แนวเพลง: Indie Rock, Slacker Rock, Post-Hardcore, Midwest Emo, Alt-Country
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าวงอินดี้ร็อกระดับตำนานจากพอร์ตแลนด์อย่าง Modest Mouse ได้คัมแบ็คอีกครั้งด้วยการปล่อย An Eraser and a Maze สตูดิโออัลบั้มลำดับที่แปดของพวกเขาออกมา ซึ่งนี่นับเป็นผลงานชุดแรกของวงนับตั้งแต่การจากไปอย่างน่าเศร้าของ Jeremiah Green มือกลองผู้ร่วมก่อตั้งวงในปี 2022 และยังเป็นอัลบั้มแรกที่เปิดตัวสมาชิกใหม่อย่าง Simon O’Connor (กีตาร์), Damon Cox (กลอง) และ Keith Karman (คีย์บอร์ด)
แถมยังเป็นการกลับมาปล่อยเพลงในฐานะวงอิสระอีกครั้งในรอบกว่าสองทศวรรษ หลังจากหมดสัญญากับค่ายใหญ่อย่าง Epic Records แต่น่าเสียดายที่กระแสตอบรับสำหรับอัลบั้มนี้ค่อนข้างเงียบเหงา และถูกพูดถึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเราก็คงต้องยอมรับความจริงว่า Modest Mouse ได้ผ่านจุดพีคสูงสุดของวงมานานหลายปีแล้วแหละ
Lemme Revisit ในวันนี้ จึงอยากจะขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงเวลาอันเป็นจุดพีคที่สุดในอาชีพของวง Modest Mouse ที่เรากล่าวมาข้างต้น กับสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สองอย่าง The Lonesome Crowded West ที่ปล่อยเมื่อปี 1997 ภายใต้ค่ายอิสระ Up Records อัลบั้มที่หน้าปกเป็นภาพตึกคู่ The Westin Seattle อันโด่งดัง และมาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่ถูกขนานนามว่าเป็นศิลปะแบบ “White Trash” หรือความขบถแบบชนชั้นแรงงานผิวขาวในอเมริกา
ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น Modest Mouse เพิ่งจะปล่อยอัลบั้มเดบิวต์อย่าง This Is a Long Drive for Someone With Nothing to Think About (1996) ออกมาได้เพียงปีเดียว ซึ่งอัลบั้มแรกนั้นได้ตั้งมาตรฐานและเพดานบินไว้สูงลิบลิ่ว จนกลายเป็นความกดดันมหาศาลที่วงต้องก้าวข้ามไปให้ได้
ซึ่งตัวเขาเองเคยให้สัมภาษณ์กับ Apple Music ไว้ว่า เพลงนี้มันเรียกร้องที่จะต้องเป็นเพลงเปิดอัลบั้มด้วยตัวมันเอง เพราะเขามีความรู้สึกที่รุนแรงต่อห้างสรรพสินค้าเอามากๆ มันคือสถานที่ที่กลืนกินตัวตนของอเมริกันชน และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความน่าเบื่อหน่ายในยุคใหม่
จากนั้นอัลบั้มพาเราไปพบกับ “Jesus Christ Was an Only Child” แทร็กสั้นๆ ที่แปลกประหลาดและชวนเหวอ กับเรื่องราวตลกร้ายที่พระเยซูทำตัวงี่เง่าใส่พระบิดาหลังจากเมามายด้วยน้ำเปล่าที่พระองค์เปลี่ยนให้เป็นไวน์ ซึ่งเป็นการจิกกัดประชดประชันว่าต่อให้ศาสดาจะพลีชีพเพื่อล้างบาปไปแล้ว แต่ความบาปและความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ในโลกยุคอินเทอร์เน็ตก็ยังคงดำเนินอยู่ดี