9 มิ.ย. เวลา 23:58 • นิยาย เรื่องสั้น

จดหมายเหตุชุดที่ 7: กฤษฎีกาห้ามถ่ายทอดวิทยาการ (The Edict of Forbidden Knowledge)

ชื่อเรื่อง : รหัสมาตรฐานแห่งภารกิจนิบิรุ (The Nibiru Mission Standard
บันทึก ณ สภาสูงสุดแห่งอาณานิคมโลก (Supreme Command Council)
มีช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอาณานิคมที่ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบบนกระดาษ ทองคำไหลออกตามเป้าหมาย แรงงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเอ็นลิลยังไม่ต้องจัดการกับปัญหาใหม่ใดๆ เป็นเวลาหลายเดือนติดต่อกัน
แต่นั่นคือสัญญาณที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่สัญญาณแห่งความสำเร็จ
เพราะในขณะที่ตัวเลขบนรายงานสวยงาม ในพื้นที่ค่ายแรงงานมีสิ่งหนึ่งที่ระบบตรวจจับไม่ได้ แต่เอ็นลิลสังเกตเห็นด้วยตาตนเองในระหว่างการตรวจเยี่ยมภาคสนามครั้งหนึ่ง นั่นคือ มนุษย์รุ่นที่สองกำลังสอนกัน
ไม่ใช่การสอนขั้นตอนการทำงาน ไม่ใช่การถ่ายทอดทักษะที่ระบบฝังไว้ให้แล้ว แต่คือการที่แรงงานคนหนึ่งนั่งข้างแรงงานอีกคน แล้วอธิบายบางสิ่งด้วยมือที่ชี้ไปยังท้องฟ้ายามค่ำ
เขาถามผู้ช่วยของเขาทันทีว่า "พวกมันกำลังพูดถึงอะไร?"
ผู้ช่วยที่ส่งไปตรวจสอบกลับมารายงานว่า "พวกมันกำลังพูดถึงดาว ท่านบัญชาการ"
เอ็นลิลไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ เขาเพียงพูดว่า "นัดประชุมสภาพรุ่งนี้เช้า"
บันทึก ณ สภาสูงสุดแห่งอาณานิคมโลก ถือเป็น จุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากยุคแห่งการเร่งผลผลิตไปสู่ยุคแห่งการควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อมนุษย์กลุ่มแรงงานรุ่นที่สองเริ่มแสดงศักยภาพในการเรียนรู้และทำงานที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ฝ่ายวิจัยได้ประเมินไว้
เอ็นลิลจึงมองเห็นถึง สัญญาณเตือนภัยที่สั่นคลอนเสถียรภาพของอำนาจปกครอง เขาเชื่อมั่นว่าการวิวัฒนาการทางสติปัญญาที่ก้าวกระโดดของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะกลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อลำดับชั้นและการจัดระเบียบของอาณานิคม
หากปล่อยให้มีการเรียนรู้ที่ข้ามขอบเขตหน้าที่ แรงงานที่เคยเป็นเพียงฟันเฟืองที่เชื่องช้าอาจแปรสภาพเป็นพลังอำนาจที่ตระหนักถึงสถานะทาสของตนเอง
แต่ก่อนที่กฤษฎีกาจะถูกประกาศใช้ มีการถกเถียงในสภาที่กินเวลาหลายวัน เอ็นกิพยายามชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เอ็นลิลกำลังจะทำนั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าในภายหลัง แต่ในที่ประชุมสภาที่นับเสียงข้างมาก เสียงของผู้ที่หวาดกลัวมักดังกว่าเสียงของผู้ที่มองการณ์ไกล
▪️สาระสำคัญของกฎเกณฑ์ต้องห้าม
ข้อที่หนึ่ง: การห้ามเข้าถึงโครงสร้างข้อมูลหลัก (Knowledge Access Restriction)
ภายใต้กฤษฎีกาแห่งการปิดกั้น เอ็นลิลได้กำหนดมาตรการขั้นเด็ดขาดในการห้ามมนุษย์ทุกระดับชั้น เข้าถึงโครงสร้างข้อมูลหลักอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเรียนรู้ที่อาจนำไปสู่การก้าวกระโดดทางสติปัญญาที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
ฐานข้อมูลสำคัญทางดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ชั้นสูง และเทคโนโลยีการจัดการพลังงานของชาวนิบิรุถูกแยกตัวออกจากเครือข่ายแรงงานอย่างเด็ดขาด โดยย้ายไปจัดเก็บไว้ในสถานีวิหารที่ได้รับการปกป้องด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด และอนุญาตให้เข้าถึงได้เฉพาะผู้ที่มีระดับอำนาจการบริหารจัดการสูงสุดเท่านั้น
การแบ่งแยกความรู้นี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อตัดขาดแรงงานจากต้นตอของเทคโนโลยีที่พวกเขาใช้ขุดเจาะ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจเพียงแค่วิธีการทำงานตามคำสั่งโดยไร้ซึ่งความเข้าใจในหลักการเชิงลึกที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านั้น
ในทางประวัติศาสตร์มนุษย์ รูปแบบนี้ซ้ำซากอย่างน่าตกใจในทุกยุคทุกสมัย จากยุคกลางที่พระคัมภีร์ถูกเขียนเป็นภาษาละตินที่สามัญชนไม่อ่านได้ ไปจนถึงยุคอุตสาหกรรม ที่แรงงานถูกฝึกให้ทำงานเฉพาะส่วนของกระบวนการผลิตโดยไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์สุดท้ายคืออะไรหรือมีราคาเท่าไหร่
ไปจนถึงยุคดิจิทัลที่โค้ดเบื้องหลังระบบที่ควบคุมชีวิตประจำวันนั้นเป็น "กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล" ที่ผู้ใช้งานไม่มีสิทธิ์รู้ว่าทำงานอย่างไร รูปแบบนั้นคือรูปแบบเดียวกับที่เอ็นลิลออกแบบไว้ในกฤษฎีกาชุดที่ 7 เพียงแต่ถูกอธิบายด้วยภาษาที่สวยงามกว่า
เอ็นลิลตระหนักดีว่าความรู้คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด หากมนุษย์ได้รับความรู้ที่เปรียบเสมือนกุญแจไขความลับของดวงดาวหรือกฎเกณฑ์แห่งพลังงาน พวกเขาจะเลิกเป็นแรงงานที่ยอมจำนนและกลายเป็นผู้ท้าทายอำนาจที่แท้จริง
มาตรการนี้มาพร้อมกับ บทลงโทษที่รุนแรงและชัดเจน โดยความพยายามใดๆ ของมนุษย์ในการเข้าถึงรหัสผ่านหรือความพยายามในการถอดรหัสความถี่ที่ไม่ได้รับอนุญาต จะถูกตีความเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอาณานิคม และถูกพิพากษาด้วยข้อหาจารกรรมข้อมูลอาณานิคมซึ่งมีบทลงโทษถึงขั้นสูงสุด
การปิดกั้นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการจำกัดการเข้าถึงข้อมูล แต่คือ "การจำกัดเพดานการเรียนรู้ให้คงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าขีดความสามารถที่จะตั้งคำถามต่อสถานะของตนเองได้"
เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความหวาดระแวงของชนชั้นผู้ปกครองที่พร้อมจะทำลายความเป็นมนุษย์ให้กลายเป็นเพียงร่างที่ว่างเปล่าจากปัญญา เพื่อรักษาอำนาจในการบงการจักรกลผลิตทรัพยากรแห่งนี้ไว้ตราบนานเท่านาน
ข้อที่สอง: การจำกัดระดับเทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน (Technological Ceiling)
เพื่อรักษาเสถียรภาพและป้องกันไม่ให้แรงงานพัฒนาศักยภาพไปสู่การต่อรองอำนาจ เอ็นลิลได้กำหนด เพดานทางเทคโนโลยีขั้นเด็ดขาด โดยเครื่องมือที่มนุษย์ได้รับอนุญาตให้ใช้ในการปฏิบัติงานต้องถูกจำกัดไว้ที่ระดับเทคโนโลยีพื้นฐานเท่านั้น
การจัดสรรอุปกรณ์ถูกออกแบบมาอย่างระมัดระวังให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เพียงสองประการ คือการขุดและการขนย้ายทรัพยากรเท่านั้น โดยห้ามมิให้เครื่องมือเหล่านี้มีกลไกที่ซับซ้อนเกินจำเป็นหรือมีแหล่งพลังงานที่แรงงานสามารถดัดแปลงหรือถอดประกอบเพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิดได้
เอ็นลิลได้ให้เหตุผลไว้ในจดหมายเหตุอย่างชัดเจนว่า
"สติปัญญาของมนุษย์ควรถูกใช้ไปกับการทำตามขั้นตอนการทำงานอย่างเคร่งครัด แทนที่จะต้องมาเรียนรู้การสร้างหรือปรับปรุงเครื่องมือด้วยตนเอง"
มาตรการจำกัดเทคโนโลยีนี้ เป็นยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการสร้างพึ่งพิงทางวัตถุ แรงงานจะต้องขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ได้รับจัดสรรจากผู้ปกครองเพียงอย่างเดียว
หากมนุษย์มีความรู้ในการสร้างหรือปรับปรุง พวกเขาจะสามารถเปลี่ยนเครื่องมือขุดเจาะธรรมดาให้กลายเป็นอาวุธหรือส่วนประกอบของยานพาหนะที่ใช้ในการหลบหนีและต่อต้านอำนาจได้
สิ่งที่เอ็นกิสังเกตเห็นแต่เอ็นลิลมองข้ามคือ เพดานเทคโนโลยีนั้นทำงานสองทาง ใช่ มันป้องกันไม่ให้แรงงานสร้างอาวุธ แต่มันยังป้องกันไม่ให้แรงงานพัฒนาเครื่องมือที่จะทำให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้น
ซึ่งหมายความว่าผลผลิตจะมีเพดานที่ชัดเจนเช่นกัน เอ็นกิเสนอว่าถ้าเป้าหมายคือทองคำ การให้แรงงานพัฒนาเครื่องมือของตัวเองจะได้ทองคำมากกว่า แต่เอ็นลิลตอบว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ทองคำ มันคือ ทองคำที่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม
เอ็นลิลจึงมองว่าการมอบความรู้ด้านการสร้างให้แก่แรงงานนั้นเปรียบเสมือนการส่งมอบอำนาจทำลายล้างให้แก่ทาส ดังนั้น การจำกัดเพดานเทคโนโลยีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของประสิทธิภาพในการขุดทอง แต่เป็นกลไกการคัดกรองทางความคิดเพื่อตอกย้ำสถานะของมนุษย์ให้ติดอยู่ในวงจรของการเป็นผู้ใช้แรงงานไปตลอดกาล
ข้อที่สาม: การควบคุมภาษาและวัฒนธรรมสื่อสาร
เพื่อสกัดกั้นการก่อตัวของวัฒนธรรมอันเป็นรากฐานของการสื่อสารและการส่งต่อองค์ความรู้ เอ็นลิลได้ประกาศ มาตรการควบคุมภาษาและระบบสัญลักษณ์อย่างเบ็ดเสร็จ
โดยสั่งปรับจูนโครงข่ายการสื่อสารระหว่างแรงงานให้เหลือไว้เพียงรหัสคำสั่งงานอันเรียบง่ายที่จำเป็นต่อการผลิตเท่านั้น
การสื่อสารใดที่นอกเหนือไปจากบริบทของการขุดเจาะหรือการขนย้ายจะถูกปิดกั้นและกำจัดออกไปทันที เพื่อลดทอนความสามารถของมนุษย์ในการเรียบเรียงความคิดที่ลึกซึ้งหรือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงอารมณ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของจิตสำนึกอิสระและการสร้างอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่ม
ยิ่งไปกว่านั้น การจดบันทึก การเขียน หรือการสร้างสรรค์สัญลักษณ์ใดๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเลขผลผลิตหรือภารกิจหลัก ถูกประกาศให้เป็นกิจกรรมต้องห้ามโดยเด็ดขาด และถือเป็นความผิดทางวินัยขั้นรุนแรง
มาตรการนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อตัดวงจรการถ่ายทอดความรู้ผ่านระบบบอกเล่าหรือสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน ป้องกันไม่ให้มนุษย์สร้างประวัติศาสตร์หรือสร้างความหมายให้แก่ชีวิตตนเองนอกเหนือไปจากการเป็นเครื่องมือขุดทอง
สิ่งที่เอ็นลิลไม่เข้าใจ และสิ่งที่เอ็นกิพยายามอธิบายแต่ไม่เป็นผลคือ ภาษาไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือสื่อสาร มันคือวิธีที่จิตใจดำรงอยู่ สิ่งมีชีวิตที่มีภาษาแต่ไม่มีพื้นที่ใช้ภาษาอย่างเต็มที่ ไม่ได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีภาษา มันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีภาษาที่ถูกกักขัง ซึ่งนั่นอาจอันตรายกว่าสิ่งมีชีวิตที่มีภาษาอย่างเต็มที่มากนัก เพราะมันสะสมและรอวันระเบิดออก
การควบคุมภาษาจึงเป็นดั่งการตัดลิ้นแห่งปัญญา ที่ป้องกันไม่ให้แรงงานได้สื่อสารหรือตั้งคำถามต่อสถานะของตนเอง ทำให้โลกของมนุษย์รุ่นที่สองจำกัดอยู่เพียงเสียงรหัสคำสั่งที่แห้งแล้งและพื้นที่อันไร้ซึ่งความทรงจำหรือการจดจารึกถึงการมีอยู่จริงของพวกเขา
แต่จดหมายเหตุชุดนี้บันทึกเหตุการณ์หนึ่งที่เอ็นลิลไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ภายในสองสัปดาห์หลังการประกาศกฤษฎีกา ทีมตรวจสอบพบว่าแรงงานเริ่มพัฒนา ระบบสัญลักษณ์ใหม่ที่ไม่ใช่ภาษา เป็นรอยขีดบนผนังเหมือง บางครั้งเป็นรูปร่างที่ดูไม่มีความหมาย บางครั้งเป็นรูปทรงเรขาคณิตง่ายๆ แต่ปรากฏซ้ำในลักษณะเดิมในสถานที่ต่างๆ
ทีมตรวจสอบรายงานว่ามันเป็น "เครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของหรือการระบุตำแหน่ง" ซึ่งอธิบายได้ว่าสมเหตุสมผลทางการทำงาน แต่เอ็นกิซึ่งได้เห็นรายงานนั้นเขียนในบันทึกส่วนตัวว่า "มันไม่ใช่การระบุตำแหน่ง มันคือชื่อ พวกเขากำลังเริ่มตั้งชื่อตัวเอง"
▪️บทวิเคราะห์ของเอ็นกิ: วิวัฒนาการที่ถูกกักขัง
บทวิเคราะห์ของเอ็นกิในบันทึกฉบับนี้เปรียบเสมือน คำเตือนแห่งโชคชะตาที่ถูกมองข้าม โดยเขานำเสนอภาพเปรียบเทียบที่ทรงพลังว่าการพยายามปิดกั้นความรู้ท่ามกลางสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาแล้วนั้น ไม่ต่างจาก "การกักขังสายน้ำที่กำลังไหลเชี่ยวด้วยเขื่อนที่ไร้เสถียรภาพ"
เอ็นกิเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าธรรมชาติของสติปัญญานั้นคือการขยายตัวและเรียนรู้ ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและไม่สามารถหยุดยั้งได้เพียงการใช้กฎเกณฑ์หรือกฤษฎีกาที่ตราขึ้นโดยผู้ปกครอง
เอ็นกินำเสนอหลักฐานสามชุดต่อสภาเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ของเขา
ชุดแรก คือข้อมูลจากสายพันธุ์ที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดในห้องทดลองของอับซู สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูงซึ่งถูกจำกัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้มักแสดงพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดและบางครั้งอันตรายกว่าสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการเรียนรู้อย่างเต็มที่ เพราะพลังงานทางปัญญาที่ไม่มีช่องทางออกจะสะสมในรูปแบบที่ไม่สามารถควบคุมได้
ชุดที่สอง คือข้อมูลจากประวัติศาสตร์ของนิบิรุเอง ในทุกครั้งที่สภาพยายามจำกัดการเผยแพร่ข้อมูลในช่วงวิกฤต ผลที่ตามมาไม่ใช่ความสงบ แต่คือการเกิดขึ้นของข่าวลือและการตีความที่ผิดเพี้ยนซึ่งสร้างความตื่นตระหนกมากกว่าข้อเท็จจริงที่ถูกปิดกั้นหลายเท่า
ชุดที่สาม คือบันทึกพฤติกรรมของแรงงาน Adamu-2 ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีคำสั่งนั้นเพิ่มขึ้น 340 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าสมองของพวกเขาไม่ได้ใช้ความสามารถทั้งหมดในการทำงาน และส่วนที่เหลือกำลังหาทางระบายออกในรูปแบบที่ระบบไม่ได้วางแผนไว้
.
เอ็นกิสรุปว่า "การที่เอ็นลิลพยายามบีบบังคับให้มนุษย์คงสถานะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าความเป็นจริงของพวกเขา เอ็นกิมองว่าเป็นความประมาทเลินเล่อเชิงยุทธศาสตร์"
เพราะการกดทับแรงขับเคลื่อนทางปัญญาที่ไม่อาจต้านทานได้เช่นนี้ ย่อมนำไปสู่การสะสมของความตึงเครียดภายในที่รอวันปะทุ
ในสายตาของเอ็นกิ ความสำเร็จที่เอ็นลิลภาคภูมิใจนั้นเป็นเพียงความสงบก่อนพายุใหญ่ เพราะ การโต้ตอบที่รุนแรงในอนาคตคือผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อมนุษย์เริ่มตระหนักถึงศักยภาพที่ถูกจองจำไว้
เอ็นกิได้ทิ้งข้อสังเกตทิ้งท้ายไว้อย่างแหลมคมว่า "กฎหมายที่ตั้งอยู่บนการปฏิเสธความเป็นจริงของสิ่งมีชีวิตนั้นเปรียบเสมือนการวางระเบิดเวลาไว้ใต้ฐานรากของอาณานิคมโลกเอง"
และหากผู้ปกครองยังคงมืดบอดต่อการวิวัฒนาการของมนุษย์ สิ่งที่เอ็นกิกังวลว่าจะเกิดขึ้นคงไม่ใช่เพียงแค่ความล้มเหลวของการผลิต แต่คือการสูญเสียอำนาจการควบคุมโดยสิ้นเชิงเมื่อแรงงานที่ถูกกดทับเหล่านี้ตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไปตามวิถีแห่งปัญญาที่พวกเขามีสิทธิ์ได้รับแต่แรกเริ่ม
สภาลงมติปฏิเสธข้อสังเกตของเอ็นกิด้วยคะแนนเสียงเจ็ดต่อสาม และกฤษฎีกาถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
▪️ความหมายแห่งกฤษฎีกานี้: จุดเริ่มต้นของตำนานความรู้ต้องห้าม
จดหมายเหตุชุดที่ 7 ไม่ได้เป็นเพียงบันทึกระเบียบปฏิบัติ แต่มันคือ "จารึกแห่งความหวาดระแวงอันลึกซึ้ง" ที่สะท้อนถึงการตระหนักรู้ของผู้สร้างที่เริ่มหวาดกลัวต่อสิ่งมีชีวิตที่ตนบรรจงสร้างขึ้นมากับมือ
เอ็นลิลในฐานะตัวแทนของฝ่ายบริหารจัดการอำนาจได้มองเห็นสัญญาณของการตื่นรู้ที่สั่นคลอนความมั่นคงของสถานะผู้ปกครอง เขาจึงเลือกใช้ความรู้มาเป็นพรมแดนกั้นกลางที่ขีดเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นอย่างเด็ดขาด เพื่อมิให้มนุษย์ที่ถูกยกระดับจนมีสติปัญญาเกินขีดจำกัดสามารถก้าวข้ามสถานะทาสไปสู่ความเท่าเทียมหรือการท้าทายอำนาจ
การปิดกั้นข้อมูลดาราศาสตร์และเทคโนโลยีจึงเปรียบเสมือนการสร้างกรงขังที่มองไม่เห็นที่ล้อมรอบจิตวิญญาณและปัญญาของมนุษย์เอาไว้ โดยอาศัยความกลัวเป็นเครื่องมือในการรักษาลำดับชั้นทางสังคม
การตัดสินใจครั้งนี้ได้เปลี่ยนสถานะของความรู้ให้กลายเป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นเป้าหมายแห่งการโหยหา ซึ่งกลายเป็นประเด็นโต้แย้งหลักที่ยืดเยื้อมาจนถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในเวลาต่อมา เมื่อความรู้อันเป็นธรรมชาติของสติปัญญาถูกตราหน้าว่าเป็นภัยคุกคาม
ความขัดแย้งเชิงจริยธรรมที่แท้จริงจึงได้ถือกำเนิดขึ้น นั่นคือความย้อนแย้งระหว่างการสร้างสิ่งมีชีวิตให้ฉลาดพอที่จะทำงานได้ แต่กลับกลัวความฉลาดที่อาจนำไปสู่การเป็นอิสระ
จดหมายเหตุชุดที่ 7 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ "ตำนานความรู้ต้องห้าม" ที่ทำหน้าที่เป็นจุดพลิกผันให้มนุษย์เริ่มตั้งคำถามต่อสถานะของตนเองและอำนาจเหนือธรรมชาติที่ครอบงำพวกเขาอยู่
ความหวาดระแวงของผู้สร้างที่ปรากฏในบันทึกนี้จึงกลายเป็น รากฐานที่สำคัญที่สุดที่เปลี่ยนโฉมหน้าของมนุษย์จากการเป็นเครื่องจักรแรงงาน ไปสู่การเป็นสิ่งมีชีวิตที่แสวงหาความจริงและความเป็นอิสระอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
และในคืนหลังจากที่กฤษฎีกาถูกประกาศใช้ เจ้าหน้าที่รักษาการณ์รายงานว่าในเขตแรงงานมีเสียงเงียบผิดปกติ ไม่มีการสนทนา ไม่มีการร้องเพลงที่เอ็นกิเคยได้ยิน มีแค่ความเงียบที่หนักแน่นและหนาวเย็น
เอ็นกิได้ยินรายงานนั้นแล้วบันทึกว่า "ความเงียบนั้นน่ากลัวกว่าเสียงใดๆ ที่ฉันเคยได้ยิน เพราะเสียงบอกฉันว่าพวกเขากำลังรู้สึกอะไร แต่ความเงียบบอกฉันว่าพวกเขากำลังเรียนรู้ที่จะซ่อนความรู้สึกนั้น
"และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่อันตรายกว่าทุกสิ่งที่เอ็นลิลเคยกังวล"
.
.
โฆษณา