8 มิ.ย. เวลา 13:51 • ดนตรี เพลง

Lemme Revisit: Modest Mouse — The Lonesome Crowded West (1997)

เสียงตะโกนอย่างโดดเดี่ยวของคาวบอยคนสุดท้ายในป่าคอนกรีตที่ถูกกลืนกินโดยแสงไฟนีออน และความเจริญอันจอมปลอมของโลกทุนนิยม
1
แนวเพลง: Indie Rock, Slacker Rock, Post-Hardcore, Midwest Emo, Alt-Country
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าวงอินดี้ร็อกระดับตำนานจากพอร์ตแลนด์อย่าง Modest Mouse ได้คัมแบ็คอีกครั้งด้วยการปล่อย An Eraser and a Maze สตูดิโออัลบั้มลำดับที่แปดของพวกเขาออกมา ซึ่งนี่นับเป็นผลงานชุดแรกของวงนับตั้งแต่การจากไปอย่างน่าเศร้าของ Jeremiah Green มือกลองผู้ร่วมก่อตั้งวงในปี 2022 และยังเป็นอัลบั้มแรกที่เปิดตัวสมาชิกใหม่อย่าง Simon O’Connor (กีตาร์), Damon Cox (กลอง) และ Keith Karman (คีย์บอร์ด)
แถมยังเป็นการกลับมาปล่อยเพลงในฐานะวงอิสระอีกครั้งในรอบกว่าสองทศวรรษ หลังจากหมดสัญญากับค่ายใหญ่อย่าง Epic Records แต่น่าเสียดายที่กระแสตอบรับสำหรับอัลบั้มนี้ค่อนข้างเงียบเหงา และถูกพูดถึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเราก็คงต้องยอมรับความจริงว่า Modest Mouse ได้ผ่านจุดพีคสูงสุดของวงมานานหลายปีแล้วแหละ
Lemme Revisit ในวันนี้ จึงอยากจะขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงเวลาอันเป็นจุดพีคที่สุดในอาชีพของวง Modest Mouse ที่เรากล่าวมาข้างต้น กับสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สองอย่าง The Lonesome Crowded West ที่ปล่อยเมื่อปี 1997 ภายใต้ค่ายอิสระ Up Records อัลบั้มที่หน้าปกเป็นภาพตึกคู่ The Westin Seattle อันโด่งดัง และมาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่ถูกขนานนามว่าเป็นศิลปะแบบ “White Trash” หรือความขบถแบบชนชั้นแรงงานผิวขาวในอเมริกา
ผลงานชุดนี้ได้รับคำชื่นชมอย่างท่วมท้นจากนักวิจารณ์ และมักจะติดอันดับเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดแห่งยุค 90s อยู่เสมอ มันคือผลรวมของความโกรธเกรี้ยวอันดิบเถื่อน ความอัดอั้นตันใจ ความวิตกกังวล ความสับสน ความเศร้าโศก และความสิ้นหวังในชีวิต ที่ถูกกลั่นกรองออกมาจนกลายเป็นตรรกะแห่งความยอดเยี่ยมในทุกๆ มิติอย่างแท้จริง
ความโดดเด่นอย่างแรกของอัลบั้มนี้คือความหลากหลายของภาคดนตรี ที่มีการสลับสับเปลี่ยนอารมณ์ไปมาระหว่างความหนักหน่วง ดุดัน และเกรี้ยวกราดในสไตล์โพสต์ฮาร์ดคอร์ ไปจนถึงพาร์ทอะคูสติกที่เงียบเชียบ หม่นหมอง และชวนให้อารมณ์ดิ่งลึก โครงสร้างเพลงมีความแปลกประหลาด คาดเดาทิศทางได้ยาก แต่อิสระและไร้กรอบจำกัด Isaac Brock แกนนำและกระบอกเสียงของวงในวัยเพียงยี่สิบต้นๆ ณ ขณะนั้น ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเขาเป็นหนึ่งในนักเขียนเพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งยุค
บทกวีพิลึกพิลั่นเกี่ยวกับสังคมเมืองที่เขาเขียนขึ้น อาจจะฟังดูไร้ความหมายในทีแรก แต่หากพินิจดูดีๆ มันคือภาพสะท้อนอารมณ์อันลึกซึ้ง ดิบเถื่อน และจริงใจที่สุด Brock อาจจะไม่ได้มีเนื้อเสียงที่เพราะพริ้งตามมาตรฐาน แต่เสียงร้องที่ระเบิดความรู้สึกออกมา ไม่ว่าจะเป็นความโกรธหรือความสิ้นหวัง คือสิ่งทีไม่มีใครเลียนแบบได้เลย (จนกระทั่งการมาถึงของ Cameron Winter ฟรอนต์แมนวง Geese ที่เนื้อเสียงและวิธีการร้องให้ฟีลคล้ายๆ Brock อยู่เหมือนกัน)
ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น Modest Mouse เพิ่งจะปล่อยอัลบั้มเดบิวต์อย่าง This Is a Long Drive for Someone With Nothing to Think About (1996) ออกมาได้เพียงปีเดียว ซึ่งอัลบั้มแรกนั้นได้ตั้งมาตรฐานและเพดานบินไว้สูงลิบลิ่ว จนกลายเป็นความกดดันมหาศาลที่วงต้องก้าวข้ามไปให้ได้
Brock เล่าว่าในช่วงนั้นเขาเริ่มออกเดินทางขับรถท่องเที่ยวทางไกล และเปิดรับทุกประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา เพลงเหล่านี้จึงไม่ใช่การพยายามสั่งสอนหรือวิพากษ์วิจารณ์อารยธรรมมนุษย์จากมุมมองของผู้รู้ดี แต่มันคือการบันทึกสิ่งที่สายตาของเด็กหนุ่มคนหนึ่งมองเห็นผ่านกระจกหน้ารถ ท่ามกลางความเจ็บปวดที่ต้องทนเห็นธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ถูกทำลายลงไปต่อหน้าต่อตา เพื่อแทนที่ด้วยย่านชานเมืองที่ไร้ชีวิตชีวา ห้างสรรพสินค้า และสิ่งปลูกสร้างของกลุ่มทุนนิยม
ความรู้สึกเหล่านั้นระเบิดออกมาทันทีตั้งแต่แทร็กเปิดอัลบั้มอย่าง “Teeth Like God’s Shoeshine” มหากาพย์ดนตรีพังก์ความยาว 7 นาทีที่มีความทะเยอทะยานสูงและมอบความพีคให้คนฟังอย่างบ้าคลั่ง เพลงนี้เปิดตัวด้วยเสียงกีตาร์ที่แผดกร้าว กลองที่ดุดัน และไลน์เบสที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า Brock ใช้เพลงนี้โจมตีวัฒนธรรมการเดินห้างสรรพสินค้าในยุค 90s และความล่มสลายของสังคมร่วมสมัย
ซึ่งตัวเขาเองเคยให้สัมภาษณ์กับ Apple Music ไว้ว่า เพลงนี้มันเรียกร้องที่จะต้องเป็นเพลงเปิดอัลบั้มด้วยตัวมันเอง เพราะเขามีความรู้สึกที่รุนแรงต่อห้างสรรพสินค้าเอามากๆ มันคือสถานที่ที่กลืนกินตัวตนของอเมริกันชน และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความน่าเบื่อหน่ายในยุคใหม่
ความหม่นหมองคลี่คลายลงมาในแทร็กต่อมาอย่าง “Heart Cooks Brain” เพลงที่ท่วงทำนองเชื่องช้า ละเมียดละไม และอบอวลไปด้วยความสับสนเหนื่อยล้า เนื้อหาพูดถึงการต่อสู้ภายในจิตใจระหว่างก้อนเนื้อที่เรียกว่า “หัวใจ” และก้อนสมองที่ใช้ควบคุม “ตรรกะเหตุผล” จนบางครั้งอารมณ์ก็เข้ามาบิดเบือนความจริงไปหมด โดย Brock ได้เล่าถึงเบื้องหลังเพลงนี้ว่า จริงๆ แล้วในวันนั้นพวกเขากำลังจะอัดเพลง “Polar Opposites” กัน
แต่จู่ๆ สมาชิกในวงอย่าง Eric Judy และ Jeremiah Green กลับเล่นท่อนใหม่ออกมา Brock เลยเดินออกไปเดินเล่นบนรางรถไฟแถวนั้นอยู่เป็นชั่วโมง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับเนื้อเพลงทั้งหมด ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากทริปที่แวนคูเวอร์ ในตอนรุ่งสางที่เขายืนอยู่บนหลังคาแล้วนั่งมองฝูงนกกาและนกนางนวลจิกตีแย่งชิงพื้นที่กัน
ความเกรี้ยวกราดยังคงเดินทางต่อใน “Convenient Parking” ที่พูดถึงการคืบข้ามของถนนคอนกรีตและการขยายตัวของเมืองอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมีเสียงกลองและเบสที่เลียนแบบจังหวะเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่กำลังดิ้นรนอยู่บนท้องถนน ก่อนจะตัดสลับเข้าสู่ “Lounge (Closing Time)” เพลงที่เริ่มต้นด้วยความสนุกสนาน ปลดปล่อย และเสรี ในบรรยากาศของบาร์เหล้าที่ทุกคนกำลังเมามาย จนกระทั่งบรรยากาศค่อยๆ ตึงเครียดและเริ่มควบคุมไม่ได้ ก่อนที่บาร์เทนเดอร์จะประกาศ “Last Call” เพื่อปิดร้าน ทุกอย่างจึงกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
จากนั้นอัลบั้มพาเราไปพบกับ “Jesus Christ Was an Only Child” แทร็กสั้นๆ ที่แปลกประหลาดและชวนเหวอ กับเรื่องราวตลกร้ายที่พระเยซูทำตัวงี่เง่าใส่พระบิดาหลังจากเมามายด้วยน้ำเปล่าที่พระองค์เปลี่ยนให้เป็นไวน์ ซึ่งเป็นการจิกกัดประชดประชันว่าต่อให้ศาสดาจะพลีชีพเพื่อล้างบาปไปแล้ว แต่ความบาปและความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ในโลกยุคอินเทอร์เน็ตก็ยังคงดำเนินอยู่ดี
และตามมาด้วย “Doin’ the Cockroach” เพลงร็อกจังหวะเร็วที่ขับเคลื่อนด้วยกีตาร์และกลองอันซับซ้อน มันคือการตะโกนกู่ร้องต่อต้านการเป็นส่วนหนึ่งของระบบอันซ้ำซากจำเจ Brock เล่าถึงชื่อเพลงนี้อย่างอารมณ์ดีว่า เขาแค่คิดว่ามันตลกดีเพราะยุคนั้นชอบมีท่าเต้นแปลกๆ ออกมา และเขาก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ไม่มีใครเอาเพลงนี้ไปคิดท่าเต้นจริงๆ เพราะจินตนาการไม่ออกเลยว่ามันจะออกมาน่าเกลียดขนาดไหน
หากจะหาเพลงที่เป็นหัวใจสำคัญและแบกรับความรู้สึกทั้งหมดของอัลบั้มนี้ไว้ เพลงนั้นคือ “Cowboy Dan” ดนตรีเริ่มต้นด้วยเสียงกระแทกกระทั้นหนักๆ บอกเล่าเรื่องราวของชายขี้เมาคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ทว่าในครึ่งเพลง ดนตรีกลับหักมุมเปลี่ยนเป็นเสียงกีตาร์ที่พลิ้วไหวราวกับเสียงกระดิ่งอันอบอุ่น เพื่อแสดงให้เห็นถึงมุมที่อ่อนแอและเปราะบางของตัวละคร ก่อนจะวนกลับไปจบด้วยความรุนแรงอีกครั้ง คาวบอยแดนเป็นเพียงตัวละครที่เป็นกระบอกเสียงให้ Brock ระบายความอัดอั้นต่อเมืองคอนกรีตที่กำลังกัดกินจิตวิญญาณของมนุษย์
Brock เผยว่าเขาเคยเจอชายชื่อคาวบอยแดนจริงๆ แค่ครั้งสองครั้งตอนไปอ่างเก็บน้ำกับลุงในมอนทาน่า ชายคนนั้นเป็นคนดีและไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อหาในเพลงเลย แต่เขาแค่ชอบชื่อนี้ และใช้มันเป็นตัวแทนของมุมมองชีวิตในชนบทที่ถูกรุกรานโดยความเป็นเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเพราะไม่ว่าคุณจะหนีไปไกลแค่ไหน ป่าคอนกรีตเหล่านี้ก็จะตามไปหลอกหลอนคุณอยู่ดี
ในส่วนของ “Trailer Trash” บทเพลงความยาวเกือบ 6 นาทีที่เปิดมาด้วยท่วงทำนองกีตาร์ฟังสบายคล้ายเพลงกล่อมเด็ก แต่ครึ่งหลังกลับระเบิดออกเป็นความร็อกที่สาดอารมณ์ใส่คนฟัง เนื้อหาบอกเล่าถึงชีวิตในบ้านรถบ้าน (Trailer Park) จากประสบการณ์ตรงของ Brock สะท้อนความขัดสนและบาดแผลในวัยเด็กออกมาได้อย่างทรงพลัง
ตามมาด้วย “Out of Gas” เพลงตรงไปตรงมาที่อธิบายสภาวะของคนที่เหนื่อยล้า หมดไฟ และเอาแต่พูดถึงสิ่งพร่ำเพ้อที่รู้ดีว่าตัวเองไม่มีวันทำได้จริง ก่อนจะแวะพักสายตากับ “Long Distance Drunk” เพลงจังหวะลอยๆ เคว้งคว้างที่ Brock บอกว่ามันคือเรื่องราวที่เล่าถึงคุณยายของเขาที่มักจะโทรศัพท์มาหาตอนเมาเหล้าอยู่เสมอ ซึ่งถือเป็นจุดพักเบรคสั้นๆ จากโทนเรื่องอันหนักหน่วงของอัลบั้ม
แต่แล้วความสงบนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน เพราะเราถูกกระแทกหน้าอีกครั้งด้วย “Shit Luck” เพลงสั้นสุดสตรีมที่ไม่มีท่อนฮุก ไม่มีท่อนร้อง มีเพียงกระแสธารของความเกรี้ยวกราดอันบริสุทธิ์ เนื้อเพลงพรรณนาถึงความมองโลกในแง่ร้ายจากชีวิตที่เฮงซวยและเต็มไปด้วยโชคร้ายซ้ำซ้อน
จนกระทั่งประโยคสุดท้ายของเพลงที่ร้องว่า “My heart is slowly dried up” (หัวใจของฉันค่อยๆ แห้งเหือดไป) ถูกเปล่งออกมาอย่างไร้เรี่ยวแรงผ่านตัวโน้ตที่เพี้ยนและหลุดคีย์ มันแสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าจนหมดสิ้นกำลังที่จะโกรธแค้น เหลือทิ้งไว้เพียงความสิ้นหวังอันว่างเปล่า
ถัดมาคือ “Truckers Atlas” แทร็กที่ยาวที่สุดในอัลบั้มกว่า 10 นาที ที่ดนตรีมีความสะเปะสะปะ สับสน และกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างบ้าคลั่ง เนื้อหาเล่าถึงกลุ่มคนขับรถบรรทุกที่เสพยาจนหลอนและขับรถไปเรื่อยๆ ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งภาคดนตรีสามารถจำลองความรู้สึกของการอยู่ภายใต้ฤทธิ์ของสารเสพติดได้อย่างยอดเยี่ยม
และต่อด้วย “Polar Opposites” เพลงที่มีท่วงทำนองสดใส ฟังดูรื่นเริงและไร้กังวล แต่เนื้อแท้กลับเต็มไปด้วยความหดหู่และแตกสลาย Brock ยอมรับตามตรงว่าเพลงนี้ไม่ใช่เพลงโปรดของเขาเลย เพราะเขารู้สึกว่ามันเขียนง่ายเกินไปจนทำให้เขารู้สึกรักๆ เลิกๆ กับมัน และแอบต่อต้านด้วยการไม่หยิบมาเล่นสดอยู่หลายปี ทั้งที่มันเป็นเพลงที่บาดลึกและแสดงถึงความบิดเบี้ยวในจิตใจของเขาได้อย่างงดงาม
ช่วงท้ายของอัลบั้มนำพาเราเข้าสู่ “Bankrupt on Selling” เพลงอะคูสติกใสๆ ที่คลอไปกับเสียงร้องที่โอนเอนของ Brock ทว่าเนื้อหากลับตบหน้าคนฟังด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ความโลภของมนุษย์ในระบบทุนนิยมที่จ้องแต่จะตักตวงผลประโยชน์จากคนอื่นจนไม่เหลืออะไรให้ขาย
Brock เล่าว่าท่อนกีตาร์หลักของเพลงนี้ Dann Gallucci มือกีตาร์ทัวร์เป็นคนเล่นมันขึ้นมาบนรถตู้ระหว่างรอเปิดท้ายรถเพื่อขนของที่กรีนเบย์ Brock ก็แค่ร้องฮัมตามไปตรงนั้นทันที เนื้อเพลงส่วนใหญ่ของวงมักจะเกิดขึ้นในลักษณะนี้ คือมันพรั่งพรูออกมาเองในหัวโดยที่เขาแทบไม่ต้องจับปากกาเขียนลงกระดาษด้วยซ้ำ มันคือกวีข้างถนนที่สดใหม่และจริงใจที่สุดเท่าที่วงอินดี้วงหนึ่งจะทำได้
และแล้ว Modest Mouse ก็ปิดฉากการเดินทางอันยาวนานด้วย “Styrofoam Boots/It’s All Nice, Alright” แทร็กความยาว 6 นาทีที่เริ่มต้นด้วยพาร์ทอะคูสติกใสๆ บ่งบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาและความตาย ก่อนที่เครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆ จะโถมกระหน่ำเข้ามาอย่างยิ่งใหญ่ Brock จำได้ว่าตอนอัดเพลงนี้ Jeremiah และ Eric กำลังนั่งรอสัญญานเพื่อเข้าเพลง แต่พวกเขาเล่นพาร์ทเอาต์โทรท้ายเพลงออกมาได้ดีมากจนเขาต้องเดินออกจากห้อง เพื่อปล่อยให้ทั้งคู่แจมกันยาวนานกว่า 20 นาที
ทว่าสิ่งที่ทำให้คนฟังรู้สึกค้างคาคือการที่เพลงค่อยๆ บิวด์อารมณ์และพลังงานขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุด แต่กลับตัดจบลงดื้อๆ ด้วยเสียงตะโกนนับจังหวะ “One, Two, Three... Four” ราวกับความไม่แน่ใจ มันเป็นตอนจบที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการ แต่มันสร้างความรู้สึกกระสับกระส่ายและไม่มั่นคงให้กับคนฟัง ซึ่งบาดแผลและความไม่สบายใจนั้นเอง คือสารสารัตถะทั้งหมดที่อัลบั้มนี้ต้องการจะฝากเอาไว้ในใจของพวกเรา
สำหรับเราแล้ว The Lonesome Crowded West ไม่ใช่แค่อัลบั้มเพลงร็อกดาษดื่นทั่วไป แต่มันคือบันทึกประวัติศาสตร์ความขบถร่วมสมัยที่ยังคงก้าวข้ามกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน ประเด็นเรื่องการขยายตัวของเมืองจนเบียดบังธรรมชาติ ทุนนิยมที่กลืนกินจิตวิญญาณ และความโดดเดี่ยวของมนุษย์ที่ Brock ตั้งคำถามไว้เมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว ยังคงเป็นความจริงอันโหดร้ายที่เราทุกคนต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในโลกยุคนี้
ไม่ว่าคุณจะหันไปทางไหน ป่าคอนกรีตและระบบอันจำเจก็ยังคงแผ่ขยาย และทำได้เพียงแค่ยอมรับว่าโลกที่เคยงดงามอาจไม่มีวันกลับมา สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านดนตรีที่หยาบกระด้าง แต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจและงดงามในความอัปลักษณ์ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผลงานชิ้นเอกชุดนี้ของ Modest Mouse เป็นอัลบั้มที่สมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียด และสมควรค่าแก่การถูกจดจำในฐานะหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดตลอดกาลอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้น
คะแนน 10/10
แทร็กไฮไลต์: Teeth Like God’s Shoeshine, Heart Cooks Brain, Convenient Parking, Lounge (Closing Time), Doin’ The Cockroach, Cowboy Dan, Trailer Trash และ Polar Opposites
โฆษณา