยออกแบบระบบกระดูกและกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่สภาพแวดล้อมของเหมือง
คนในทีมถามว่าทำไม และเอ็นกิตอบว่า "เพราะถ้าสิ่งที่เราสร้างอยู่รอดได้ในเหมือง มันก็ควรอยู่รอดได้ในที่อื่นด้วย"
ซึ่งในขณะนั้นดูเหมือนคำตอบที่ไม่มีนัยสำคัญ แต่ในภายหลังกลับพิสูจน์ว่าเป็นการมองการณ์ไกลอย่างที่สุด
เป้าหมายที่สาม: การเพิ่มประสิทธิภาพระบบเผาผลาญ
การปรับจูนกระบวนการสังเคราะห์พลังงานในระดับเซลล์ เพื่อให้ร่างกายของแรงงานเหล่านี้สามารถรักษาความต่อเนื่องในการทำงานได้ยาวนานขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยช่วงเวลาการพักฟื้นที่นานเกินควร
ในเชิงชีววิทยา นี่หมายถึงการปรับแต่งไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นโรงผลิตพลังงานของเซลล์ ให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่วิวัฒนาการตามธรรมชาติจะสร้างได้
รายงานประมาณการณ์ว่าการปรับแต่งนี้จะทำให้แรงงานที่ผ่านการดัดแปลงสามารถทำงานได้นานกว่าไพรเมตทั่วไปถึง 40 เปอร์เซ็นต์ก่อนที่จะต้องพักนอน
แต่สิ่งที่รายงานไม่ได้ระบุไว้ แต่นักวิทยาศาสตร์ในทีมทราบดีว่าจะเกิดขึ้น คือ ระบบเผาผลาญที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นนั้นมาพร้อมกับ ความต้องการทางโภชนาการที่ซับซ้อนขึ้น และ ความเสี่ยงต่อโรคบางชนิดที่เพิ่มขึ้น
เมื่ออาหารไม่สมบูรณ์ ร่างกายที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานหนักจะเสื่อมถอยเร็วกว่าร่างกายปกติ ซึ่งหมายความว่า คุณภาพชีวิตของแรงงานที่ถูกดัดแปลงนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพการดูแลของนายจ้างอย่างแยกไม่ออก เป็นความสัมพันธ์ที่ผูกมัดทั้งสองฝ่ายไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่
บันทึกชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความตื่นเต้นในเชิงวิทยาศาสตร์ของทีมวิจัย ที่เชื่อว่าการใช้เทคนิคผสมผสาน ที่ควบคุมความถี่และสัดส่วนของรหัสพันธุกรรมจะสามารถ "ล็อค" ขีดความสามารถของสิ่งมีชีวิตไว้ได้
การคัดเลือกพันธุกรรมในครั้งนี้ ถูกจำกัดไว้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจะเป็นเพียง "แรงงานสมรรถนะสูง" ที่ไม่มี "ช่องว่าง" ให้เกิดการพัฒนาสติปัญญาจนถึงระดับที่จะขัดขืนหรือสร้างวัฒนธรรมของตนเองได้
ความเชื่อมั่นนี้เองที่กลายเป็นรากฐานของข้อผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของภารกิจนิบิรุ เพราะสิ่งที่ทีมวิจัยเชื่อว่าสามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จนั้น คือสิ่งที่วิวัฒนาการได้พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระบบชีวภาพทั้งหมดว่า ไม่มีใครสามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือ กระบวนการเรียนรู้ที่ซับซ้อน เมื่อมันเริ่มต้นขึ้น มันดำเนินต่อไปตามเส้นทางของตัวเอง ไม่ใช่เส้นทางที่ผู้ออกแบบวางไว้
▪️ความเห็นเชิงยุทธศาสตร์: ทรัพยากรที่มีชีวิต (The Living Resource Concept)
ในรายงานยังได้ให้ความเห็นเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจว่า
"แรงงานที่ผ่านการดัดแปลงนี้ จะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตในนิยามของโลกเดิม แต่จะเป็นทรัพยากรที่มีชีวิต ซึ่งมีความได้เปรียบเหนือเครื่องจักรทั่วไปตรงที่สามารถซ่อมแซมตนเองได้และมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดในพื้นที่การทำงาน"
ข้อความนี้เมื่ออ่านในบริบทปัจจุบันนั้น น่าขนลุกอย่างยิ่ง เพราะมันคือการประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งมีชีวิตที่กำลังจะถูกสร้างขึ้นนั้นถูกออกแบบมาให้อยู่ในช่องว่างระหว่างวัตถุและสิ่งมีชีวิต
คือไม่ใช่เครื่องจักรเพียงพอที่จะถูกทิ้งโดยไม่มีความรู้สึก แต่ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเพียงพอที่จะได้รับการพิจารณาทางจริยธรรม เป็นการสร้างหมวดหมู่ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงคำถามทางศีลธรรมโดยเฉพาะ
มุมมองนี้สะท้อนให้เห็นว่า เอ็นกิและทีมวิจัยในขณะนั้นกำลังทดลองเดินอยู่บนเส้นด้ายที่บางเฉียบ ระหว่างการสร้างเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดกับการสร้างชีวิตที่มีจิตวิญญาณ
ในบันทึกส่วนตัวฉบับหนึ่งที่เขียนขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เอ็นกิได้บันทึกสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น คำสารภาพทางจิตสำนึก ไว้ว่า
"ฉันกำลังนำเสนอแผนที่อธิบายให้สภาฟังได้ด้วยภาษาของวิศวกรรม แต่ในความจริงที่ฉันไม่พูดออกไปคือ ฉันกำลังจะสร้างสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีทางได้รับการยินยอมล่วงหน้าว่า ต้องการถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์นี้ และฉันไม่รู้ว่าเราจะเรียกสิ่งนั้นว่าอะไรในอีกพันปีข้างหน้า"
ความมั่นใจที่ว่าพวกเขาสามารถควบคุมพันธุกรรมได้แบบเบ็ดเสร็จนั้น คือความเชื่อที่กลายเป็นรากฐานของความผิดพลาดในเวลาต่อมา เพราะเมื่อรหัสแห่งการเรียนรู้ได้ถูกใส่ลงไปแม้เพียงเล็กน้อย มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ที่ไม่มีใครคาดคิดถึง
ในระบบชีวภาพที่ซับซ้อน ยีนไม่ทำงานแบบสวิตช์เปิดปิด มันทำงานแบบเครือข่ายที่แต่ละส่วนมีผลต่อส่วนอื่นในลักษณะที่ไม่เป็นเส้นตรง ยีนที่ถูกนำมาเพื่อ "เพิ่มความสามารถในการรับคำสั่ง" นั้นเชื่อมต่ออยู่กับยีนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลซับซ้อน
ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่า ทุกครั้งที่เพิ่มความสามารถในการเข้าใจ คุณกำลังเพิ่มความสามารถในการคิดด้วยโดยปริยาย ไม่มีวิธีใดที่จะทำให้สมองฉลาดพอจะทำงานตามคำสั่งแต่ไม่ฉลาดพอจะตั้งคำถามว่าทำไมต้องทำตามคำสั่ง มันเป็นความขัดแย้งที่ฝังอยู่ในธรรมชาติของการรับรู้ที่สูงกว่า
จดหมายเหตุชุดนี้จึงไม่ใช่แค่รายงานผลการทดลอง แต่มันคือ จุดยืนยันว่าทวยเทพได้ตัดสินใจก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างการสร้างและสิ่งมีชีวิตอย่างเป็นทางการ
โดยมองว่ามนุษย์รุ่นแรกนี้เป็นเพียงสินทรัพย์ที่ต้องคำนวณความคุ้มค่าทางการผลิต มากกว่าการพิจารณาถึงศีลธรรมในการให้กำเนิดชีวิตใหม่ขึ้นมาเพื่อการกดขี่
บทสรุปของจดหมายเหตุชุดที่ 2
จดหมายเหตุชุดที่ 2 คือ ประจักษ์พยานแห่งการตัดสินใจที่เปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์โลกไปสู่ความซับซ้อนที่ไม่มีวันหวนกลับ การอนุมัติกระบวนการทดลองแบบเร่งด่วนนี้เปรียบเสมือนการเปิดกล่องปริศนาที่แม้แต่ผู้สร้างเองก็ยังมองไม่เห็นผลลัพธ์ที่จะตามมา
ตัวเลขการลดภาระงานลงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์กลายเป็นแรงจูงใจที่ทรงพลังพอจะกลบเสียงคัดค้านทางศีลธรรม จนทำให้การแทรกแซงโครงสร้างทางชีวภาพของโลกกลายเป็นปฏิบัติการมาตรฐานของอาณานิคม
ในโลกของการบริหารจัดการภายใต้แรงกดดัน ตัวเลขทางเศรษฐกิจมักชนะการอภิปรายทางจริยธรรมเสมอ ไม่ใช่เพราะตัวเลขถูกกว่า แต่เพราะมันชัดเจนกว่า วัดได้ง่ายกว่า และตอบสนองต่อความกดดันทันทีได้ง่ายกว่า
ความผิดพลาดประการสำคัญที่บันทึกไว้ในจดหมายเหตุนี้ คือการที่ทวยเทพมองเห็นเพียงแค่ตัวเลขและประสิทธิภาพ พวกเขาประเมินค่าสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นไว้เพียงแค่ "ทรัพยากรชีวภาพ" ที่ไร้ซึ่งเจตจำนงหรืออนาคต
ความเชื่อที่ว่าตนสามารถควบคุมรหัสพันธุกรรมให้เป็นไปตามประสงค์ได้โดยเบ็ดเสร็จนั้น คือความอหังการที่มองข้ามกฎแห่งการวิวัฒนาการที่คาดเดาไม่ได้
การดัดแปลงเพื่อสร้าง "แรงงานขุดเจาะ" ที่ดูเหมือนจะเป็นทางออกอันชาญฉลาดในขณะนั้น แท้จริงแล้วคือ การวางเมล็ดพันธุ์แห่งการตื่นรู้และเจตจำนงที่จะกลายมาเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของผู้สร้างในกาลต่อมา
เมล็ดพันธุ์นั้นถูกออกแบบมาให้เติบโตช้า แต่มันเติบโตได้อย่างแน่นอน เพราะมันคือธรรมชาติของชีวิตที่จะหาทางขยายตัวเสมอ ไม่ว่าจะถูกออกแบบมาเพื่ออะไรก็ตาม
บันทึกชุดนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นเพียงความอยู่รอดเฉพาะหน้าของเผ่าพันธุ์ตนเอง การตัดสินใจที่ปราศจากความเห็นอกเห็นใจต่อสิ่งมีชีวิตอื่น กลับกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ในอนาคต
ความพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติด้วยการดัดแปลงพันธุกรรมเพียงเพื่อลดภาระทางแรงงาน กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่า ทุกชีวิตที่ถูกสร้างหรือดัดแปลงขึ้นมา ย่อมมีกระแสธารแห่งการพัฒนาของตนเองเสมอ และนั่นคือสิ่งที่ทวยเทพนิบิรุในขณะนั้นยังไม่พร้อมจะยอมรับ
เพราะการยอมรับมันหมายความว่าพวกเขาต้องยอมรับด้วยว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำนั้นไม่ใช่การสร้างเครื่องมือ แต่คือการให้กำเนิดชีวิต และชีวิตไม่เคยอยู่ในการควบคุมของผู้ให้กำเนิดอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าผู้ให้กำเนิดนั้นจะมาจากดาวดวงไหน
จดหมายเหตุชุดที่ 2 จึงจบลงด้วยชัยชนะของการตัดสินใจเชิงบริหารจัดการ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมแห่งการท้าทายอำนาจ ซึ่งจะดำเนินต่อไปผ่านการกำเนิดของมนุษย์รุ่นต่างๆ ที่จะเปลี่ยนจากผู้ถูกสร้างให้กลายเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง
และหากจะมองให้ลึกที่สุด บทสรุปที่แท้จริงของจดหมายเหตุชุดนี้ไม่ได้อยู่ในการตัดสินใจของทวยเทพ แต่อยู่ในคำถามที่เอ็นกิเขียนไว้ในบันทึกส่วนตัวในคืนสุดท้ายก่อนที่แผนจะได้รับการอนุมัติ ว่า
"เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเส้นแบ่งระหว่างการสร้างชีวิตและการสร้างผู้ถูกกดขี่นั้นอยู่ที่ตรงไหน? ..และถ้าเราข้ามเส้นนั้นไปแล้ว เราจะกลับมาได้ไหม?
ไม่มีใครตอบ และภารกิจก็เดินหน้าต่อไปในเช้าวันถัดมา
.
.
โฆษณา