8 มิ.ย. เวลา 19:34 • ไอที & แก็ดเจ็ต

สรุป “Siri AI” ผู้ช่วยส่วนตัวใหม่ของ Apple ทำงานกับไฟล์ในเครื่องได้ ใช้ฟรี แต่ยังไม่รองรับภาษาไทย

วันนี้ Apple เพิ่งจัดงานอิเวนต์ WWDC 2026 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในงานใหญ่ประจำปีของ Apple ที่ปกติแล้วเราจะเห็นสินค้าหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ จาก Apple ในงานนี้
1
หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าสนใจมาก ๆ ของปีนี้คือการเปิดตัว Siri AI เวอร์ชันอัปเกรดของ Siri ที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัว AI บนอุปกรณ์ Apple
1
ที่ตอนนี้มีการเอา Gemini AI ของ Google เข้ามาช่วยในการประมวลผลอย่างเป็นทางการแล้ว
แล้ว Siri AI มีอะไรน่าสนใจบ้าง ? MarketThink สรุปให้แล้วในโพสต์นี้
Apple บอกว่า Siri AI มาจาก คำว่า Siri + Apple Intelligent กลายเป็น Siri AI
และเบื้องต้นจะมีการเอา Gemini AI ของ Google เข้ามาช่วยในการประมวลผลด้วย
โดยความสามารถเด่น ๆ ของ Siri AI ก็คือจะเป็นผู้ช่วย AI ที่สามารถรับ Input ได้หลัก ๆ 3 แบบ
คือข้อความ, เสียงพูด และรูปภาพ และสามารถทำงานกับแอปฯ รวมถึงไฟล์บนอุปกรณ์ Apple ได้ด้วย
และ Apple จะเน้นมากในเรื่องของ “ความเป็นส่วนตัว” โดยทุก ๆ คำสั่งของเราจะถูกประมวลผล บนเครื่อง หรือไม่ก็คลาวด์ส่วนตัวของผู้ใช้งานเอง แม้แต่ Apple ก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลตรงนี้ได้
โดย Apple ได้เอา Use Case เจ๋ง ๆ ของ Siri AI ที่ Apple เอามาพริเซนต์ก็คือ
1. Siri AI จะเข้าใจได้ทันทีว่าอะไรกำลังแสดงอยู่บนหน้าจอ
ยกตัวอย่างเช่น เรากำลังใช้ iPhone เล่น IG อยู่ แล้วเห็นที่เที่ยวสวย ๆ ผ่านฟีด
เราสามารถเรียก Siri AI มาถามได้เลยว่าในรูปที่เห็นอยู่คือที่ไหน แล้วจะไปที่นั่นได้อย่างไร
จากนั้น Siri AI จะไปดึงข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาตอบคำถามเราทันที
1
2. ทำงานหลายขั้นตอนได้ในคำสั่งเดียว
Apple โชว์ว่าเราสามารถสั่งงาน Siri AI ให้ทำงานหลายขั้นตอนในคำสั่งเดียวด้วยการสั่งให้ Siri AI ค้นหารูปภาพของคนในครอบครัวจากทริปที่ผ่านมา
จากนั้นให้สร้างอัลบั้มใหม่พร้อมเอารูปที่หาได้ใส่ลงไป แล้วค่อยแชร์ให้เพื่อนต่อ ซึ่ง Siri AI ก็สามารถทำได้
3. มีระบบช่วยพิสูจน์อักษร
ในทุก ๆ งานเขียนบนอุปกรณ์ Apple เราสามารถสั่งให้ Siri AI ตรวจสอบคำผิดให้ได้เลย
4. มีหน้าต่างแชตบอตคล้าย ChatGPT และ Gemini
หลังจากนี้ผู้ใช้ Apple จะสามารถแชตคุยกับ Siri AI ได้แล้ว โดยมีวิธีการใช้งาน คล้าย ๆ ChatGPT และ Gemini คือพิมพ์คำสั่งด้วยภาษาพูดก็ใช้งานได้เลย
นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถ ย้อนกลับไปดูประวัติการสนทนาเก่า ๆ เพื่อกลับไปคุยเรื่องที่ค้างไว้ต่อได้ด้วย
และที่เจ๋งก็คือ ประวัติการพูดคุยตรงนี้จะซิงค์ผ่าน iCloud ส่วนตัว
1
ทำให้เราสามารถใช้ Siri AI แบบข้ามอุปกรณ์ เช่น อาจจะเริ่มคุยบน iPhone แล้วไปทำต่อบน Mac หรือ iPad ได้ทันที
ซึ่งใน iPhone/iPad เราจะสามารถเรียกหน้าต่าง Siri AI ได้ด้วยการ ปัดหน้าจอลงจาก Dynamic Island
ส่วนผู้ใช้งาน Mac จะสามารถเรียกใช้ Siri AI ได้ผ่านฟีเชอร์ Sportlight
5. Siri AI สามารถทำงานกับไฟล์ในเครื่องของเราได้
โดย Apple ได้สั่งให้ Siri AI เอาไฟล์ 2 ไฟล์ที่อยู่บน Mac มาสรุปและเปรียบเทียบกัน ซึ่ง Siri AI ก็สามารถทำได้
6. Siri AI กับแอปต่าง ๆ
 
Apple ได้พรีเซนต์การเอา Siri AI มาใช้งานร่วมกับแอปต่าง ๆ เยอะมาก แต่ที่เป็นไฮไลต์ จะอยู่ที่แอป “กล้อง” และ “รูปภาพ”
สำหรับแอปรูปภาพทาง Apple ได้มีการเพิ่มฟีเชอร์ด้าน AI มาช่วยให้ผู้ใช้สามารถแต่งรูปได้ง่ายขึ้น 3 อย่าง
 
- Clean Up ใช้ AI ลบสิ่งต่าง ๆ ในรูปภาพ
- Extend ใช้ AI ช่วยเปลี่ยนสัดส่วนรูปภาพเดิม
- Reframe ใช้ AI ช่วยเปลี่ยนมุมกล้องหลังจากถ่ายได้
ส่วน Siri AI บนแอปกล้องจะเน้นไปที่ฟีเชอร์ที่ช่วยเราในขณะที่ “กำลังถ่ายรูป”
ยกตัวอย่างเช่น
 
- เราสามารถใช้กล้องส่องไปที่สิ่งต่าง ๆ ที่เราอยากรู้ข้อมูล แล้วถาม Siri AI ได้เลย
- เราสามารถใช้กล้องส่องที่ใบเสร็จค่าอาหาร เพื่อคำนวณหารค่าใช้จ่ายกับเพื่อน
- เราสามารถส่องดูจานอาหาร แล้วเรียก Siri AI มาดูข้อมูลโภชนาการได้
นอกจากนี้แล้ว ทาง Apple ยังมีการเพิ่มแอปสำหรับแต่งหรือสร้างรูปภาพเพิ่มขึ้นมาใหม่เรียกว่า “Images Playgroud” ซึ่งลักษณะการทำงานจะคล้าย ๆ กับฟีเชอร์ของ Nano Banana ของทางฝั่ง Google ด้วย
สุดท้ายนี้ Siri AI จะเปิดตัวในเวอร์ชันเบต้าภายในปลายปีนี้ และเบื้องต้น จะเริ่มต้นรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษก่อน และจะขยายไปยังภาษาอื่นๆ ในอนาคต
และเบื้องต้น Apple จะเปิดให้ผู้ใช้งานทุกคนใช้งาน Siri AI ได้ฟรี ๆ
แต่จะมีลิมิตการใช้งาน ซึ่งถ้าใช้งานจนเต็มลิมิตแล้ว อาจจะต้องซื้อแพ็กเกจเพิ่มเติม..
โฆษณา