7 มิ.ย. เวลา 01:28 • ธุรกิจ

🛑 การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นเสมอ เช่น การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่ง “UX/UI” เป็นต้น

(เทรนด์โลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือแค่การทดลองที่รอวันที่เขาบอกให้เราเปลี่ยน? เมื่อบริษัทไทยเน้น “ความคุ้มค่า” แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกกลับตามหา “รสนิยม”)
จากกระแสข่าวที่ Tech Startup สาย Deep Tech ของไทย
ออกมาประกาศ “ยุบตำแหน่ง UX/UI Designer”
และโอนย้ายงานออกแบบไปให้ Software Engineer ทำงานร่วมกับ AI แทน
ข่าวนี้สร้างความตื่นตระหนกและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวงการคนทำโปรดักต์บ้านเรา
(เคยเขียนก่อนหน้าไว้ที่นี่ในตอน 1 : https://www.facebook.com/share/p/192n3sUBxe)
แต่ถ้าเราถอยออกมามองภาพใหญ่ในระดับโลก
การ “ลบชื่อตำแหน่ง” UX/UI ออกจากโครงสร้างองค์กร…ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยครับ
เพราะมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Shopify
สิ่งที่น่าสนใจคือ
แม้ Action หน้าฉากของทั้งสองบริษัทจะดูคล้ายกันคือ “ยุบ/เปลี่ยนแปลงตำแหน่ง”
แต่ “ปรัชญาเบื้องหลัง” กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
🧠 การยุบตำแหน่ง 2 สไตล์…เมื่อเป้าหมายของธุรกิจไม่เหมือนกัน
“ในฝั่งของ Tech Startup ไทย”
การยุบตำแหน่ง UX/UI มีรากฐานมาจากแนวคิดเรื่อง “Efficiency” และ “Cost Optimization”
องค์กรจำนวนมากเริ่มมองว่า
AI ฉลาดพอที่จะสร้างหน้าจอที่ “ใช้งานได้” (Usable)
Engineer สามารถ generate UI ได้เร็วขึ้น
ทำ Prototype ได้เอง
เขียน Frontend ได้เอง
และใช้เครื่องมือ AI ช่วยออกแบบ Flow ได้ในเวลาไม่กี่นาที
ดังนั้น การรวมงาน UX/UI เข้าไปอยู่กับ Engineer
จึงดูเหมือนเป็นวิธีลดต้นทุน ลดการ handoff และเพิ่มความเร็วในการส่งมอบงาน
โดยเฉพาะในโลกของ Deep Tech หรือ B2B
ที่ “ฟังก์ชัน” สำคัญกว่าความสวยงาม
โมเดลนี้อาจจะ “เวิร์ก” จริงในเชิงธุรกิจ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง…ในโลกตะวันตกก็เคยทดลองทำแล้วเมื่อเกือบ 1 ปีก่อน…คือ
“Shopify”
Carl Rivera ซึ่งเป็น Chief Design Officer ของ Shopify
ได้ออกมาประกาศผ่าน X เกือบ 1 ปีก่อนว่า
“We just dropped UX as a title at Shopify.”
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ
เหตุผลของเขา…ไม่ได้เกิดจากการลดต้นทุน
ตรงกันข้าม
เขาต้องการ “ปลดล็อก” งานออกแบบ
ให้หลุดจากกรอบของศัพท์เทคนิคและ Framework ที่ซับซ้อนเกินไป
“If you design, you’re a Designer. If you write, you’re now a Writer.”
นี่ไม่ใช่การลดคุณค่าของสายออกแบบ
แต่มันคือการ “ยกระดับ” ความคาดหวังต่อคนทำงานขึ้นไปอีกขั้น
🤖 AI ทำของที่ “ใช้งานได้” ครบแล้ว…หน้าที่มนุษย์คือการทำให้ “ตราตรึงใจ”
Carl Rivera ทิ้งประโยคหนึ่งที่สะเทือนวงการ Product และ Design อย่างมากว่า
“AI enables anyone to make things usable: our job is to make them unforgettable.”
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการ UX/UI ในยุค AI ครับ
ในอดีต
ความสามารถในการออกแบบ “ของที่ใช้งานง่าย” คือสิ่งที่สร้างมูลค่า
แต่ในโลกปัจจุบัน
AI เริ่มทำสิ่งเหล่านั้นได้ในระดับ “ดีพอ” (Good Enough) แล้ว
หน้าจอสวย
Spacing ดี
Component ครบ
Responsive
Generate ได้แทบจะทันที
ดังนั้น “Usability” กำลังกลายเป็น baseline ใหม่ของโลก
แล้วบริษัทคุณ “สร้างความรู้สึกให้ผู้ใช้งานได้หรือเปล่า?”
เพราะสุดท้ายแล้ว
สิ่งที่ทำให้คนเลือกใช้ Netflix แทนคู่แข่ง
หรือเลือกใช้ Apple มากกว่าแบรนด์ทั่วไป
ไม่ใช่แค่ฟังก์ชัน
แต่มันคือ “ความรู้สึก” ที่เกิดขึ้นระหว่างใช้งาน
และนี่คือสิ่งที่ AI ยังแทนมนุษย์ได้ยากที่สุดในวันนี้
🎨 Hiring for Taste…เมื่อ “รสนิยม” กลายเป็นทักษะที่ราคาแพงที่สุด
Shopify ประกาศชัดเจนว่า
จากนี้พวกเขา
“Hire for taste. For aesthetics. For a point-of-view.”
ประโยคนี้ลึกมากครับ
เพราะในโลกที่ทุกคนเข้าถึง AI ได้เท่าๆ กัน
ความแตกต่างจะไม่ใช่ “ใครใช้เครื่องมือเป็น”
แต่คือ
“ใครมีรสนิยมมากพอที่จะกำกับเครื่องมือเหล่านั้น”
ในอดีต
ทักษะเชิงเทคนิคอาจสร้างความได้เปรียบ
แต่ในอนาคต
สิ่งที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ คือ
• Taste
• Judgment
• Point-of-view
• และความเข้าใจมนุษย์
เพราะ AI สามารถ generate ทางเลือกได้เป็นร้อยแบบ
แต่ AI ไม่สามารถตอบได้ว่า
“แบบไหนควรอยู่บนโลกจริง”
⚖️ สรุปแล้ว…แนวคิดนี้จะ “รอด” หรือ “ร่วง”?
คำตอบคือ…ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรของคุณกำลังเล่นเกมอะไร
ถ้าคุณคือ Startup ที่ต้อง survive
เงินทุนจำกัด
ลูกค้ายังไม่สนใจความละเอียดเชิง Experience มากนัก
“โมเดล Engineer + AI อาจจะช่วยให้ธุรกิจไปต่อได้จริง”
แต่ถ้าคุณกำลังแข่งขันในตลาด Mass Consumer
ที่ทุกคนมีฟีเจอร์ใกล้เคียงกันหมด
“Experience” จะกลายเป็นตัวตัดสินชัยชนะทันที
และตรงนี้เองที่องค์กรจำนวนมากอาจกำลังเข้าใจผิดว่า
“AI แทน Designer ได้”
ทั้งที่จริงๆ แล้ว
AI แค่กำลังแทน “คนทำของระดับมาตรฐาน”
แต่คนที่เข้าใจมนุษย์ลึกพอ
เข้าใจอารมณ์
เข้าใจ behavior
เข้าใจ narrative
เข้าใจ brand perception
ยังคงมีมูลค่าสูงมากในโลกยุคใหม่
💣 UX Debt…ต้นทุนที่หลายองค์กรยังมองไม่เห็น
สิ่งที่อันตรายที่สุดของการ “ตัดสายออกแบบ” แบบผิดวิธี
คือสิ่งที่เรียกว่า UX Debt
ในช่วงแรก
ทุกอย่างจะดูเร็วมาก
Release ได้ไว
ต้นทุนลด
Engineer ทำเองได้หมด
แต่พอระบบเริ่มซับซ้อนขึ้น
ปัญหาจะค่อยๆ โผล่ออกมา เช่น
• User งง
• Conversion ตก
• Flow ซับซ้อน
• ลูกค้าใช้ไม่ต่อเนื่อง
• ทีมเริ่ม maintain design system ไม่ไหว
และสุดท้าย
องค์กรจะต้องย้อนกลับมา “จ่ายคืน” UX Debt เหล่านั้นในราคาแพงกว่าเดิมหลายเท่า
“การประหยัด Designer ในวันนี้
อาจกลายเป็นต้นทุนธุรกิจในวันหน้า”
🌍 บาดแผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้…ในยุคเปลี่ยนผ่าน
แม้แนวคิดเรื่อง Taste และ Design Craft จะฟังดูสวยงาม
แต่เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งครับว่า
ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้…จะเจ็บปวดมาก
Carl Rivera เองก็พูดว่า
“Near-term job displacement will be massive.”
การถูกแทนที่ระยะสั้นกำลังเกิดขึ้นจริง
โดยเฉพาะคนที่ทำงานในระดับ “กลางๆ”
ไม่ลึกพอจะเป็น strategist
และไม่เร็วพอจะสู้ AI
นี่คือช่วงเวลาที่โหดที่สุดของตลาดแรงงานสาย Product และ Design
โลกกำลังคัดคนที่ “พอใช้ได้” ออกอย่างรวดเร็ว
✨ สุดท้ายแล้ว…AI ไม่ได้ฆ่า UX/UI แต่กำลังฆ่า “ความธรรมดา”
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
อาจไม่ใช่จุดจบของวงการ UX/UI
แต่มันคือจุดจบของยุคที่
“แค่ทำงานตาม Requirement ก็เพียงพอ”
อนาคตจะไม่ต้องการคนที่แค่ “วาดหน้าจอเป็น”
แต่จะต้องการคนที่
• เข้าใจธุรกิจ
• เข้าใจมนุษย์
• เข้าใจเทคโนโลยี
• และสามารถใช้ AI เพื่อสร้าง “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” ได้จริง
เพราะสุดท้ายแล้ว…
“ยุคต่อไป โลกจะไม่มีที่ยืนให้กับคนที่ทำของแค่ ‘พอใช้ได้’
เพราะความธรรมดา…คือสิ่งที่ AI ทำได้ในราคาฟรี”
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#UXUIDesign
#FutureOfWork
#AIProductStrategy
#ExecutiveMindset
#DesignLeadership
#BusinessStrategy
📚 Source / Reference
* Carl Rivera (Chief Design Officer, Shopify) — ข้อความประกาศผ่าน X เกี่ยวกับการถอดคำว่า “UX” และ “Content Design” ออกจากชื่อตำแหน่งงาน เพื่อผลักดันให้การออกแบบกลับไปโฟกัสที่ Taste, Aesthetics และการสร้างประสบการณ์ที่ “Unforgettable” มากกว่าการทำของให้ “Usable” เท่านั้น
* การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทีม UX/UI ใน Tech Startup ไทยสาย Deep Tech — ข่าวและบทสนทนาในวงการเทคโนโลยีไทยช่วงกลางปี 2569 ที่สะท้อนแนวโน้มการรวมบทบาท UX/UI เข้าไปอยู่กับ Software Engineer โดยใช้ AI เป็นตัวเร่ง Productivity และลดต้นทุนการดำเนินงาน
* Nielsen Norman Group (NN/G) — งานวิจัยด้าน User Experience ที่ชี้ว่า Generative AI สามารถช่วยเร่งงานออกแบบและ Research ได้จริง แต่ Human Judgment และความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ที่แตกต่าง
* แนวคิดเรื่อง Universal Basic Income (UBI) และ Job Displacement จาก AI — ประเด็นที่ถูกถกเถียงอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ท่ามกลางความกังวลว่า Generative AI จะเข้ามาแทนที่งานสายความรู้จำนวนมากในช่วงเปลี่ยนผ่านของตลาดแรงงาน
โฆษณา