เมื่อวาน เวลา 09:28 • การศึกษา
มหาวิทยาลัยพะเยา

เดินทางเพื่อกลับมา: ตามหารากเหง้า ‘ไทใหญ่’ จากเชียงตุง สู่ชุมชนศรีจอมเรือง พะเยา

“บางคำพูดเริ่มเลือน บางรสชาติเริ่มหาย บางพิธีกรรมเหลือเพียงความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่”
ประโยคนี้คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวการเดินทางที่ไม่ได้มีเป้าหมายแค่การท่องเที่ยว แต่คือการพาผู้คนกลับไป “ส่องกระจก” ดูรากเหง้าของตัวเอง
เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนบังเอิญไปสะดุดตากับโพสต์ของ ผศ.ดร.ณปภา สุวรรณรงค์ นักวิจัยจากสาขาการสื่อสารสื่อใหม่ คณะบริหารธุรกิจและนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ที่เล่าถึงโครงการ “การยกระดับทุนวัฒนธรรมชาติพันธุ์ไทใหญ่สู่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร” แม้จะเป็นงานวิจัย แต่วิธีการเล่าเรื่องกลับมีชีวิตชีวาจนสามารถมองเห็นภาพวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่หลังตัวอักษรได้อย่างชัดเจน
ไม่ใช่แค่ไปเที่ยว แต่ไปฟังเสียงรากเหง้า
เรื่องราวเริ่มต้นที่ ชุมชนวัดศรีจอมเรือง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ชุมชนเล็ก ๆ ที่มีผู้คนเชื้อสายไทใหญ่อาศัยอยู่มาหลายเจเนอเรชัน บรรพบุรุษของพวกเขาอพยพมาตั้งถิ่นฐาน หลอมรวมวิถีชีวิตเข้ากับผืนดินพะเยา
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป วัฒนธรรมดั้งเดิมบางอย่างเริ่มเลือนหาย ทีมนักวิจัยจึงตัดสินใจพาลูกหลานและตัวแทนชุมชนศรีจอมเรือง เดินทางไปยัง “เชียงตุง” รัฐฉาน ประเทศเมียนมา เมืองที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาและถือเป็นรากเหง้าสำคัญของวัฒนธรรมไทใหญ่
เชียงตุงคือ ‘กระจกบานใหญ่’ ที่สะท้อนตัวตน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทีมนักวิจัยไม่ได้พาทุกคนไปเดินดูของเก่าตามบ้านเรือน แต่พาไปใช้ชีวิต...
  • เดินกาดเช้า: เพื่อชมผ้าทอและสังเกตวิถีชีวิตผู้คน
  • ลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น: ศึกษาการทำข้าวแรมฟืน ข้าวซอยน้อย น้ำพริกบาลาฉ่อง และไส้อั่วเชียงตุง
  • ลงพื้นที่จริง: ไปดูหมู่บ้านที่ยังสืบทอดการทำถั่วเน่าแผ่นแบบดั้งเดิม
สิ่งที่ทำให้ชาวชุมชนศรีจอมเรืองตื่นเต้น ไม่ใช่ความแปลกใหม่ของเชียงตุง แต่เป็น “ความคุ้นเคย” ภาพที่เคยเลือนลางในความทรงจำกลับมาชัดเจนอีกครั้ง
ประโยคเล็ก ๆ ที่ซ่อนความหมายยิ่งใหญ่
เมื่อได้เห็น ได้ลองทำ และได้สัมผัสวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตในเชียงตุง ตัวแทนชาวบ้านต่างพูดออกมาด้วยความตื่นเต้นว่า:
“อันนี้เหมือนบ้านเฮาเลย”
“อันนี้ลุงก็เคยเล่าให้ฟัง”
“อันนี้น่าจะเอากลับไปทำที่บ้านเฮาได้นะ”
ดร.ณปภา ชี้ให้เห็นว่า ประโยคธรรมดาเหล่านี้คือสัญญาณว่า วัฒนธรรมกำลังกลับมามีลมหายใจ มันคือการ “จดจำ” ที่ฝังอยู่ในสายเลือด รอเพียงแค่มีบางสิ่งมากระตุ้นให้ตื่นขึ้น
‘กาดวัฒนธรรม’ ที่เป็นมากกว่าแค่ตลาด
หลังจากการเดินทาง ภาพฝันที่ทีมนักวิจัยและชุมชนอยากให้เกิดขึ้นจริงคือ “กาดวัฒนธรรมศรีจอมเรือง” (กาดวัฒนธรรมอาหารเงี้ยว)
ที่นี่จะไม่ใช่แค่ตลาดนัดซื้อมาขายไป แต่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันให้มี:
  • โซนอาหารพื้นถิ่นและสาธิต: ที่อาหารหนึ่งจานสามารถเล่าเรื่องบรรพบุรุษได้
  • โซน Storytelling: พื้นที่ที่ผ้าหนึ่งผืนบอกเล่าเส้นทางการอพยพ และบทเพลงหนึ่งบทสามารถปลุกความทรงจำของชุมชน
เป้าหมายคือการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสวัฒนธรรมอย่างมีความหมาย ลึกซึ้ง และจับต้องได้
บทเรียนทรงพลัง: วัฒนธรรมต้องมีชีวิต
สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจที่สุดจากเรื่องเล่านี้ คือวิธีคิดเบื้องหลังการทำงานวิจัย ดร.ณปภา ได้กล่าวไว้ว่า:
“วัฒนธรรมจะไม่อยู่รอดเพียงเพราะถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่วัฒนธรรมจะอยู่รอด เมื่อผู้คนหยิบมันกลับมาใช้ เล่า ทำ กิน ใส่ ร้อง เล่น และแบ่งปันกันในชีวิตจริง”
แนวคิดนี้ไม่ได้ใช้ได้แค่กับชุมชนไทใหญ่ในพะเยา แต่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกชุมชนบนโลกที่กำลังพยายามรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว
ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “กาดวัฒนธรรมอาหารเงี้ยว” จะเกิดขึ้นจริงและกลายเป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ไม่เพียงแต่ขายความเก่าแก่ แต่คือการ สร้างอนาคตบนรากฐานของอดีตที่มีอยู่จริง
ขอปิดท้ายด้วยประโยคสรุปการเดินทางครั้งนี้จาก ผศ.ดร.ณปภา ที่งดงามและกินใจที่สุดครับ...
“บางครั้ง เราต้องเดินทางไกล เพื่อกลับมาเข้าใจว่า สิ่งที่มีค่าที่สุด อาจอยู่ในชุมชนของเรามาตลอดแล้ว”
โฆษณา