11 มิ.ย. เวลา 02:09 • ธุรกิจ

ก้าวพลาดที่เกือบพัง! ทำไม Nikon ถึงไม่ยอมตายแบบ Kodak?

ย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ Nikon ผ่านร้อนผ่านหนาวและสร้างตำนานมาอย่างยาวนาน
จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ต้องยกให้กับเทคโนโลยีเมาต์ F ที่เข้ามาปฏิวัติวงการในปี 1959
กล้องของ Nikon กลายเป็นอุปกรณ์ที่ปรากฏตัวอยู่ในทุกสมรภูมิรบ
โดยเฉพาะในช่วงสงครามเวียดนาม ช่างภาพสารคดีระดับโลกหลายคนเลือกใช้กล้องของ Nikon เพราะความทนทานของบอดี้โลหะที่รับแรงกระแทกจากสะเก็ดระเบิดจนช่วยชีวิตช่างภาพมาแล้ว…
กล้องแบรนด์นี้ถูกใช้เป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญมากมาย และยังถูกพกขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ร่วมกับภารกิจของ NASA
สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ Nikon กลายเป็นสัญลักษณ์ของความน่าเชื่อถือที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
ให้ลองจินตนาการย้อนกลับไปในปี 2010 หากเราเดินเข้าไปในร้านขายอุปกรณ์ไอทีหรือร้านขายกล้องชื่อดัง
พื้นที่บนชั้นวางสินค้าจะอัดแน่นไปด้วยกล้องตัวเล็กที่เราเรียกกันว่ากล้อง Compact
และแน่นอนว่าตระกูล Coolpix ซึ่งเป็นสินค้าทำเงินของ Nikon ก็วางเด่นเป็นสง่าครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของร้าน
ในช่วงเวลานั้นสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด…
แต่กาลเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปี เมื่อตัดภาพมาที่ปี 2018 ชั้นวางสินค้าเดิมเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยฝุ่นจับและความว่างเปล่า
กล้อง Compact ของ Nikon แทบจะหายไปจากตลาด
การปฏิวัติของ iPhone และสมาร์ตโฟนไม่ได้แค่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาด
แต่มันเข้ามาทำลายล้างตลาดกล้องขนาดเล็กจนสิ้นซาก
ยอดขายของบริษัทหดหายไปถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2018
สาเหตุนั้นเรียบง่ายมาก ผู้คนหลายสิบล้านคนที่ปกติจะต้องเจียดเงินซื้อกล้อง จู่ๆ พวกเขาก็มีอุปกรณ์ในกระเป๋ากางเกงที่ถ่ายรูปได้ความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล…
สมาร์ตโฟนทำให้การถ่ายภาพกลายเป็นเรื่องง่ายชนิดที่ว่าแค่ยกขึ้นมากดชัตเตอร์ ซอฟต์แวร์ก็จะประมวลผลให้ภาพออกมาสวยงามทันที
Nikon ในตอนนั้นอยู่ในสถานการณ์ที่เลือดไหลไม่หยุด ตระกูลกล้องที่เคยเป็นเครื่องจักรพิมพ์เงินกลายเป็นวัตถุโบราณเพียงชั่วข้ามคืน
ลองนึกภาพตามว่าหากเราเป็นวิศวกรที่สำนักงานใหญ่ของ Nikon ในกรุงโตเกียว
นั่งมองรายงานประจำไตรมาสที่ตัวเลขบรรทัดสุดท้ายเปลี่ยนจากสีดำซึ่งคือกำไร กลายเป็นสีแดงฉานซึ่งแปลว่าขาดทุนมหาศาล
และรู้ดีว่าแผนกที่กำลังทำงานอยู่อาจจะถูกยุบในวันพรุ่งนี้ บรรยากาศความ panic ย่อมแผ่ซ่านไปทั่วทั้งองค์กร…
การประชุมในห้องบอร์ดบริหารที่เคยเต็มไปด้วยการวางแผนขยายธุรกิจ เปลี่ยนเป็นการประชุมที่เคร่งเครียดเพื่อหาทางเอาชีวิตรอด
โมเดลธุรกิจที่เคยเป็นแหล่งรายได้หลักหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว
ภายในปี 2017 นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามผ่านสื่ออย่างเปิดเผยว่า Nikon จะเดินตามรอย Kodak ไปสู่การล้มละลายหรือไม่
คำว่าล้มละลายไม่ใช่แค่คำขู่ แต่มันคือความเป็นจริงที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
บริษัทที่เคยมอบกล้องในตำนานอย่างซีรีส์ F ไปจนถึงกล้อง DSLR อย่าง D800 กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง…
หลายคนอาจจะวิจารณ์ว่า Nikon ก็แค่ปรับตัวช้า แต่ความจริงแล้วเบื้องหลังนั้นซับซ้อนกว่าที่เห็น
พวกเขาเคยพยายามปรับตัวแล้วด้วยการออกซีรีส์ Nikon 1 ซึ่งเป็นกล้อง Mirrorless ในยุคแรก
แต่ด้วยการตัดสินใจเลือกใช้ขนาดเซนเซอร์ที่เล็กเกินไป รวมถึงการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่ผิดพลาด ทำให้มันล้มเหลวไม่เป็นท่า
ความพยายามครั้งนั้นยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก เพราะในขณะที่พวกเขากำลังเสียเวลากับ Nikon 1
คู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Sony กำลังวิ่งนำหน้าไปไกลโพ้นด้วยกล้อง Full Frame Mirrorless อย่างซีรีส์ A7…
Nikon ติดกับดักความสำเร็จของตัวเอง พวกเขายึดติดกับเทคโนโลยี DSLR ซึ่งเป็นกล้องที่มีกระจกสะท้อนภาพ
เทคโนโลยีนี้คือสิ่งที่พวกเขาสร้างมากับมือและเป็นผู้นำมาตลอด
ความกลัวที่จะทำลายสินค้าเดิมของตัวเองทำให้พวกเขาไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มตัว
จนกระทั่งในจุดที่บริษัทตกต่ำถึงขีดสุด มีคนในบอร์ดบริหารตั้งคำถามที่เปลี่ยนอนาคตของบริษัทไปตลอดกาล
คำถามนั้นมีอยู่ว่าจะเป็นอย่างไรหากบริษัทหยุดต่อสู้กับสมาร์ตโฟน แล้วหันไปต่อสู้ในเกมที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง…
วินาทีนั้นเองที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ปี 2018 คือปีที่ Nikon ตัดสินใจทำสิ่งที่กล้าหาญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
พวกเขาทุบโต๊ะและประกาศเปิดตัวซีรีส์ Z ซึ่งนำทัพโดยกล้อง Z6 และ Z7 กล้อง Full Frame Mirrorless
สิ่งนี้เป็นสัญญาณประกาศให้โลกรับรู้ว่าพวกเขากำลังปฏิวัติตัวเองใหม่ทั้งหมด
หากมองตามความเป็นจริง การก้าวเข้ามาในตลาดนี้ของ Nikon ถือว่าล่าช้าไปมาก Sony ครองส่วนแบ่งการตลาดมานานหลายปี…
ในขณะที่คู่แข่งตลอดกาลอย่าง Canon ก็เริ่มขยับตัวอย่างรวดเร็วด้วยระบบ EOS R
การปรากฏตัวของซีรีส์ Z ให้ความรู้สึกเหมือนคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงงานเลี้ยงในตอนที่ทุกคนกินอิ่มหมีพีมันและอาหารบนโต๊ะก็เย็นชืดไปหมดแล้ว
แต่มันมีข้อได้เปรียบอย่างนึงของการเป็นผู้มาทีหลัง นั่นคือการได้เห็นและเรียนรู้จากข้อบกพร่องของผู้อื่น
สิ่งที่ Nikon นำเสนอพร้อมกับ Z6 และ Z7 ไม่ใช่แค่ตัวกล้อง แต่มันคือรากฐานสู่อนาคต นั่นคือเมาต์ Z…
นี่ไม่ใช่แค่ระบบเมาต์เลนส์ธรรมดา แต่มันคือการสร้างศักยภาพทางวิศวกรรมใหม่ทั้งหมด ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางที่กว้างถึง 55 มิลลิเมตร
นี่คือเมาต์สำหรับกล้อง Full Frame ที่กว้างที่สุดในตลาด
ความกว้างระดับนี้สร้างความเป็นไปได้ทางวิศวกรรมแสงที่ทำเอาคู่แข่งต้องตกตะลึง
มันคือประตูที่เปิดกว้างไปสู่การสร้างเลนส์ไวแสงที่สว่างเหนือระดับ การสร้างโบเก้ที่ละลายฉากหลังได้อย่างนุ่มนวล…
และความสามารถในการรับแสงที่ทำให้การถ่ายภาพในที่มืดสนิทกลายเป็นเรื่องง่ายดายราวกับมีเวทมนตร์
นี่คือการเดิมพันครั้งแรกที่บริษัทยอมทิ้งมรดกเก่าอย่างเมาต์ F ที่ใช้งานมานานถึง 60 ปี แล้วประกาศว่าซีรีส์ Z คืออนาคตเดียวที่เหลืออยู่
แต่ทว่าแค่เมาต์เลนส์ขนาดใหญ่อย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะพลิกเกม
ตลาดในตอนนั้นถูกควบคุมโดย Sony ที่มีเทคโนโลยีระบบโฟกัสอัตโนมัติเหนือชั้นกว่ามาก…
กล้อง Z6 และ Z7 ในรุ่นแรกถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องระบบโฟกัสที่ยังทำงานตามหลังคู่แข่ง
แม้ตัวกล้องจะทำได้ดี แต่ก็ยังไม่มีแรงดึงดูดมากพอที่จะทำให้ผู้ใช้งานยอมขายอุปกรณ์เดิมเพื่อย้ายค่ายมาหาพวกเขา
Nikon ตระหนักถึงจุดอ่อนนี้ดี พวกเขาต้องการหมัดฮุกที่จะน็อกคู่แข่ง และหมัดนั้นก็ถูกปล่อยออกมาในชื่อ Z9
กล้องรุ่นนี้คือจุดเปลี่ยนเกมของจริง Z9 คือกล้องระดับเรือธงที่ไม่มีชัตเตอร์กลไกอีกต่อไป…
ระบบขับเคลื่อนภายในเปลี่ยนเป็นอิเล็กทรอนิกส์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม
สิ่งนี้สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล เพราะมันหมายความว่าช่างภาพสามารถถ่ายภาพรัวได้ถึง 120 เฟรมต่อวินาทีด้วยไฟล์ RAW โดยไม่มีเสียงชัตเตอร์รบกวนแม้แต่นิดเดียว
และด้วยการใช้เทคโนโลยี Stacked Sensor ปัญหาคลาสสิกของชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์อย่างอาการ Rolling Shutter ก็ถูกกำจัดทิ้งไปจนแทบไม่เหลือซาก
อาการที่ว่านี้คืออาการภาพบิดเบี้ยวเวลาที่ช่างภาพแพนกล้องด้วยความเร็วสูงนั่นเอง…
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือปรากฏการณ์การย้ายค่าย ช่างภาพกีฬาซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เคยจงรักภักดีต่อ Canon และ Sony มานานหลายปีเริ่มหันมามองอุปกรณ์ตัวใหม่นี้
ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียวปี 2021 ซึ่งเป็นสมรภูมิที่ช่างภาพระดับโลกมารวมตัวกัน
แม้เราจะยังเห็นเลนส์สีขาวของ Canon และเลนส์ตระกูล G Master ของ Sony อยู่เต็มไปหมด
แต่เราก็เริ่มเห็นเลนส์สีดำสนิทของ Nikon แทรกซึมเข้ามาแย่งพื้นที่สื่ออย่างชัดเจน…
ส่วนแบ่งการตลาดกล้อง Mirrorless ของบริษัทกลับมาเติบโตแบบ 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปี
ทันใดนั้นกล้อง DSLR ที่เคยเป็นราชาของวงการก็ดูเทอะทะและล้าสมัยไปในพริบตา
Nikon หวนคืนสู่สนามรบอย่างสมศักดิ์ศรี แต่การกลับมาครั้งนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด
พวกเขาเดิมพันครั้งที่สาม ซึ่งเป็นการเดิมพันที่บ้าบิ่นที่สุด…
หลายคนที่ติดตามข่าวสารเทคโนโลยีคงจำได้ว่าในช่วงปี 2022 ถึง 2023 เกิดคดีความฟ้องร้องระดับโลกขึ้นระหว่าง Nikon กับบริษัทผลิตกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ที่ชื่อว่า RED
ทาง RED ได้ยื่นฟ้องว่า Nikon ละเมิดสิทธิบัตรเทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์วิดีโอแบบ RAW ที่ใส่มาในกล้อง Z9
คดีความนี้ดุเดือดมากและดูเหมือนว่าฝ่ายที่กำลังจะพ่ายแพ้ก็คือ Nikon
แต่แล้วเรื่องราวก็เกิดจุดหักมุม ในเดือนมีนาคมปี 2024 เกิดข่าวช็อกวงการเมื่อ Nikon ประกาศเข้าซื้อกิจการบริษัท RED ทั้งหมด…
สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการภาพยนตร์ อาจจะต้องอธิบายว่า RED ก่อตั้งโดย Jim Jannard
ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับที่ก่อตั้งแบรนด์แว่นตากันแดดชื่อดังอย่าง Oakley
บริษัท RED คือผู้ผลิตกล้องที่ใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของ Marvel ไปจนถึงผลงานภาพยนตร์ที่มีโทนภาพเป็นเอกลักษณ์ของผู้กำกับอย่าง David Fincher
พวกเขาคือจุดสูงสุดของวงการภาพยนตร์ดิจิทัลในยุคปัจจุบัน…
เมื่อข่าวการเข้าซื้อกิจการประกาศออกไป คนในวงการแบ่งออกเป็นสองฝั่ง
ฝั่งหนึ่งมองว่านี่คือการเดิมพันครั้งสุดท้ายที่เหมือนกับการขว้างลูกบอลยาวแบบวัดดวงในวินาทีสุดท้ายของการแข่งขัน
เพราะรู้ดีว่าสู้ในตลาดภาพนิ่งต่อไปไม่ไหว จึงต้องกระโดดหนีตายไปเล่นในตลาดวิดีโอ
แต่อีกฝั่งหนึ่งเลือกที่จะนั่งเงียบและจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าการควบรวมเทคโนโลยีระดับสุดยอดสองค่ายนี้จะให้กำเนิดอะไรออกมา…
และนั่นก็นำมาสู่การเปิดตัวกล้องรุ่น CR เมื่อกลางเดือนกันยายนปี 2025 ที่ผ่านมา
นี่คือผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่หลอมรวมวิญญาณของ Nikon และ RED เข้าด้วยกัน
มันมาพร้อมความสามารถระดับภาพยนตร์ 6K และการบันทึกไฟล์วิดีโอแบบ RAW
แต่สิ่งที่น่าตกใจคือทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอยู่ในดีไซน์ที่กะทัดรัด ไม่ได้ดูใหญ่โตเหมือนกล้องถ่ายหนังในอดีต…
มันกลับให้คุณภาพไฟล์ระดับเดียวกับที่ใช้ในสตูดิโอ Hollywood
กล้องตัวนี้ถูกพัฒนาร่วมกัน ข่าวการซื้อกิจการ RED ที่บางคนเคยคิดว่าเป็นการวัดดวง
ตอนนี้มันได้พิสูจน์แล้วว่านี่คือความอัจฉริยะเชิงกลยุทธ์
การกำหนดราคาขายไว้ที่ 2,199 ดอลลาร์ คือการนำเครื่องมือระดับโปรดักชันภาพยนตร์ไปวางไว้ในมือของผู้สร้างภาพยนตร์อิสระ…
รวมถึงบรรดาคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ในอดีตไม่เคยแม้แต่จะฝันว่าจะมีงบประมาณมากพอที่จะซื้อกล้อง RED ซึ่งปกติมีราคาหลักหมื่นดอลลาร์
ยอดสั่งจองล่วงหน้าพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการถ่ายวิดีโอ 6K หมายความว่าผู้ใช้งานจะมีอิสระในการนำไฟล์ไปเกรดสีปรับแต่งได้อย่างยืดหยุ่นมหาศาล
การออกแบบที่เล็กกะทัดรัดทำให้มันตอบโจทย์วิถีการทำงานของคนรุ่นใหม่
นี่ไม่ใช่แค่การเปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ แต่มันคือการทลายกำแพงที่เคยขวางกั้นคนทั่วไปไม่ให้เข้าถึงการสร้างงานภาพยนตร์คุณภาพสูง…
ในอนาคตอันใกล้เราย่อมจะได้เห็นวิดีโอบนแพลตฟอร์มต่างๆ มากมายที่มีคุณภาพงานสร้างเทียบเท่าภาพยนตร์ฉายโรง
การเดินทางทั้งหมดของแบรนด์นี้สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ใช้วิธีการลอกเลียนแบบแนวทางของ Sony หรือ Canon
แต่พวกเขาค้นหาเส้นทางของตัวเองจนเจอ
ด้วยการนำความแข็งแกร่งด้านเลนส์ภาพนิ่งของตนเองมาผสมผสานกับสายเลือดของภาพยนตร์ระดับท็อปจาก RED จนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่พลิกโฉมวงการ…
จากกรณีศึกษานี้มีบทเรียนทางธุรกิจที่น่าสนใจหลายข้อ
อย่างแรกคือการเอาชนะความดื้อรั้นของตนเอง
Nikon เกือบจะกลายเป็น Kodak แห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งที่ Kodak คือผู้คิดค้นกล้องดิจิทัลเครื่องแรกของโลก
แต่กลับปฏิเสธที่จะเดินหน้าเพียงเพราะต้องการปกป้องธุรกิจฟิล์มที่ทำเงินมหาศาล…
Nikon เองก็เกือบจะเดินซ้ำรอยนั้นด้วยการยึดติดกับกล้อง DSLR
แต่ในวินาทีสุดท้ายพวกเขายอมรับความจริงว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว
และกล้าที่จะฆ่าผลิตภัณฑ์เดิมของตัวเองเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคต
ถัดมาคือความสำคัญของการสร้างพันธมิตรหรือการควบรวมกิจการเชิงกลยุทธ์…
การทุ่มเงินซื้อ RED ไม่ใช่แค่การซื้อคู่แข่งเพื่อตัดปัญหาเรื่องการฟ้องร้อง
แต่มันคือการซื้อทางลัดเพื่อครอบครองความเชี่ยวชาญที่บริษัทไม่สามารถวิจัยและพัฒนาขึ้นเองได้ทันเวลา
โลกธุรกิจในปัจจุบันหมุนเร็วกว่าอดีตมาก หากการสร้างสิ่งใหม่จากศูนย์ต้องใช้เวลาเป็นสิบปี
การเข้าซื้อกิจการที่เชี่ยวชาญในด้านนั้นคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
กล้องรุ่นใหม่จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงจาก RED…
สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือการรู้จักสมรภูมิและลูกค้าของตนเองอย่างถ่องแท้
ผู้บริหารคิดวิเคราะห์จนตกผลึกว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่บริษัทกล้องจะเอาชนะสมาร์ตโฟนในเกมของสมาร์ตโฟน
เมื่อสู้เรื่องความสะดวกสบายไม่ได้ พวกเขาจึงถอยออกมาและทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดไปกับการสร้างสิ่งที่สมาร์ตโฟนทำไม่ได้
นั่นคือเซนเซอร์ขนาดใหญ่ เลนส์ที่เปลี่ยนได้ และคุณภาพวิดีโอระดับมืออาชีพ…
พวกเขาเลิกโฟกัสที่ตลาด mass และหันมาเสิร์ฟกลุ่มคนที่ต้องการอุปกรณ์ที่ยกระดับผลงานอย่างแท้จริง
และในยุคที่เทคโนโลยีกำลังครอบครองโลก บริษัทที่มีรากฐานด้านฮาร์ดแวร์ที่แข็งแกร่งจะยิ่งได้เปรียบ
สมาร์ตโฟนอาจจะมีซอฟต์แวร์ประมวลผลภาพที่ฉลาดล้ำ แต่ระบบเหล่านี้จะแสดงศักยภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลจากฮาร์ดแวร์ชั้นเลิศ
Nikon นำสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญที่สุดนั่นคือวิศวกรรมชิ้นแก้ว นำมารวมกับเทคโนโลยี AI…
ระบบโฟกัสอัตโนมัติในยุคนี้ใช้เทคโนโลยี Deep Learning เข้ามาวิเคราะห์โครงสร้างเพื่อตรวจจับวัตถุได้อย่างแม่นยำ
โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในอนาคต กล้องรุ่นใหม่ๆ จะถูกพัฒนาให้ทำงานได้อย่างชาญฉลาดจนแทบจะคาดเดาใจช่างภาพได้
เรื่องราวทั้งหมดนี้คือเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่าบริษัทที่พร้อมจะก้าวออกจากกรอบเดิมและกล้าปรับตัว ย่อมมีโอกาสที่จะคว้าชัยชนะได้เสมอ…
การเปลี่ยนผ่านจากองค์กรที่นักวิเคราะห์ธุรกิจพยากรณ์ว่าจะล้มละลาย สู่บริษัทที่กลับมาเรียกเสียงฮือฮาและสร้างความตื่นเต้นให้กับอุตสาหกรรม
สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่มันคือผลลัพธ์ของกลยุทธ์ที่เฉียบขาด
อุตสาหกรรมกล้องไม่ได้กำลังจะตาย มันเพียงแค่กำลังวิวัฒนาการไปสู่อีกขั้น
และยักษ์ใหญ่อย่าง Nikon ก็ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า พวกเขาสามารถเอาชีวิตรอดจากคลื่นพายุลูกใหญ่ได้อย่างสง่างาม…
References : [nikon, theverge, petapixel, bloomberg, dpreview]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา