6 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

‘ประชานิยม’ ราคาแพง หุ้น-ค่าเงิน-บอนด์ดิ่งเหว อินโดนีเซียเผชิญ ‘วิกฤติศรัทธา’

ในโลกการเงิน สัญญาณเตือนที่นักลงทุนหวาดกลัวที่สุด คงไม่ใช่เพียงตลาดหุ้นร่วง หรือค่าเงินอ่อนค่าเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่ “ทุกตลาดถูกเทขายพร้อมกัน” และนั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ “อินโดนีเซีย”
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติทยอยถอนเงินออกจากสินทรัพย์อินโดนีเซียแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น พันธบัตรรัฐบาล หรือแม้แต่ค่าเงินรูเปียห์ โดยตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลดลงกว่า 36% จากจุดสูงสุด จนกลายเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลก ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทุบสถิติใหม่ ทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์
ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติแห่ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียลงราว 86 ล้านล้านรูเปียห์นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 จนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ประเทศที่เคยถูกยกให้เป็นดาวเด่นแห่งอาเซียน กำลังเผชิญ “วิกฤติศรัทธา” จากตลาดการเงินหรือไม่ และวิกฤตินี้มีที่มาที่ไปอย่างไร
📌​‘4.9 แสนล้านบาท’ กับคำถาม ใครจะจ่ายบิลในท้ายที่สุด
หากมองแบบผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่าปัญหาเกิดจากงบประมาณภาครัฐที่เริ่มตึงตัว แต่สิ่งที่นักลงทุนกังวล อาจไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณ แต่เป็น “ทิศทางการบริหารประเทศ”
แม้ว่าตัวเลขขาดดุลงบประมาณปี 2568 อยู่ที่ 2.92% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าเพดานกฎหมายที่กำหนดไว้ 3% เพียงเล็กน้อย โดยในเชิงตัวเลขยังถือว่าอยู่ในกรอบ
แต่ตลาดไม่ได้มองแค่ตัวเลขปัจจุบัน สิ่งที่นักลงทุนกังวลคือ “แนวโน้มในอนาคต” โดยเฉพาะภาระรายจ่ายขนาดใหญ่ของรัฐบาลปราโบโว
หนึ่งในนั้นคือ “โครงการอาหารฟรี” ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงมูลค่า 268 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 4.9 แสนล้านบาท) มีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนและยกระดับโภชนาการเด็กนักเรียน แต่ในมุมตลาด โครงการนี้คือ “ภาระการคลังมหาศาล” ที่ต้องใช้เงินต่อเนื่องหลายปี
ขณะเดียวกัน “ราคาน้ำมัน” ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาล เพราะอินโดนีเซียต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซ LPG จำนวนมาก เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนนำเข้าก็เพิ่มขึ้น และรัฐบาลอาจต้องใช้งบมากขึ้นเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามว่า อินโดนีเซียจะรักษาวินัยการคลังไว้ได้หรือไม่ หากต้องเดินหน้าทั้งนโยบายประชานิยม โครงการขนาดใหญ่ และมาตรการอุดหนุนพลังงานพร้อมกัน
คำถามนี้ยิ่งจริงจังขึ้นเมื่อบริษัทจัดอันดับเครดิต Fitch Ratings และ Moody’s ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ”
📌​‘ธนาคารกลาง’ เปลี่ยนมาอยู่ใต้เงาการเมือง?
ความกังวลอีกด้านคือ “ความเป็นอิสระของสถาบันการเงิน” โดยเฉพาะธนาคารกลางอินโดนีเซีย รัฐสภาอินโดนีเซียผ่านการแก้ไขกฎหมายภาคการเงิน ซึ่งให้อำนาจรัฐสภาเพิ่มขึ้นในการประเมินผลการดำเนินงานของธนาคารอินโดนีเซียและหน่วยงานกำกับทางการเงิน พร้อมสามารถออกข้อเสนอแนะที่มีผลผูกพันได้
ในด้านหนึ่ง รัฐบาลอาจมองว่า นี่คือการเพิ่มความรับผิดชอบต่อสาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่าหน่วยงานเหล่านี้ทำงานสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนไม่น้อยกังวลว่า นี่คือ “การกัดเซาะความเป็นอิสระของสถาบัน” เพราะหากผลการประเมินถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือใช้เป็นเงื่อนไขในการกดดันให้ธนาคารกลางดำเนินนโยบายที่ถูกใจรัฐบาล อาจทำให้ธนาคารกลางสูญเสียความน่าเชื่อถือในการดูแลเสถียรภาพค่าเงิน
ภีมา ยูดิษฐิรา อธิเนการา ผู้อำนวยการบริหารของสถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นความท้าทายต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และเปิดทางให้นักการเมืองสามารถเข้าไปมีอิทธิพลต่อองค์กรอิสระได้
“ส่วนที่น่ากังวลที่สุดคือ กลไกการถอดถอนคณะผู้ว่าการธนาคารกลาง ซึ่งอาจแฝงไปด้วยเจตนาทางการเมืองอย่างเข้มข้น” ภีมากล่าว
โฆษณา