8 มิ.ย. เวลา 10:29 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

SpaceX IPO

เพิ่งได้ฟังรายการของ WSJ ที่เชิญ Aswath Damodaran มาคุยเรื่อง SpaceX สนุกมากเลยครับ
ตอนแรกพิธีกรสองคนคุยกันเอง เล่าว่า SpaceX มีกลยุทธ์การเสนอขายหุ้นที่ผิดแปลกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปของตลาด กล่าวคือ:
1. การตั้งราคาแบบตายตัว (Fixed Price): แทนที่ SpaceX จะกำหนดช่วงราคาเสนอขาย (Price Range) เพื่อให้นักลงทุนสถาบันประมูลราคาตามกลไกตลาด บริษัทย้อนกลับมาใช้วิธีเสนอขายในราคาเดียวที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น (พูดง่ายๆ คือ Elon เอานิ้วแตะน้ำลายวัดความเร็วลม แล้วได้ราคานี้ออกมา)
2. มูลค่าบริษัททะลุเพดาน: การตั้งราคาดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาด (Valuation) ของ SpaceX พุ่งทะยานไปถึงประมาณ 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลและสร้างความฮือฮาในหมู่นักลงทุน (นักวิเคราะห์กลับแทงว่าไม่ควรเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์) มีการ push ขายนักลงทุนรายย่อยสูงมากๆ เหมือนนักลงทุนสถาบันไม่ได้สนใจมาก
3. กระแส IPO ที่กำลังร้อนแรง: รายการยังได้เชื่อมโยงปรากฏการณ์นี้เข้ากับบริบทของตลาดภาพรวม ที่บริษัทเทคโนโลยีระดับแถวหน้าอย่าง Anthropic และ OpenAI ก็กำลังอยู่ในกระแสการระดมทุนที่ร้อนแรงเช่นกัน ซึ่งการเข้ามาของบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ในตลาดหลักทรัพย์ จะส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อนักลงทุนในกองทุนดัชนี (Passive Index Funds) ที่จะต้องปรับสัดส่วนการลงทุนตามน้ำหนักของตลาด (แปลง่ายๆ ว่า index fund อาจจะต้องลงตามทั้งๆ ที่รู้ว่ามันแพง เพราะ SpaceX ใหญ่มาก)
พอมาสัมภาษณ์ Damodaran ก็สนุกไม่แพ้กัน เขามองว่า
1. ตัวเลขที่เกินจริง: มีการประเมินว่าตลาดรวมที่ SpaceX สามารถเข้าไปทำกำไรได้ (Total Addressable Market - TAM) มีมูลค่าสูงถึง 28 ล้านล้านดอลลาร์
2. ความหวังมากกว่าความจริง: ศาสตราจารย์ Damodaran ชี้ให้เห็นว่า ในตัวเลข 28 ล้านล้านดอลลาร์นั้น มีสัดส่วนมูลค่าถึง 26 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ถูกนำไปผูกโยงกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเขามองว่านี่ไม่ใช่การคาดการณ์ที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงทางธุรกิจ (Expectation) แต่เป็นเพียง "ความหวัง" (Hope) ที่ตลาดพยายามเกาะกระแส AI เพื่อดันมูลค่าบริษัทให้สูงขึ้นเท่านั้น
3. การลงทุนใน SpaceX คือการลงทุนในตัว Elon Musk อย่างแยกไม่ออก
4. โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ Musk ยังคงมีสิทธิ์ในการออกเสียง (Voting Rights) ส่วนใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ
5. สิ่งนี้หมายความว่า แม้บริษัทจะเข้าเป็นบริษัทมหาชนแล้ว แต่นักลงทุนทั่วไปจะแทบไม่มีอำนาจในการตรวจสอบ ทัดทาน หรือกำหนดทิศทางของบริษัทเลย หากขัดแย้งกับความต้องการของผู้ก่อตั้ง
6. ในกรณีของ SpaceX (และอาจรวมถึงหุ้นเทคโนโลยีชื่อดังอื่นๆ) การประเมินมูลค่า (Valuation) ตามหลักการเงินดั้งเดิม เช่น การคำนวณกระแสเงินสดในอนาคต แทบจะถูกลดความสำคัญลง (แปลว่า เขาก็กลัวแทงพลาด ตลาดอาจจะบ้า ไม่ได้สนใจดูพื้นฐาน)
7. สิ่งที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นในระดับ 1.77 ล้านล้านดอลลาร์คือ "โมเมนตัม" (Momentum) หรือแรงเหวี่ยงจากความเชื่อมั่น ข่าวสาร และความตื่นตระหนกกลัวตกรถ (FOMO) ของนักลงทุนในตลาด
ฟัง Dean of Valuation บอกแล้ว เชื่อไม่เชื่อ ตามสบายเลยครับ
ป.ล. ข้อมูลคร่าวๆ เพิ่มเติมของแต่ละธุรกิจ
1. กลุ่ม AI (xAI และ X)
TAM ที่ดึงดูดใจแต่เป็นที่ถกเถียงกันมาก
SpaceX ประเมิน TAM รวมของบริษัทไว้สูงถึง 28 - 28.5 ล้านล้านดอลลาร์ โดยระบุว่าสัดส่วนถึง 26 ล้านล้านดอลลาร์ มาจากเทคโนโลยี AI (โครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์วงโคจร และโมเดลอย่าง Grok)
มุมมองของ Damodaran
เขามองว่าตัวเลข TAM 26 ล้านล้านของ AI นั้น "เกินจริงไปมาก" และประเมิน TAM ที่สมเหตุสมผลของฝั่ง AI ไว้ที่เพียงประมาณ 3-4 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น
สถานะการเงิน
ปัจจุบันเป็นธุรกิจที่ "เผาเงิน (Cash Burn)" หนักที่สุดของบริษัท ด้วยคาดการณ์ EBITDA ติดลบ 1.2 พันล้านดอลลาร์ และต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในการสร้างศูนย์ข้อมูลและพัฒนาฮาร์ดแวร์
2. กลุ่ม Connectivity (Starlink)
เครื่องจักรทำกำไร (Cash Cow)
แม้ TAM ของธุรกิจอินเทอร์เน็ตดาวเทียมและอวกาศรวมกันจะน้อยกว่า AI หลายเท่า (ประมาณไม่เกิน 2.5 ล้านล้านดอลลาร์) แต่ Starlink คือธุรกิจที่สร้างรายได้และกำไรให้บริษัทมากที่สุดในปัจจุบัน
สถานะการเงิน
คาดว่าจะทำ EBITDA ได้สูงถึง 7.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งถือเป็นตัวช่วยพยุงภาพรวมกระแสเงินสดของบริษัท
3. กลุ่ม Space (Launch)
โครงสร้างพื้นฐานหลัก
ธุรกิจการปล่อยจรวดและการส่งดาวเทียมถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เกิด Starlink แม้จะครองส่วนแบ่งการขนส่งสัมภาระขึ้นสู่อวกาศกว่า 80% ของโลก แต่กำไรในส่วนนี้ไม่ได้สูงมากนัก
สถานะการเงิน
คาดการณ์ EBITDA อยู่ที่ 700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อเทียบกับต้นทุนมหาศาลของ Starship แล้ว ถือเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไร (Margin) เฉพาะตัวค่อนข้างคงที่ และคู่แข่งน้อย
โฆษณา