Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 12:00 • ธุรกิจ
สรุปมหากาพย์ Hisense จากโรงงาน 10 คน สู่ผู้โค่นบัลลังก์ทีวีญี่ปุ่น
หากย้อนเวลากลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1980 ถึง 1990
คำว่า “Made in Japan” บนกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้าคือสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์แบบ
มันคือเครื่องการันตีคุณภาพระดับสูงสุดที่ทุกคนบนโลกต่างให้การยอมรับ…
โดยเฉพาะโทรทัศน์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในห้องนั่งเล่นของแทบทุกครอบครัว
แบรนด์อย่าง Sony Panasonic หรือ Sharp เปรียบเสมือนราชาผู้ไร้เทียมทานที่ยึดครองตลาดทั่วโลก
ในยุคนั้นไม่มีใครกล้าคิดท้าทายบัลลังก์อันแข็งแกร่งนี้
แต่ใครจะเชื่อว่ากาลเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ทศวรรษ
โทรทัศน์ที่ขายดีที่สุดในประเทศญี่ปุ่นกลับไม่ใช่แบรนด์ระดับตำนานที่พวกเขาภาคภูมิใจ
แต่กลับกลายเป็นแบรนด์จากประเทศจีนที่ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อนแทบไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ…
บริษัทนั้นมีชื่อว่า Hisense
เรื่องราวการล่มสลายของอาณาจักรที่ดูเหมือนจะเป็นอมตะ
และการก้าวขึ้นมาโค่นบัลลังก์ของแบรนด์มวยรองที่ไม่มีใครเคยเหลียวแล เกิดขึ้นได้อย่างไร
ทำไม Hisense ถึงผงาดขึ้นมาเป็นผู้ผลิตทีวีอันดับสองของโลกได้สำเร็จ
ที่น่าสนใจคือพวกเขาบุกไปยึดครองหัวใจผู้บริโภคถึงในประเทศของคู่แข่งได้ยังไง?
…
ก็ต้องบอกว่าภาพจำในยุคทองของเครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่นคือความพรีเมียมและนวัตกรรมล้ำสมัย
Sony สร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนโลกด้วยโทรทัศน์รุ่น Trinitron ในปี 1968
ซึ่งให้ภาพคมชัดและสีสันสดใสจนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการ
ส่วน Sharp ก็เป็นผู้บุกเบิกการผลิตทีวีสีรายแรกๆ
ในขณะที่ Panasonic มีวิสัยทัศน์ขยายอิทธิพลด้วยการแบ่งปันเทคโนโลยีให้ประเทศอื่น
รวมถึงแม้กระทั่งในประเทศจีนเองในช่วงทศวรรษที่ 1980…
การมีโทรทัศน์แบรนด์ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในบ้านไม่ได้เป็นแค่การซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า
แต่มันคือเครื่องหมายแสดงฐานะ ความทันสมัย และรสนิยมที่เหนือระดับ
อาณาจักรของแบรนด์ญี่ปุ่นดูเหมือนจะแข็งแกร่งจนไม่มีวันพังทลาย
แต่ภายใต้ความสมบูรณ์แบบนั้นกลับมีรอยร้าวเล็กๆ ซ่อนอยู่
เป็นรอยร้าวที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ โดยที่ยักษ์ใหญ่แทบไม่ทันสังเกตเห็น…
จุดเปลี่ยนแรกเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980
ในปี 1985 สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรได้ร่วมกันทำข้อตกลงที่เรียกว่า Plaza Accord
เป้าหมายคือเพื่อแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ผลลัพธ์ของข้อตกลงนี้ทำให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรง
เมื่อค่าเงินเยนแพงขึ้น ต้นทุนการส่งออกสินค้าก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย…
ผนวกกับต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่บริษัทญี่ปุ่นทุ่มเม็ดเงินมหาศาล
ยิ่งทำให้ราคาของโทรทัศน์ญี่ปุ่นถีบตัวสูงขึ้นไปอีก
ในสภาวะเช่นนั้น กลยุทธ์ที่ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นเลือกใช้คือการเดินหน้าสู่ตลาดพรีเมียมอย่างเต็มตัว
พวกเขามีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่ายิ่งสินค้ามีราคาแพงยิ่งหมายถึงคุณภาพที่ยอดเยี่ยม
พวกเขาพุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าระดับบนที่ยินดีจ่ายเงินจำนวนมาก
เพื่อแลกกับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่อัดแน่นอยู่ในโทรทัศน์…
กลยุทธ์นี้ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูหรูหรามากขึ้น
1
แต่มันก็กลายเป็นผ้าปิดตาที่ทำให้พวกเขามองข้ามตลาดขนาดมหึมาที่อยู่ตรงหน้า
นั่นคือตลาดของคนธรรมดาทั่วไปที่มีงบประมาณจำกัด ซึ่งคือประชากรส่วนใหญ่ของโลก
ในขณะที่ยักษ์ใหญ่ชาวญี่ปุ่นกำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จบนยอดพีระมิด
ตัดภาพมาที่เมืองชิงเต่า ประเทศจีน ในปี 1969
โรงงานเล็กๆ แห่งหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับพนักงานเพียง 10 คน…
สินค้าชิ้นแรกของพวกเขาไม่มีความซับซ้อนใดๆ
มันคือวิทยุราคาประหยัดแบรนด์ Red Lantern ที่ผลิตขึ้นเพื่อชาวจีนภายในประเทศเท่านั้น
โรงงานขนาดเล็กแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของ Hisense
เป้าหมายของ Hisense ในยุคเริ่มต้นไม่ได้มีความทะเยอทะยานที่จะไปต่อกรกับแบรนด์ระดับโลก
พวกเขาเพียงต้องการผลิตสินค้าที่ใช้งานได้จริงในราคาที่คนเข้าถึงได้…
ภาพการเปรียบเทียบระหว่างสองฝั่งดูเหมือนเรื่องราวของดาวคนละกาแล็กซีที่ไม่มีวันโคจรมาพบกัน
ฝั่งหนึ่งคือจักรพรรดิผู้ครองโลกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
อีกฝั่งคือโรงงานขนาดเล็กที่ผลิตสินค้าพื้นฐาน
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าการหมุนเวียนของกระแสเศรษฐกิจโลก
จะนำพาให้ทั้งสองฝ่ายต้องมาเผชิญหน้ากันบนสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุด…
เมื่อรัฐบาลจีนเริ่มนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ
โรงงานของ Hisense ก็เริ่มมองเห็นโอกาสในการขยายกิจการ
จากวิทยุ พวกเขาเริ่มหันมาสนใจโทรทัศน์ ซึ่งถือเป็นสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงในเวลานั้น
แต่ด้วยเงินทุนที่จำกัดและขาดแคลนเทคโนโลยีขั้นสูง
การจะก้าวขึ้นมาผลิตโทรทัศน์สู้กับตลาดโลกดูเหมือนจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน…
Hisense จึงตัดสินใจเลือกใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดที่สุดในสถานการณ์นั้น
นั่นคือหากไม่สามารถคิดค้นเองได้ ก็จงเรียนรู้จากผู้ที่เก่งที่สุด
ในปี 1984 Hisense ได้เข้าไปเป็นพันธมิตรกับ Panasonic
พวกเขาส่งทีมวิศวกรเดินทางไปเรียนรู้วิธีการออกแบบและกระบวนการผลิตโทรทัศน์สีถึงประเทศญี่ปุ่น…
สิ่งที่น่าสนใจคือ Hisense ไม่ได้แค่คัดลอกแล้วมาสร้างใหม่แบบผิวเผิน
แต่พวกเขาใช้กระบวนการที่เรียกว่า “Reverse Engineering”
มันคือการนำโทรทัศน์แบรนด์ญี่ปุ่นมาแยกชิ้นส่วนออกทีละชิ้นเพื่อศึกษาโครงสร้างภายในอย่างละเอียด
พวกเขาต้องการทำความเข้าใจว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้ภาพคมชัดคืออะไร
ชิ้นส่วนใดคือสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้…
และที่สำคัญที่สุดคือชิ้นส่วนใดที่เป็นเพียงความหรูหราส่วนเกิน
ซึ่งสามารถตัดทอนออกไปได้เพื่อลดต้นทุนการผลิต
เป้าหมายของ Hisense นั้นชัดเจนเป็นอย่างมาก
พวกเขาต้องการสร้างโทรทัศน์ที่คุณภาพดีเพียงพอต่อการใช้งานจริง
ในระดับราคาที่ทุกคนสามารถซื้อหามาเป็นเจ้าของได้…
ในห้วงเวลาที่ Sony กำลังทุ่มเทงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาความคมชัดของหน้าจอเพิ่มขึ้นเพียงสิบเปอร์เซ็นต์
Hisense กลับโฟกัสไปที่การหาวิธีลดต้นทุนการผลิตลงสามสิบเปอร์เซ็นต์
โดยยังคงรักษามาตรฐานคุณภาพให้อยู่ในระดับที่ผู้บริโภคพึงพอใจ
2
พวกเขาไม่ได้สนใจกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา
แต่เล็งเห็นศักยภาพของครอบครัวชนชั้นกลางในประเทศจีน ทวีปแอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้…
พื้นที่เหล่านี้คือจุดที่การมีโทรทัศน์สักเครื่องถือเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่
และ Hisense ก็คือผู้ที่หยิบยื่นความฝันนั้นให้กลายเป็นจริง
มีเรื่องเล่าในช่วงที่ Hisense เริ่มเข้าไปบุกตลาดในทวีปแอฟริกา
พวกเขาค้นพบว่าปัญหาใหญ่คือระบบไฟฟ้าที่ไม่เสถียร มีอาการไฟตกและไฟกระชากเป็นประจำ…
ในขณะที่แบรนด์พรีเมียมไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาพื้นฐานเหล่านี้
Hisense กลับออกแบบเพิ่มแผงวงจรป้องกันแรงดันไฟฟ้าที่ผันผวนเข้าไปในตัวเครื่อง
ฟังก์ชันเล็กๆ ที่ถูกมองข้ามนี้กลับกลายเป็นจุดขายที่ซื้อใจผู้บริโภคท้องถิ่นได้อย่างถล่มทลาย
ความไว้วางใจเริ่มก่อตัวและสะสมขึ้นอย่างช้าๆ
Hisense กลายเป็นแบรนด์ขวัญใจของคนรากหญ้าและชนชั้นกลางที่มักจะถูกบริษัทยักษ์ใหญ่มองข้าม
พวกเขาสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในน่านน้ำที่แบรนด์ญี่ปุ่นมองไม่เห็นมูลค่า…
และแล้วจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ก็เดินทางมาถึง
วิกฤตการณ์ทางการเงินทั่วโลกในปี 2008 ที่รู้จักกันดีในชื่อวิกฤตซับไพรม์
คลื่นสึนามิทางเศรษฐกิจครั้งนี้สั่นสะเทือนไปทั่วทุกมุมโลก
ผู้คนจำนวนมากสูญเสียงาน รายได้หดหาย
พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคก็ถูกรีเซตใหม่ทั้งหมด…
จากยุคที่ผู้คนยินดีจ่ายเงินราคาแพงเพื่อครอบครองสินค้าที่ดีที่สุด
ผู้บริโภคเริ่มหันมาตระหนักถึงความคุ้มค่าของเงินทุกเม็ดที่ต้องจ่ายออกไป
โทรทัศน์สัญชาติญี่ปุ่นราคาหลักแสนที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ
กลายสภาพเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่หลายครอบครัวต้องตัดออกจากบัญชีรายจ่าย
ยอดขายของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ดิ่งหัวลงอย่างรวดเร็ว…
แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งยังคงติดอยู่ในกับดักความสำเร็จ
พวกเขายังคงดันทุรังพัฒนาหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นและใส่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนเข้าไป
โดยคาดหวังว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ลูกค้ากลุ่มเดิมจะกลับมาซื้อสินค้า
2
นี่คือการคำนวณที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ของแบรนด์จากแดนอาทิตย์อุทัย…
ในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังรัดเข็มขัดและมองหาสินค้าที่คุ้มค่า
Hisense กลับยืนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบที่สุดในสมรภูมิ
พวกเขามีสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในวิกฤตได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นั่นคือโทรทัศน์ที่ภาพสวย ทนทาน และมีราคาถูกจนยากจะปฏิเสธ…
ช่องว่างความต้องการระหว่างสิ่งที่ตลาดอยากได้กับสิ่งที่แบรนด์ญี่ปุ่นพยายามยัดเยียดเริ่มกว้างขึ้น
และ Hisense ก็สามารถแทรกตัวเข้ามาอุดช่องว่างนี้ได้อย่างหมดจด
การต่อสู้ยังไม่จบเพียงแค่นั้น
โลกของเทคโนโลยีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ นั่นคือยุคของ Smart TV
โทรทัศน์ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นหน้าจอรับสัญญาณภาพอีกต่อไป…
แต่มันต้องกลายเป็นศูนย์กลางความบันเทิงที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้
รองรับแอปพลิเคชัน และต้องมีระบบปฏิบัติการที่ลื่นไหลใช้งานง่าย
นี่คือจุดอ่อนสำคัญที่โจมตีจุดตายของบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่นโดยตรง
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของญี่ปุ่นเชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์ในการผลิตฮาร์ดแวร์
แต่กลับมีจุดอ่อนอย่างหนักในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์และการสร้าง ecosystem…
การปรับตัวในโลกของซอฟต์แวร์ที่ต้องการความรวดเร็วและยืดหยุ่นสูง
เป็นสิ่งที่บริษัทที่มีโครงสร้างบริหารงานแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นทำได้เชื่องช้ามาก
ในขณะที่แบรนด์จากเกาหลีใต้อย่าง Samsung และ LG จับกระแสนี้ได้ทันและวิ่งนำหน้าไปก่อน
Hisense ก็เร่งความเร็วไล่ตามมาติดๆ…
พวกเขาเปิดรับพันธมิตรและจับมือกับผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการระดับโลก
เพื่อสร้างสมาร์ททีวีที่มีฟังก์ชันครบถ้วน ทันสมัย
ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล ในราคาที่คู่แข่งไม่อาจเทียบได้
สงครามเทคโนโลยีในยุคนี้ แบรนด์ญี่ปุ่นไม่ได้แค่เดินตามหลังเพียงหนึ่งก้าว
แต่พวกเขากำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างถาวร…
เมื่อ Hisense สะสมความแข็งแกร่งและมีกระแสเงินสดในมือมหาศาล
พวกเขาก็เริ่มเดินหมากในเกมรุกที่เด็ดขาดและเหนือชั้นที่สุด
นั่นคือการเข้าซื้อกิจการของอดีตยักษ์ใหญ่ที่กำลังอ่อนแรง
ในปี 2017 โลกธุรกิจต้องตกตะลึง
เมื่อ Hisense ประกาศเข้าซื้อกิจการส่วนใหญ่ในแผนกธุรกิจโทรทัศน์ของแบรนด์ตำนานอย่าง Toshiba…
ด้วยมูลค่าการซื้อขายเพียง 113 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แบรนด์ที่เป็นถึงสัญลักษณ์แห่งความภูมิใจของชาวญี่ปุ่น
ต้องตกไปอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทจีน ซึ่งในอดีตเคยเป็นแค่โรงงานเล็กๆ ที่มาขอฝึกปรือวิชาจากพวกเขาเอง
ไม่เพียงเท่านั้น ในตลาดฝั่งทวีปอเมริกา
Hisense ยังได้เข้าซื้อสิทธิในการใช้ชื่อแบรนด์ Sharp เพื่อผลิตและจัดจำหน่ายโทรทัศน์อีกด้วย…
การทุ่มเม็ดเงินซื้อกิจการในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อเทคโนโลยีหรือโรงงานผลิต
แต่มันคือการซื้อทางลัดเพื่อเจาะทะลวงเข้าสู่ตลาดโลก
Hisense ได้ครอบครองทั้งชื่อแบรนด์ Toshiba ที่ผู้บริโภคยังให้ความเชื่อมั่น
ได้ช่องทางการจัดจำหน่ายระดับโลก และได้ฐานลูกค้าเก่ามาครอบครองอย่างสมบูรณ์แบบ…
กลยุทธ์ที่เฉียบขาดของ Hisense คือการรักษาเปลือกนอกของแบรนด์คลาสสิกที่คนคุ้นเคยเอาไว้
แต่ปรับเปลี่ยนไส้ใน กระบวนการผลิต และโครงสร้างการบริหารใหม่ทั้งหมด
การผสมผสานนี้ช่วยพลิกฟื้นธุรกิจของแบรนด์เก่าแก่ให้กลับมาทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว
ผลลัพธ์จากกลยุทธ์ทั้งหมดที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษได้ผลิดอกออกผลอย่างน่าอัศจรรย์…
ภายในปี 2024 Hisense สามารถผงาดขึ้นครองส่วนแบ่งตลาดโทรทัศน์ในประเทศญี่ปุ่นได้สูงถึง 40.4 เปอร์เซ็นต์
ในขณะที่อดีตมหาอำนาจอย่าง Sony และ Panasonic เหลือส่วนแบ่งในบ้านเกิดเพียงแบรนด์ละไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์
ภาพนี้คือหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นถึงชัยชนะอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
การบุกไปโค่นล้มราชาถึงใจกลางเมืองหลวงคือความสำเร็จที่ยากจะหาใครเทียบได้…
และ Hisense ก็ไม่ได้หยุดวิสัยทัศน์ไว้เพียงการเป็นแบรนด์สินค้าราคาประหยัดอีกต่อไป
เมื่อแบรนด์มีความแข็งแกร่ง พวกเขาก็เริ่มขยับฐานะตัวเองขึ้นไปท้าทายตลาดพรีเมียม
ผ่านการเปิดตัวโทรทัศน์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง ULED TV
ซึ่งมอบคุณภาพของภาพและสีสันในระดับที่ทัดเทียมกับแบรนด์ชั้นนำ
1
แต่ยังคงจุดแข็งเดิมคือการตั้งราคาขายที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายกว่า…
1
เพื่อลบภาพจำของสินค้าราคาถูก พวกเขายังทุ่มงบมหาศาลไปกับการทำการตลาดระดับโลก
เราจึงได้เห็นโลโก้ของ Hisense ปรากฏอยู่บนป้ายโฆษณาในฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโร
การปรากฏตัวระดับนี้คือการประกาศว่าวันนี้พวกเขาไม่ใช่ผู้ตามอีกต่อไป
เรื่องราวการผงาดขึ้นของ Hisense มอบบทเรียนทางธุรกิจที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก…
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการคิดค้นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกเสมอไป
หลายครั้งการพลิกโฉมวงการเกิดจากการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงกระบวนการ
เพื่อให้คนจำนวนมหาศาลสามารถเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น
ในขณะที่บริษัทญี่ปุ่นมุ่งมั่นสร้างทีวีที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก
Hisense กลับมุ่งมั่นสร้างทีวีที่คนทั้งโลกสามารถซื้อได้…
และในท้ายที่สุด ตลาดของคนส่วนใหญ่มักจะเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลและตัดสินแพ้ชนะได้เสมอ
บทเรียนต่อมาคือจงอย่าประมาทหรือดูถูกตลาดกลุ่มเล็กๆ และลูกค้าที่มีงบประมาณจำกัด
พื้นที่ที่ยักษ์ใหญ่มองข้าม มักจะเป็นดินแดนแห่งโอกาสให้คู่แข่งหน้าใหม่ได้ฟูมฟักความแข็งแกร่ง
กว่าที่บรรดายักษ์ใหญ่จะรู้ตัว แบรนด์มวยรองก็เติบโตจนเกินกว่าจะถูกทำลายลงแล้ว…
บทเรียนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือความสำเร็จในอดีตอาจเป็นกับดักที่อันตรายที่สุดสำหรับอนาคต
การยึดติดกับโมเดลธุรกิจเดิมที่เคยสร้างผลกำไร
ทำให้บริษัทญี่ปุ่นปรับตัวตามโลกไม่ทัน จนต้องสูญเสียมงกุฎที่สวมใส่มานานหลายสิบปี
เมื่อมองลึกลงไปในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในวงการเครื่องใช้ไฟฟ้า…
เราเห็นภาพสะท้อนที่คล้ายคลึงกันในวงการสมาร์ตโฟน ที่แบรนด์อย่าง Xiaomi ก้าวขึ้นมาเขย่าตลาดโลก
หรือแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอย่าง Midea ที่ขยายอาณาจักรไปทุกทวีป
และที่ชัดเจนที่สุดเวลานี้คืออุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า
การแข่งขันระหว่างแบรนด์รถยนต์ดั้งเดิมจากญี่ปุ่น กับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนอย่าง BYD…
1
ต่างมีรูปแบบการต่อสู้ที่แทบจะถอดแบบมาจากสมรภูมิทีวีในอดีต
แบรนด์จีนใช้ข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ สร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสเปกทันสมัยในราคาจับต้องได้
ซึ่งกำลังเข้ามาท้าทายบัลลังก์ของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วงในตลาดโลก
โลกของเทคโนโลยีและธุรกิจคือการแข่งขันที่ไม่มีจุดสิ้นสุด…
ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าแนวคิดแบบใดจะถูกต้องที่สุด
แต่ตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดจะเป็นตัวตัดสินเองว่า
กลยุทธ์ใดที่สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคในแต่ละยุคสมัยได้อย่างแม่นยำกว่ากัน
จากโรงงานวิทยุห้องแถวเล็กๆ ที่มีคนงานเพียง 10 คน
สู่อาณาจักรผู้ผลิตโทรทัศน์อันดับสองของโลกที่มียอดขายระดับหลายแสนล้าน…
การเดินทางอันยาวนานของ Hisense ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า
1
ในโลกธุรกิจไม่มีอาณาจักรใดที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะล่มสลาย
และไม่มีมวยรองบ่อนรายใดที่ตัวเล็กเกินกว่าจะล้มช้างได้
หากพวกเขามีกลยุทธ์ที่เฉียบคมและเข้าใจตลาดอย่างแท้จริง…
1
References : [nikkei, bloomberg, reuters, forbes, cnbc]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/summary-of-the-hisense-epic/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
จีน
29 บันทึก
20
20
29
20
20
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย